- หน้าแรก
- ระบบพ่อสุดกาว ลูกเอ๋ย อย่าอ่านหนังสือ มาเล่นเกมกับพ่อ
- บทที่ 217 พูดถึงหิมะ ลูกเรียนกลอนโบราณเกี่ยวกับฤดูหนาวบทไหนมาบ้าง
บทที่ 217 พูดถึงหิมะ ลูกเรียนกลอนโบราณเกี่ยวกับฤดูหนาวบทไหนมาบ้าง
บทที่ 217 พูดถึงหิมะ ลูกเรียนกลอนโบราณเกี่ยวกับฤดูหนาวบทไหนมาบ้าง
บทที่ 217 พูดถึงหิมะ ลูกเรียนกลอนโบราณเกี่ยวกับฤดูหนาวบทไหนมาบ้าง
หวังจื่อเซวียนหันกลับไปมอง
เมื่อเห็นว่าพ่อยังคงไล่ตามเขาไม่เลิก
ในใจก็พลันตึงเครียดขึ้นมา
เขารีบวิ่งอ้อมไปตามริมทะเลสาบทันที
ไม่นานนัก
เขาก็วิ่งปรู๊ดไปถึงอีกฝั่งของทะเลสาบน้ำแข็ง
เวลานี้
หวังเหลยเพิ่งมาถึงจุดที่เขาเคยยืนอยู่เมื่อครู่พอดี
สองพ่อลูกยืนจ้องหน้ากัน
โดยมีทะเลสาบน้ำแข็งคั่นกลาง
“เจ้าเด็กเวร หยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้! ไม่ต้องวิ่งแล้ว!”
หวังเหลยใช้สองมือยันเข่า
หอบหายใจแรง ๆ พลางตะโกนออกมา
เห็นได้ชัดว่าเขาถึงขีดจำกัดของพละกำลังแล้ว
ต่อให้หวังจื่อเซวียนวิ่งต่อ
เขาก็คงไม่มีแรงไล่ตามอีกแล้ว
หวังจื่อเซวียนหยุดฝีเท้าลง
เขารู้ดีว่า
ถ้าพ่ออยากอ้อมผ่านทะเลสาบผืนนี้
คงไม่มีทางไล่ตามเขาทันในเวลาอันสั้นแน่นอน
ส่วนหวังเหลยในตอนนี้
กลับยังไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเบื้องหน้าคือทะเลสาบน้ำแข็ง
ดวงตาของเขาจ้องหวังจื่อเซวียนเขม็ง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่วิ่งแล้ว
เขาก็ยกเท้าขึ้น เตรียมจะเดินตรงข้ามไปทันที
แต่ในเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะเหยียบลงบนพื้นทะเลสาบ
ทีมงานถ่ายทำที่อยู่ด้านหลังก็รีบเอ่ยเตือนขึ้นมา
“คุณพ่อของหวังจื่อเซวียนครับ ข้างหน้านั่นเป็นทะเลสาบน้ำแข็งนะครับ คุณแน่ใจว่าจะขึ้นไปเหรอครับ ระวังไว้หน่อยดีกว่า”
หวังเหลยถึงเพิ่งได้สติกลับมา
เขาเริ่มลังเลขึ้นมาเล็กน้อย
จะให้เขาเดินบนพื้นทะเลสาบนั่น
ด้วยความกล้าของเขาแล้ว ก็ยังไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่จริง ๆ
แต่ในตอนนั้นเอง
หวังจื่อเซวียนที่อยู่อีกฝั่งของทะเลสาบก็โบกแขน
ก่อนจะแหกปากตะโกนเสียงดังว่า
“พ่อ ผมไม่วิ่งแล้ว ผมจะยืนอยู่ตรงนี้แหละ!”
“พ่อห้ามเดินบนทะเลสาบนั่นเด็ดขาดนะ!”
“รูปร่างแบบพ่อน่ะ ถ้าขึ้นไปยืนบนนั้น ไม่แน่อาจร่วงลงไปในทะเลสาบก็ได้!”
