- หน้าแรก
- จากอสรพิษน้อยสู่เทพมังกร
- บทที่ 23: ลูกพี่อวี๋ ฉันจะรอวันที่นายผงาดฟ้า
บทที่ 23: ลูกพี่อวี๋ ฉันจะรอวันที่นายผงาดฟ้า
บทที่ 23: ลูกพี่อวี๋ ฉันจะรอวันที่นายผงาดฟ้า
บทที่ 23: ลูกพี่อวี๋ ฉันจะรอวันที่นายผงาดฟ้า!
ลึกลงไปในทะเลสาบเชียนซิง ณ จุดที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบงัน ทางด้านลู่เจิงผู้เป็นต้นเรื่องก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขามองดูเวลาที่ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เจ็ดโมงเช้า ก่อนจะลุกออกจากเตียง
หลังจากที่ร่างแยกเลื่อนระดับและผสานพรสวรรค์เสร็จสมบูรณ์ ลู่เจิงก็ปล่อยให้ร่างแยกควบคุมตัวเอง ส่วนเขาก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการปรับตัวให้คุ้นชินกับร่างกายและพลังที่เพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง
เขาไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มมาหลายวันแล้ว แต่โชคดีที่การเลื่อนระดับไม่ได้ช่วยเพิ่มแค่พละกำลังเพียงอย่างเดียว ทว่ายังยกระดับพลังจิตวิญญาณขึ้นด้วย มิฉะนั้นตอนนี้เขาคงหมดเรี่ยวแรงจนลุกจากเตียงไม่ไหวเป็นแน่
กองหนังสือบนโต๊ะที่ถูกขยำจนกลายเป็นเศษซากคือผลงานที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ หลังจากใช้เวลาไปทั้งคืน ในที่สุดลู่เจิงก็สามารถควบคุมขุมพลังในร่างกายได้อย่างใจนึก
เมื่อสัมผัสได้ถึงพละกำลังอันมหาศาลในร่างกาย ลู่เจิงก็ยังอดรู้สึกเหลือเชื่อไม่ได้ ด้วยพลังรบในปัจจุบัน ต่อให้ต้องประมือกับพี่สาว เขาก็ใช่ว่าจะเสียเปรียบเสมอไป
【ร่างต้น】: ลู่เจิง
【พลังพิเศษ】: ไม่มี
【ทักษะ】: เสริมประสิทธิภาพการย่อย, ตรวจจับ, เจาะทะลวง
【พลังรบ】: 22
【จิตวิญญาณ】: 12
พลังรบของเขาก้าวกระโดดจากสิบสองแต้มเมื่อวานมาเป็นยี่สิบสองแต้มในวันนี้ เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เขาจำได้ว่าครูประจำชั้นอย่างครูหลี่ซวงยังมีพลังรบแค่สิบแต้ม และแม้แต่พี่สาวที่เป็นถึงหัวหน้าหน่วยผู้ผ่านการวิวัฒนาการ ก็ยังมีพลังรบแค่ยี่สิบกว่าแต้มเท่านั้น
"ถ้าอย่างนั้น การที่ฉันจะเป็นหัวหน้าหน่วยผู้ผ่านการวิวัฒนาการในตอนนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้สินะ"
ลู่เจิงพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันมาสนใจพรสวรรค์ที่เพิ่งผสานไปเมื่อคืน
หลังจากเรียกใช้ทักษะระดับชนชั้นยอดอย่างเขี้ยวแหลมคม มันก็ไม่ได้ทำให้ฟันของร่างต้นเกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับที่เกิดกับร่างแยก หลังจากทดลองมาทั้งคืน เขาก็ค้นพบว่าทักษะนี้เข้าไปเปลี่ยนแปลงที่หมัดของเขาแทน
ตราบใดที่เขาเรียกใช้ทักษะนี้ การโจมตีของเขาก็จะมีคุณสมบัติเจาะทะลวงเช่นเดียวกับร่างแยก
มันเหมือนกับวิชา 'ทะลวงข้ามเขา' ในตำนานเลยทีเดียว ต่อให้ไม่สามารถทำลายการป้องกันด่านหน้าได้ แต่พลังโจมตีก็จะพุ่งทะลวงเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับศัตรูที่อยู่เบื้องหลังได้อยู่ดี
"โครกคราก..."
เมื่อรู้สึกถึงความหิวโหยที่ประท้วงอยู่ในท้อง ลู่เจิงก็รีบยัดอาหารเข้าปากสองสามคำ ท่ามกลางสายตาอันงุนงงของพ่อแม่ ก่อนจะรีบสะพายกระเป๋าแล้วมุ่งหน้าไปโรงเรียน โดยจัดการกับความหิวที่เหลือระหว่างทาง
"เหล่าอวี๋!"
