- หน้าแรก
- ซูเปอร์สตาร์สาวบ้างานกับสามีที่เป็นพ่อบ้านสุดแสนจะ(ไม่)ธรรมดา
- บทที่ 140 - ดูกล้องวงจรปิดถึงเห็นว่ามีมังกรคาบช้างไปหนึ่งเชือก
บทที่ 140 - ดูกล้องวงจรปิดถึงเห็นว่ามีมังกรคาบช้างไปหนึ่งเชือก
บทที่ 140 - ดูกล้องวงจรปิดถึงเห็นว่ามีมังกรคาบช้างไปหนึ่งเชือก
ชาวเน็ตเกาหลีในห้องไลฟ์สดของเสิ่นฉีดูเหมือนจะไม่ได้เห็นในสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น ก็เลยพากันกลับไปที่ห้องไลฟ์สดของพัคอีซอง
[ไอ้คนที่อยู่ห้องข้างๆ ที่ชื่อเสิ่นฉีนั่นมันไม่ใช่คนชัดๆ ขับรถตู้สับปะรังเคพาคนแก่กับเด็กไปซิ่งแข่งกับคนอื่นเนี่ยนะ]
[ถึงแม้ฝั่งนู้นจะเปลี่ยนเลนก่อน แต่เห็นได้ชัดเลยว่าเสิ่นฉีจงใจพุ่งชน แถมสุดท้ายยังโยนความผิดให้เขาอีก ไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลเอาซะเลย]
[คนจีนก็เหมือนคนเถื่อนนั่นแหละ เสิ่นฉียังเทียบไม่ได้แม้แต่ขนหน้าอกเส้นเดียวของเทียนหวังพัคเลย]
[ข้อดีอย่างเดียวของเสิ่นฉีก็คงมีแค่เมียสวยนั่นแหละ]
[คนจีนมีแต่พวกชอบทำร้ายคนอื่นแบบนี้แหละ ไม่มีมารยาทเอาซะเลย]
...
ในขณะนี้พัคอีซองกำลังสอนการใช้ภาษาและวัฒนธรรมจีนให้ดงดงฟัง
"ก่อนหน้านี้พ่อเคยบอกลูกแล้วใช่ไหมว่า วัฒนธรรมจีนได้รับการสืบทอดมาจากประเทศเกาหลีของเรา แต่คนจีนมีเยอะ ก็เลยมีคนฉลาดบางคนเอาวัฒนธรรมไปพัฒนาต่อนิดหน่อย"
"อย่างเช่นตัวอักษร ตัวอักษรจีนมีเยอะขึ้นมากจริงๆ แต่พวกเขาดัดแปลงจนมันซับซ้อนเกินไป แถมเสียงอ่านกับความหมายก็เปลี่ยนไปด้วย"
"อย่างเช่นประโยคนี้ก็มักจะทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายๆ ... "
พัคอีซองชี้ไปที่ข้อความบรรทัดหนึ่งบนแท็บเล็ตให้ดงดงดู
ภาพซูมเข้าไปใกล้จนคนในห้องไลฟ์สดมองเห็นกันหมด
—— เซียวเหล่งนึ่งบอกว่า: ฉันก็อยากใช้ชีวิตแบบที่ก้วยยี้เคยใช้ชีวิตมาก่อนเหมือนกัน!
"รู้ไหมว่ามันแปลว่าอะไร" พัคอีซองถาม
ดงดงตั้งใจอ่านอยู่หลายรอบ แล้วคาดเดาว่า
"ก่อนอื่นเลย เซียวเหล่งนึ่งต้องเป็นคนแน่ๆ!"