เมื่อหวังเหลยได้ยินคำนี้
เขาก็ถลึงตามองหวังจื่อเซวียนอย่างดุดัน
เดิมทีเขายังลังเลไม่ตัดสินใจ
แต่พอถูกยั่วแบบนี้
ความไม่ยอมแพ้ก็พลันพุ่งขึ้นมาในอก
“อากาศทางเหนือหนาวขนาดนี้ ผิวน้ำต้องแข็งตัวแน่นมากอยู่แล้ว”
“ต่อให้ฉันอ้วนกว่านี้อีกหน่อย มันจะรับน้ำหนักฉันไม่ไหวได้ยังไง”
พูดพลาง
เขาก็ยื่นเท้าข้างหนึ่งออกไป
ลองเหยียบผิวน้ำแข็งอย่างระมัดระวัง
หลังจากกระทืบแรง ๆ อยู่สองสามที
เมื่อเห็นว่าพื้นน้ำแข็งไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
เขาก็ค่อย ๆ วางใจลงเล็กน้อย
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น
แค่นเสียงเย็นใส่หวังจื่อเซวียน
“เจ้าเด็กเวร แกยืนอยู่ตรงนั้นอย่าขยับก็แล้วกัน”
“รอฉันข้ามไปก่อนเถอะ แล้วแกจะได้รู้ว่าฉันจะจัดการแกยังไง!”
ทันทีที่พูดจบ
ยังไม่ทันที่ทีมงานถ่ายทำจะห้ามได้ทัน
หวังเหลยก็ก้าวยาว ๆ ขึ้นไปบนผิวน้ำแข็งเสียแล้ว
ตอนแรกเดินไปสองก้าวก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติ
หวังเหลยจึงผ่อนคลายความระแวงลงทั้งหมด
ฝีเท้าของเขาเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แต่พอเดินต่อไปอีกสองก้าว
เขากลับรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องใต้ฝ่าเท้า
ผิวน้ำแข็งนี้เหมือนจู่ ๆ ก็ถูกทาน้ำมันหนา ๆ เอาไว้
ทุกก้าวที่เหยียบลงไปลื่นอย่างรุนแรง
ไม่นานนัก
เขาก็เหมือนหุ่นเชิดที่เสียการทรงตัว
ร่างกายแกว่งไปซ้ายทีขวาที
เซไปข้างหน้าทีถอยหลังทีอย่างควบคุมไม่ได้
“โอ๊ย ๆ ๆ~”
หวังเหลยร้องโวยวายอย่างตื่นตระหนก
สองมือโบกสะเปะสะปะอยู่กลางอากาศ
พยายามรักษาสมดุลของตัวเองเอาไว้
แต่ทุกอย่างล้วนไร้ประโยชน์
ได้ยินเพียงเสียง “ตุ้บ” ดังขึ้น
เขานั่งก้นจ้ำเบ้าลงบนผิวน้ำแข็งอย่างแรง
จากนั้นยังไถลไปตามผิวน้ำแข็งอีกเกือบครึ่งเมตร
สภาพดูน่าขำราวกับลูกโบว์ลิ่งที่หลุดการควบคุม
เมื่อทีมงานถ่ายทำเห็นภาพนี้
ก็ได้แต่ยกมือตบหน้าผากอย่างจนใจ
ที่เขาเตือนให้ระวังน่ะ
ประเด็นสำคัญคือผิวน้ำแข็งมันลื่นเกินไปต่างหาก
ไม่ได้กังวลว่าอีกฝ่ายจะตกลงไปในทะเลสาบเสียหน่อย!
ในห้องไลฟ์
ผู้ชมจำนวนไม่น้อยต่างพากันหัวเราะอย่างสะใจ
[ฮ่า ๆ ๆ ๆ จริงด้วย ความสุขของคนเรามักตั้งอยู่บนความเจ็บปวดของคนอื่นเสมอ]
[หวังเหลย: ชีวิตนี้ของฉันเหมือนเดินอยู่บนน้ำแข็งบาง ๆ จริง ๆ]
[โย่ว ๆ ๆ ไม่เคยดูออกเลยนะเนี่ย ที่แท้หวังเหลยก็เต้นสตรีตแดนซ์เป็นด้วย ฮ่า ๆ ๆ ๆ]
[จริง สตรีตแดนซ์แบบนี้แถวบ้านฉัน ถ้าไม่มีสองหมื่นก็เรียนไม่ได้หรอก นี่เต้นดีกว่าลูกชายฉันอีก]
[อันนี้ฉันขำไม่ออกจริง ๆ ครั้งก่อนลื่นล้มทีหนึ่ง ฟันฉันหลุดไปสองซี่เลย]
[ฉันดูออกแล้ว ท่านี้ของหวังจื่อเซวียนเรียกว่าแผนยั่วยุ!]