ก่อนจะถึงโรงเรียน ลู่เจิงก็เหลือบไปเห็นอวี๋เจิ้งหยางอยู่ไม่ไกลจึงตะโกนเรียก
อวี๋เจิ้งหยางกำลังเดินไปโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ ในห้องเรียนวิวัฒนาการ เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง เขาก็หันไปบอกเพื่อนข้างๆ "พวกนายล่วงหน้าไปก่อนเลย ไปรอฉันที่ห้องนะ เดี๋ยวฉันตามไป"
"อย่าสายล่ะ ครูฝึกบอกว่าวันนี้มีเรื่องสำคัญ ถ้าขืนทำครูฝึกโมโหละก็ ไม่มีใครช่วยนายได้นะโว้ย!"
"เออ รู้แล้วน่า ไม่ต้องห่วง"
อวี๋เจิ้งหยางรับคำ คล้อยหลังอวี๋เจิ้งหยาง เพื่อนคนหนึ่งก็หันไปพูดกับเพื่อนอีกคน "หมอนั่นกลายเป็นผู้ผ่านการวิวัฒนาการแล้วแท้ๆ ทำไมยังไปคลุกคลีกับพวกคนธรรมดาอยู่อีกนะ"
"เหล่าอวี๋นี่ไม่เข้าใจโลกเอาซะเลย ครูฝึกก็บอกอยู่ว่ามีแต่ผู้ผ่านการวิวัฒนาการด้วยกันเท่านั้นที่จะช่วยเหลือกันได้ เราต้องผูกมิตรกับเพื่อนร่วมชั้นเอาไว้ ใครจะรู้ล่ะว่ามันอาจจะช่วยชีวิตเราได้ในสักวัน"
"ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ ลู่เจิงจะมาช่วยนายได้หรือไง?"
"ถึงตอนนั้นต่อให้ร้องไห้คร่ำครวญแทบตายก็ไม่มีใครสนหรอก สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาเพื่อนร่วมชั้นอย่างพวกเราให้ออกโรงช่วยอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?"
เมื่อเห็นอวี๋เจิ้งหยางปลีกตัวออกไปหาอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล น้ำเสียงของพวกเขาก็แฝงไปด้วยความไม่พอใจ เพื่อนอีกคนพยักหน้าเห็นด้วยแล้วกล่าวว่า "ฉันว่าเหล่าอวี๋คงยังปรับตัวเข้ากับสถานะผู้ผ่านการวิวัฒนาการไม่ได้ หมอนั่นคงยังคิดว่าตัวเองเป็นแค่คนธรรมดาอยู่ล่ะมั้ง"
"แต่เดี๋ยวผ่านไปสักพักก็คงดีขึ้นเองนั่นแหละ ถึงตอนนั้นเขาก็จะรู้เองว่า ผู้ผ่านการวิวัฒนาการกับคนธรรมดามันอยู่กันคนละโลก เป็นเพื่อนกันน่ะได้ แต่จะให้สนิทสนมกลมเกลียวเหมือนเมื่อก่อนน่ะ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด"
"ต่อให้เหล่าอวี๋ไม่อยากเปลี่ยนความสัมพันธ์นี้ แต่ลู่เจิงที่เป็นแค่คนธรรมดาก็ต้องตระหนักถึงช่องว่างระหว่างพวกเขาสองคนอยู่ดี แล้วเดี๋ยวความห่างเหินก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเอง"
"เมื่อถึงตอนนั้น เหล่าอวี๋ก็จะรู้เองแหละว่าใครคือเพื่อนแท้ของเขา"
"ช่างเถอะ จะพูดอะไรให้มันมากความ รีบไปกันดีกว่า ขืนชักช้าเดี๋ยวได้สายจริงๆ แน่"
ทั้งสองคนคุยกันไปพลางเดินมุ่งหน้าเข้าโรงเรียนไปพลาง โดยหารู้ไม่ว่าบทสนทนาทั้งหมดนั้นได้ลอยเข้าหูลู่เจิงที่อยู่ห่างออกไปจนหมดสิ้น
ลู่เจิงไม่ได้ตั้งใจแอบฟังหรอก เพียงแต่ด้วยสมรรถภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ เสียงสนทนาของสองคนนั้นมันดังชัดเจนเกินไปต่างหาก ส่วนเรื่องเนื้อหาที่พวกนั้นคุยกัน ลู่เจิงกลับรู้สึกว่ามันก็มีส่วนถูกอยู่มาก โลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้แหละ หากเพื่อนสนิทสองคน จู่ๆ คนหนึ่งเกิดรวยล้นฟ้าหรือได้เป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การแต่งงานระหว่างชายหญิงยังต้องมองความเหมาะสมทางฐานะเลย นับประสาอะไรกับความเป็นเพื่อนล่ะ
แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ ลู่เจิงไม่ได้อยู่ในฝั่งที่อ่อนแอ ทว่าเขาคือฝั่งที่แข็งแกร่งกว่าต่างหาก และเขาจะทะนุถนอมมิตรภาพนี้เอาไว้ ต่อให้เขาจะกลายเป็นผู้ทรงพลัง เขาก็จะคอยช่วยเหลือเหล่าอวี๋อย่างสุดความสามารถอยู่ดี
"เหล่าลู่ ทายสิว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น!"