"อืม!" พัคอีซองพยักหน้ารับ "ดงดงฉลาดมาก แล้วข้างหลังล่ะ"
"แล้วก็ ... "
ดงดงตอบไม่ได้แล้ว
พัคอีซองลูบหัวดงดงด้วยความเอ็นดู
"คนจีนบางคนจะมีชื่อสี่พยางค์ อย่างเช่นประโยคนี้ 'กั้วกั้วเอ๋อร์กั้ว' คือชื่อคน เป็นคนแซ่คู่ว่า 'กั้วกั้ว' ชื่อ 'เอ๋อร์กั้ว' น่าจะเป็นคนดังของชนกลุ่มน้อยน่ะ"
"ดังนั้นความหมายของประโยคนี้ก็คือ เซียวเหล่งนึ่งอยากใช้ชีวิตแบบ กั้วกั้วเอ๋อร์กั้ว ยังไงล่ะ!"
ดงดงรีบปรบมือชื่นชมทันที
"พ่อเก่งจังเลยครับ ตัวอักษรจีนซับซ้อนขนาดนี้ยังอ่านเข้าใจอีก!"
"น่าสนุกจังเลย มีอีกไหมครับ"
[เทียนหวังพัคเชี่ยวชาญภาษาจีนจังเลย เป็นคนรอบรู้จริงๆ ด้วยนะ]
[เอาจริงดิ ตัวอักษรจีนซับซ้อนขนาดนี้เชียวเหรอ]
[ก็แค่พวกว่างจัด จะทำให้มันซับซ้อนไปทำไมเนี่ย]
[ในฐานะคนจีน ฉันขอใช้สำนวนเดียวมาบรรยายการสอนลูกของเทียนหวังพัคเลยว่า ... สั่งสอนผิดๆ พาลูกเสียคน!]
[ฉันก็อยากใช้สำนวนเดียวมาบรรยายดงดงเหมือนกัน ... เห็นโจรเป็นพ่อ!]
[ฮ่าๆๆ พวกนายดูสิ คนจีนยังทนไม่ได้ที่จะต้องใช้สำนวนมาชมเทียนหวังพัคของเราเลย!]
...
ในสตูดิโอมีเสียงหัวเราะดังขึ้น
จั๋วอีอีเอามือปิดปากขำอีกแล้ว ส่วนหลี่ฮวนเกอก็หัวเราะหึๆ
ซูซิงจู๋ก็เริ่มพยายามกลั้นขำอีกครั้ง ทักษะการจัดการสีหน้าของเธอดูเหมือนจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
ตอนนี้เสิ่นฉี หลี่เหนียนเกิง และเสิ่นเสี่ยวคุนทั้งสามคนกลับมาถึงคฤหาสน์แล้ว พอเดินเข้าประตูมาเย่เนี่ยนชิวก็ถามเรื่องที่สองวงดนตรีทะเลาะแย่งงานกันทันที
หลี่เหนียนเกิงกับเสิ่นเสี่ยวคุนเข้าข้างเสิ่นฉีอย่างเต็มที่ ทั้งสามคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน
"จัดการเรียบร้อยแล้วครับ ง่ายนิดเดียว"
"เจรจากันอย่างสันติ สมบูรณ์แบบเลยครับ"
"สบายมาก จัดการเรียบร้อย"
พอเย่เนี่ยนชิวเห็นว่าทั้งคนแก่ วัยรุ่น และเด็กพูดตรงกัน เธอก็เชื่อสนิทใจ
ฉวยโอกาสตอนที่เสิ่นเสี่ยวคุนไม่ทันสังเกต เธอแอบกระซิบกับเสิ่นฉีว่า
"เสี่ยวฉีเอ๊ย ในเมื่อเสี่ยวคุนมาอยู่บ้านเราแล้ว เราก็ต้องดูแลเขาเหมือนเป็นลูกหลานแท้ๆ ของบ้านเรานะ"
"แม่เห็นวิธีที่ลูกกับเสี่ยวคุนอยู่ด้วยกันแล้วมันดูแปลกๆ ไม่เหมือนพ่อกับลูกบ้านอื่นเขาเลย"
"ลูกต้องใส่ใจเรื่องนี้ให้มากๆ นะ เอางี้สิ ลูกลองเล่านิทานให้เสี่ยวคุนฟังดูสิ จะได้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้สนิทกันมากขึ้นไง"
เสิ่นฉีรู้สึกว่าเสิ่นเสี่ยวคุนไม่เหมือนเด็กในวัยเดียวกัน บางทีเขาอาจจะไม่ชอบฟังนิทานเลยก็ได้
"เสี่ยวคุนค่อนข้างเป็นเด็กแก่แดด แถมยังอ่านหนังสือมาเยอะ นิทานทั่วไปเขาน่าจะเคยอ่านมาหมดแล้วล่ะครับ ... "
"เอ๊ะ"
จู่ๆ เสิ่นฉีก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ในโลกนี้ที่วงการวรรณกรรมและบันเทิงค่อนข้างล้าหลัง ผลงานหลายๆ อย่างจึงไม่มีอยู่จริง
แถมผลงานดังๆ บางเรื่องก็ยังดูปัญญาอ่อนอีกด้วย
ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กก็คงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่ามันจะแย่ขนาดไหน
งั้นก็ต้องลองดูสักหน่อย!