หวังจื่อเซวียนมองสภาพพ่อที่ทั้งน่าเวทนาและน่าขำอยู่บนผิวน้ำแข็ง
เขาอดไม่ได้ที่จะกุมท้องหัวเราะออกมา
“พ่อ ทำไมจู่ ๆ พ่อถึงเต้นขึ้นมาล่ะ?”
หวังเหลยทั้งร้อนใจทั้งโมโห
เขาพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้นจากผิวน้ำแข็ง
แต่ทุกครั้งที่เกือบจะยืนขึ้นได้
ก็ลื่นล้มลงไปอย่างแรงอีกครั้ง
หลังจากพยายามอยู่หลายรอบแต่ไม่สำเร็จ
เขาก็หมดแรงโดยสมบูรณ์
ทำได้เพียงนอนแผ่หมดสภาพอยู่บนผิวน้ำแข็ง
มองท้องฟ้าอย่างจนปัญญา
…
อีกด้านหนึ่ง
บรรยากาศทางฝั่งจางเยี่ยนกับจื่อหานกลับเงียบสงบกว่ามาก
ทั้งสองคนกำลังค่อย ๆ เดินเข้าไปในสวนหิมะและน้ำแข็ง
เมื่อเห็นสถานการณ์ของสองครอบครัวข้างหน้า
จางเยี่ยนก็ส่ายหน้าเบา ๆ
ในใจอดถอนหายใจไม่ได้
นี่แหละนะ
ปกติไม่อบรมลูกให้ดี
พอออกมาข้างนอกก็ปล่อยตัววิ่งเล่นส่งเสียงดัง
ทำให้ผู้ใหญ่เหนื่อยใจเกินไปแล้วจริง ๆ
ในสถานที่ที่คนเยอะแบบนี้
เด็กไม่วิ่งวุ่นไปทั่ว
นั่นแหละดีที่สุด
เธอก้มลงมองจื่อหานที่อยู่ข้างกาย
เมื่อเห็นลูกสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย
เดินตามหลังเธอมาเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร
ท่าทางว่าง่ายแบบนี้
ทำให้เธอพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ในสายตาของจางเยี่ยน
การเล่นปาหิมะทั้งไม่ปลอดภัยและไม่มีความหมายอะไรนัก
แทนที่จะวิ่งเล่นบ้าคลั่งอยู่ท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง
สู้หาสถานที่เงียบ ๆ สักแห่ง
แล้วนั่งชมทิวทัศน์รอบ ๆ กับลูกสาวอย่างสงบจะดีกว่า
ทว่า
จางเยี่ยนไม่ได้สังเกตเลยว่า
สายตาของจื่อหานมักแอบมองไปทางเด็ก ๆ รอบตัวที่กำลังกระโดดโลดเต้น
เล่นสนุกหยอกล้อกับผู้ใหญ่เป็นครั้งคราว
ในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาและความปรารถนา
ไม่นานนัก
จางเยี่ยนก็พาจื่อหานมานั่งลงในศาลาแห่งหนึ่ง
ด้านนอกศาลา
หิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว
ประติมากรรมน้ำแข็งใสแวววาวสะท้อนประกายระยิบระยับ
จางเยี่ยนมองไปรอบ ๆ หนึ่งรอบ
ก่อนจะหันไปมองจื่อหาน
เมื่อเห็นว่าลูกสาวเอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา
เธอก็อดขมวดคิ้วถามไม่ได้
“จื่อหาน ลูกเป็นอะไรไป?”
“ทำไมดูไม่ค่อยมีความสุขเลย?”
“ลูกดูสิ วิวหิมะรอบ ๆ สวยขนาดนี้”
จื่อหานค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
สายตากวาดผ่านทิวทัศน์หิมะตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับการนั่งนิ่ง ๆ แบบนี้
เธออยากเป็นเหมือนเด็กคนอื่น ๆ มากกว่า
ได้เล่นอย่างเต็มที่บนลานหิมะ
ปั้นตุ๊กตาหิมะ
เล่นปาหิมะ
สำรวจสิ่งแปลกใหม่ต่าง ๆ ในสวนแห่งนี้
แต่ในตอนนั้นเอง
จางเยี่ยนก็เปลี่ยนหัวข้อขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“จื่อหาน พูดถึงหิมะแล้ว ลูกเรียนกลอนโบราณเกี่ยวกับฤดูหนาวบทไหนมาบ้าง?”