"ลองทายดู!"
เมื่อเห็นลู่เจิง อวี๋เจิ้งหยางก็พูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ขณะที่ลู่เจิงมองดูหน้าต่างสถานะที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้อมกับเผยรอยยิ้มบางๆ
【มนุษย์: อวี๋เจิ้งหยาง】 (กำลังวิวัฒนาการ)
【พลังพิเศษ】: เสริมกำลัง
【ระดับ】: ขั้นที่ 1 ระดับเริ่มต้น
【พลังรบ】: 4
"นายปลุกพลังสำเร็จ และได้เป็นผู้ผ่านการวิวัฒนาการเต็มตัวแล้วงั้นสิ?"
อวี๋เจิ้งหยางที่กำลังทำตัวลึกลับถึงกับอึ้งไปเลยเมื่อได้ยินคำตอบของลู่เจิง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง "นี่มันดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ?"
"ปัดโธ่เว้ย อุตส่าห์กะจะทำเซอร์ไพรส์ซะหน่อย ดันเดาถูกซะงั้น"
"เซ็งเลย เซ็งชะมัด!"
อวี๋เจิ้งหยางบ่นอุบ ก่อนจะก้มลงหยิบอิฐบล็อกสีน้ำเงินขึ้นมาจากพื้น เขายิ้มกว้างโชว์ฟันซี่โตให้ลู่เจิง แล้วออกแรงหักอิฐบล็อกก้อนนั้นขาดสองท่อนอย่างง่ายดาย
"เฮ้อ น่าเบื่อจริงๆ!"
"อิฐก้อนนี้มันเปราะบางเกินไปแล้ว"
อวี๋เจิ้งหยางเอาอิฐที่หักครึ่งมาประกบเข้าหากันแล้วดึงออกสลับไปมา ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกชัดเจนว่า 'รีบชมฉันสิ ศรัทธาฉันสิ ตกตะลึงในตัวฉันสิ' เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น ลู่เจิงก็ได้แต่ยิ้มแหยในใจ เหล่าอวี๋ไม่เคยทำตัวจริงจังกับเขาได้เลยจริงๆ
"แม่เจ้าโว้ย เหล่าอวี๋ นายมันสุดยอดไปเลย!"
"นี่มันอิฐบล็อกสีน้ำเงินเลยนะเว้ย แต่นายกลับหักมันได้ชิลๆ แบบนี้เนี่ยนะ? นี่มันตลกร้ายระดับชาติชัดๆ!"
อวี๋เจิ้งหยางพอใจกับปฏิกิริยาของลู่เจิงเป็นอย่างมาก เขาหัวเราะร่วน ก่อนจะยกแขนขึ้นกอดคอลู่เจิงแล้วเดินมุ่งหน้าไปโรงเรียน "ฮ่าๆๆ เรื่องกล้วยๆ น่า สบายมาก!"
"น้องชาย ให้พี่บอกอะไรให้นะ พี่ปลุกพลังเสริมกำลังขึ้นมาได้เว้ย ครูฝึกบอกว่าพลังของพี่แม่งโคตรเจ๋ง ไม่แน่ว่าต่อไปพี่อาจจะได้เข้าหน่วยผู้ผ่านการวิวัฒนาการ แล้วกลายเป็นกำลังรบหลักของทีมเลยก็ได้นะเว้ย"
"เมื่อถึงตอนนั้น พี่ชายคนนี้จะคอยปกป้องแกเอง ใครหน้าไหนกล้ามารังแกแก ก็บอกชื่อพี่ไปเลย รับรองว่าพี่จะตามไปซัดหน้าพวกมันเรียงตัว ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร!"
อวี๋เจิ้งหยางคุยโวโอ้อวด ส่วนลู่เจิงก็ยอมถูกกอดคอแต่โดยดี พยักหน้ารับหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าวเปลือก
"ได้ยินลูกพี่อวี๋พูดแบบนี้ ผมก็อุ่นใจแล้วครับ"
"ถ้าวันหน้านายต้องการความช่วยเหลือ แค่เอ่ยปากมาคำเดียว ลูกพี่ลู่คนนี้จะบุกน้ำลุยไฟฝ่าวงล้อมไปช่วยนายเอง!"
ลู่เจิงหัวเราะร่วนตอบกลับไป แต่อวี๋เจิ้งหยางก็ไม่ได้เก็บคำพูดของลู่เจิงมาคิดจริงจังนัก คิดเสียว่าเพื่อนแค่พูดติดตลก จึงตอบกลับไปอย่างสบายอารมณ์ "ถ้าอย่างนั้น ลูกพี่อวี๋คนนี้ก็จะรอวันที่นายผงาดฟ้าก็แล้วกัน!"