เย่เนี่ยนชิวไล่เสิ่นฉีที่กำลังช่วยเธอห่อเกี๊ยวออกไปที่ห้องนั่งเล่น เสิ่นฉีหัวเราะหึๆ แล้วเรียกให้เสิ่นเสี่ยวคุนมาหา แถมยังแอบหันไปมองเย่เนี่ยนชิวแวบหนึ่งด้วย
เย่เนี่ยนชิวยังคงห่อเกี๊ยวด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
"เสี่ยวคุนเอ๊ย ฉันจะเล่านิทานให้นายฟัง แต่แลกกับซองแดงที่คุณยายให้นายได้ไหม"
เสิ่นเสี่ยวคุนพลันทำหน้าตาระแวดระวังขึ้นมาทันที
ให้ตายสิ รู้หรอกนะว่านายหน้าเงิน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะไร้ขีดจำกัดขนาดนี้
ขนาดซองแดงที่คุณยายให้ฉัน นายยังจะอยากได้อีกเหรอ
หน้าไม่อายจริงๆ เลย!
"ฉันอ่านหนังสือมาเยอะ นิทานทั่วไปฉันเคยอ่านหมดแล้ว ไม่ต้องให้นายมาเล่าให้ฟังหรอก" เสิ่นเสี่ยวคุนเบ้ปากพูด
เสิ่นฉีหัวเราะหึๆ "นายวางใจเถอะ นิทานของฉันนายต้องไม่เคยได้ยินมาก่อนแน่ๆ"
"งั้นฉันก็ไม่อยากฟังอยู่ดี นิทานทั่วไปมันปัญญาอ่อนจะตาย"
"นิทานของฉันไม่เหมือนใครแน่นอน!" เสิ่นฉีพูดด้วยความมั่นใจ "นิทานของฉันเหมาะสำหรับคนทุกวัยเลยนะ!"
เสิ่นเสี่ยวคุนมองดูท่าทีจริงจังของเสิ่นฉีแล้วพูดว่า "งั้นนายลองเล่ามาให้ฉันฟังเรื่องหนึ่งก่อนสิ จะได้รู้ว่ามีอะไรแปลกใหม่บ้างหรือเปล่า"
เสิ่นฉีพยักหน้ารับ
[ปากก็บอกว่าจะปฏิบัติกับเสี่ยวคุนเหมือนเป็นผู้ใหญ่ แต่สุดท้ายก็หลอกเขาเหมือนเป็นเด็กอยู่ดี!]
[อย่าว่าแต่เสี่ยวคุนเลย ตอนลูกชายฉันอายุห้าหกขวบ นิทานเกือบทุกเรื่องเขาก็เคยฟังมาหมดแล้วเหมือนกัน]
[ตอนนี้นิทานก็เอาไว้ใช้สอนเด็กอายุสองสามขวบเท่านั้นแหละ]
[ทุกคนอย่าลืมสิว่าเสิ่นฉีเป็นคนที่ไม่สามารถใช้ตรรกะทั่วไปมาตัดสินได้นะ!]