“ลองท่องให้แม่ฟังหน่อยสิ”
จื่อหานชะงักไปเล็กน้อย
ประกายในดวงตาเล็ก ๆ ของเธอหม่นลงไปอีกนิด
จางเยี่ยนนึกว่าจื่อหานลืมไปแล้ว
จึงพูดต่อว่า
“แค่นี้ก็ลืมแล้วเหรอ?”
“แม่เพิ่งให้ลูกท่องไปเมื่อสัปดาห์ก่อนเองนะ”
แม้จื่อหานจะไม่ค่อยเต็มใจนัก
แต่สุดท้ายก็ยังท่องออกมาเสียงเบา
“ขุนเขานับพันไร้นกโผบิน เส้นทางหมื่นสายไร้รอยผู้คน”
“เรือลำน้อย ชายชราสวมหมวกฟางและเสื้อคลุมจากหญ้า”
“ตกปลาเดียวดาย ท่ามกลางหิมะแม่น้ำหนาว…”
เมื่อได้ยินลูกสาวท่องกลอนโบราณออกมาได้
คิ้วที่ขมวดอยู่ของจางเยี่ยนก็ค่อย ๆ คลายลง
“ก็ถูกแล้วนี่นา เพิ่งท่องไปเมื่อสัปดาห์ก่อน จะลืมไปได้ยังไง”
“อีกอย่าง พอมองทิวทัศน์หิมะรอบ ๆ แบบนี้ กลอนบทนี้ก็เข้ากับบรรยากาศมาก ลูกก็ควรนึกออกได้อยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น
จื่อหานกลับอดแย้งไม่ได้
“แม่คะ รอบ ๆ คึกคักขนาดนี้ กลอนบทนี้เข้ากับบรรยากาศตรงไหนเหรอคะ?”
ยังไม่ทันที่จางเยี่ยนจะพูดอะไร
ทีมงานถ่ายทำที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยเตือนเสียงเบาว่า
“คุณแม่ของจื่อหานครับ สวนหิมะและน้ำแข็งแห่งนี้ใหญ่มากนะครับ แถมยังมีเครื่องเล่นกับกิจกรรมสนุก ๆ อีกตั้งเยอะ”
“ตอนนี้คนยังไม่เยอะมาก ทำไมคุณไม่พาจื่อหานไปเล่นหน่อยล่ะครับ?”
“นั่งเฉย ๆ อยู่ตรงนี้ มันน่าเบื่อออกนะครับ”
จางเยี่ยนยิ้มแล้วอธิบายว่า
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ”
“นั่งตรงนี้ชมวิวหิมะ แล้วทบทวนความรู้ให้จื่อหานไปด้วยก็ดีเหมือนกัน”
“ในที่ที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งแบบนี้ ฉันไม่ค่อยวางใจให้เล่นเท่าไหร่”
“อีกอย่าง จื่อหานก็ไม่ได้บอกฉันว่าอยากไปเล่นด้วย”
“เธอคงไม่ได้สนใจมากนักหรอกค่ะ”
“เธอไม่เหมือนเด็กผู้ชายพวกนั้นที่ชอบวิ่งเล่นกระโดดโลดเต้น”
เธอเพิ่งพูดจบ
ในสวนหิมะและน้ำแข็งก็มีเสียงประกาศดังขึ้นทันที
“เรียนผู้มาเที่ยวทุกท่าน การแข่งขันปั้นตุ๊กตาหิมะกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว”
“ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมได้เลยนะคะ”
“ผลงานที่ปั้นออกมาได้ดี จะได้รับของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ สุดประณีตด้วยค่ะ!”
ดวงตาของจื่อหานสว่างวาบขึ้นมาทันที
เมื่อกี้แม่บอกว่าเธอไม่ได้พูดนี่นา
งั้นตอนนี้ก็พูดเลยแล้วกัน
เธอรีบเอ่ยปากอย่างอดใจไม่ไหวว่า
“แม่คะ พวกเราไปปั้นตุ๊กตาหิมะกันเถอะ!”
พูดจบ
โดยไม่รอให้จางเยี่ยนตอบกลับ
เธอก็หันหลังวิ่งออกจากศาลาไปทันที
จางเยี่ยนรีบลุกขึ้น
ตั้งใจจะเรียกเธอไว้
แต่เสียงประกาศกลบเสียงตะโกนของเธอจนหมด
จื่อหานวิ่งออกไปไกลโดยไม่หันกลับมาเลย