ซูซิงจู๋ยิ้มแล้วพูดว่า "ถึงแม้ดงดงจะโตที่เกาหลีมาตลอด แต่นิทานของจีนเขาก็เคยฟังมาหมดแล้วเหมือนกันค่ะ ฉันเกรงว่าเสิ่นฉีคงจะเล่าเรื่องที่แปลกใหม่กว่านี้ไม่ได้หรอกค่ะ"
จั๋วอีอีก็เริ่มรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเช่นกัน
"หรือว่าเสิ่นฉีจะแต่งนิทานขึ้นมาเองคะ"
หลี่ฮวนเกอส่ายหน้า
ฟางเฉี่ยนยิ้ม "ทุกคนอย่าลืมสิคะว่า เสิ่นฉีเป็นนักเขียนนิยายออนไลน์ที่ฝีมือดีมากเลยนะคะ ขนาดนิยายออนไลน์ที่มีเนื้อหาซับซ้อนและยาวขนาดนั้นเขายังเขียนได้เลย บางทีเขาอาจจะแต่งนิทานเด็กได้จริงๆ ก็ได้นะคะ"
ซูซิงจู๋ส่ายหน้าเบาๆ
"ฉันเคยไปเรียนจิตวิทยาเด็กมาค่ะ นิทานเด็กถึงแม้จะฟังดูเรียบง่าย แต่ยิ่งเรียบง่ายก็ยิ่งแต่งยากนะคะ!"
"ความยากมันอยู่ตรงที่ นิทานที่คุณแต่งขึ้นมาจะต้องสอดคล้องกับสภาพจิตใจของเด็กอย่างสมบูรณ์แบบ!"
"แต่ความคิดของผู้ใหญ่กับเด็กมันต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ ผู้ใหญ่คิดว่าสนุก แต่เด็กมักจะคิดว่าไม่สนุกค่ะ"
"นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงคิดว่านิทานเด็กหลายๆ เรื่องมันดูปัญญาอ่อน แต่เด็กๆ กลับชอบฟังยังไงล่ะคะ!"
หลายคนต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย
หลี่ฮวนเกอเองก็ต้องยอมรับว่าซูซิงจู๋พูดถูก เพราะเธอไม่เคยมีลูก และไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตมาเลย
ความคาดหวังของทุกคนถูกดึงให้สูงขึ้นอีกครั้ง
...
เสิ่นฉีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"งั้นฉันจะไล่ระดับจากง่ายไปยาก เล่าเรื่องที่เหมาะสำหรับเด็กสามขวบให้นายฟังก่อนก็แล้วกัน!"
เสิ่นเสี่ยวคุนไม่พอใจทันที "ถ้านายแน่จริงก็เล่าเรื่องสำหรับเด็กห้าขวบมาเลยสิ!"
"เด็กห้าขวบก็ฟังได้เหรอ" เสิ่นฉีถามด้วยความประหลาดใจ
"นายดูถูกใครกันเนี่ย" เสิ่นเสี่ยวคุนยิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่
เสิ่นฉีพยักหน้ารับ แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องอย่างช้าๆ
"นิทานเรื่องนี้มีชื่อว่า 'ช้างหายล้อมคอก' !"
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีผู้ชายคนหนึ่งชื่ออาคุน เขาเลี้ยงช้างไว้เยอะมาก แล้วก็ขังช้างทั้งหมดไว้ในคอก"
"เช้าวันหนึ่ง อาคุนก็ตื่นขึ้นมาเหมือนทุกๆ วัน เขาเดินไปที่คอกช้าง ตั้งใจจะปล่อยช้างออกมาเดินเล่น ... "
"แต่ปรากฏว่า คอกช้างเป็นรูโหว่! พอเขาไปเช็กกล้องวงจรปิดถึงได้รู้ว่า ... "
"ที่แท้เมื่อคืนนี้มีมังกรที่ดุร้ายมากตัวหนึ่ง มุดเข้ามาในคอก แล้วก็คาบช้างไปหนึ่งเชือก ... "