- หน้าแรก
- ซูเปอร์สตาร์สาวบ้างานกับสามีที่เป็นพ่อบ้านสุดแสนจะ(ไม่)ธรรมดา
- บทที่ 50 - แม้ห่างไกลพันลี้ ขอเพียงมีชีวิตยืนยาว ได้ชมจันทร์ดวงเดียวกัน
บทที่ 50 - แม้ห่างไกลพันลี้ ขอเพียงมีชีวิตยืนยาว ได้ชมจันทร์ดวงเดียวกัน
บทที่ 50 - แม้ห่างไกลพันลี้ ขอเพียงมีชีวิตยืนยาว ได้ชมจันทร์ดวงเดียวกัน
ทุกคนในห้องส่งต่างมองไปที่หลี่ฮวนเกอและจั๋วอีอี ท่าทีตกตะลึงของพวกเธอในสายตาของทุกคนดูแปลกประหลาดไปบ้าง
ถึงแม้เพลงนี้จะเพราะมาก ฟังดูยอดเยี่ยมมากก็เถอะ!
แต่พวกคุณในฐานะราชินีนักร้องตัวแม่กับตัวลูก ก็ไม่น่าจะมีปฏิกิริยาขนาดนี้ไหม
หลี่ฮวนเกอและจั๋วอีอีสบตากัน ต่างก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายดี
ในวงการดนตรีมีแนวคิดหนึ่งที่ทุกคนต่างรู้กันดี มีบางเพลงถูกเรียกว่าเป็น "เพลงระดับราชินีนักร้อง"
เพลงประเภทนี้มักจะมีคุณภาพสูงลิ่ว พูดอีกอย่างก็คือ หากนักร้องหญิงหน้าใหม่ได้ร้องเพลงที่มีคุณสมบัติแบบนี้ รับรองว่าจะต้องดังเป็นพลุแตกอย่างแน่นอน
ถ้าเป็นนักร้องหญิงวัยรุ่นที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วได้เพลงนี้ไป ก็มีโอกาสสูงมากที่จะยกระดับขึ้นเป็นราชินีนักร้องหน้าใหม่ได้เลย
ส่วนราชินีนักร้องหน้าใหม่ ก็มีสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นราชินีนักร้องตัวแม่ได้เต็มตัว!
สาเหตุที่เพลงประเภทนี้ถูกเรียกว่า "เพลงระดับราชินีนักร้อง" ก็เพราะว่ามันมีโอกาสสูงมากที่จะยกระดับสถานะของนักร้องหญิงขึ้นไปได้อีกขั้น!
ดังนั้น เพลงแบบนี้จึงหายากมากๆ!
แม้ตรงหน้าพวกเธอจะเป็นคุณป้าจางอายุไม่น้อยกำลังร้องอยู่ แถมยังเป็นแค่เวอร์ชันฉบับร่าง แต่ด้วยสายตาอันเฉียบแหลมและเป็นมืออาชีพของหลี่ฮวนเกอกับจั๋วอีอี พวกเธอสามารถมองออกได้ทันทีว่าเพลงนี้มีคุณสมบัติของ "เพลงระดับราชินีนักร้อง" อยู่เต็มเปี่ยม!
แม้เสียงของป้าจางจะยังดูเด็กอยู่ แต่วิธีการร้องไม่ใช่สไตล์ของนักร้องเพลงป๊อป ถ้าเปลี่ยนเป็นหลี่ฮวนเกอหรือจั๋วอีอีมาร้องล่ะก็ ...
พลังที่เพลงนี้จะเปล่งประกายในวงการดนตรี แทบจะประเมินด้วยตาเปล่าได้เลย!
หรือไม่ก็ ไม่สามารถประเมินได้เลยต่างหาก!
ประเด็นสำคัญก็คือ ... เพลงนี้เสิ่นฉีเป็นคนแต่งเหรอเนี่ย
น่าตกตะลึงกว่าเพลง "เทียนโฮ่ว" ซะอีก!
หลี่ฮวนเกอตกตะลึงมากกว่าจั๋วอีอีเสียอีก ถึงยังไงเสิ่นฉีก็เป็นคนที่เธอใช้ชีวิตร่วมกันมาถึงสามปีนะ!
ด้วยเหตุนี้ จั๋วอีอีจึงไม่ได้คิดมากเท่าหลี่ฮวนเกอ แต่กลับนึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาได้ก่อน
"เนื้อเพลง! เนื้อเพลงของเพลงนี้!"
หลี่ฮวนเกอก็นึกขึ้นได้ ดวงตากลมโตคู่สวยยิ่งฉายแววตกตะลึงมากขึ้นไปอีก
"เนื้อเพลง ... "
...
ในจอภาพ ป้าจางยังคงร้องเพลงต่อไปอย่างใส่อารมณ์
"คล้อยเคลื่อนผ่านจวนแดง~ ต่ำลงตรงบานหน้าต่าง~ สาดแสงส่องผู้ไร้นิทรา~"
"ไม่ควรมีความแค้นเคืองใด~~~"
"แต่ไฉนจันทร์ถึงมักจะเต็มดวงในยามที่ต้องพรากจากกัน~~~"
[เชี่ยเอ๊ย! ฉันก็มัวแต่ฟังทำนองเหมือนกัน เพิ่งจะมาสังเกตว่าเนื้อเพลงมันโคตรเทพเลย!]
[นี่มันเนื้อเพลงระดับเทพเจ้าอะไรกันเนี่ย เหมือนจะดัดแปลงมาจากบทกวีเลยนะ]
[ฉันรู้สึกว่ามันเจ๋งกว่าบทกวีหลายๆ บทซะอีกนะ นี่พ่อบ้านเป็นคนเขียนออกมาจริงๆ เหรอ]
[ฉันเป็นบ้าไปแล้ว! ทำไมถึงให้ฉันได้ยินเนื้อเพลงที่ดีขนาดนี้!]
[แม่งเอ๊ย ขนาดฉันจบแค่ประถมยังฟังออกเลยว่ามันเจ๋งสุดๆ]
ตอนนั้นเอง จู่ๆ ด้านบนสุดของห้องถ่ายทอดสดก็ปรากฏคอมเมนต์เตะตาขึ้นมาติดต่อกันหลายข้อความ
ฟางสือ นักวิชาการชื่อดังของหัวเซี่ยออกมาพูดอีกครั้ง
[เดิมทีตาเฒ่าอย่างฉันรู้สึกต่อต้านการมาเป็นแขกรับเชิญทางอินเทอร์เน็ตของรายการวาไรตี้อยู่บ้าง เพราะฉันคิดว่าในยุคสมัยที่ทุกอย่างรวดเร็วเหมือนอาหารฟาสต์ฟู้ดแบบนี้ บทกวีดีๆ มันปรากฏขึ้นได้ยากมาก ยิ่งไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมาปรากฏในรายการวาไรตี้แบบนี้]
[เนื้อเพลงของเพลงนี้เป็นบทกวีจริงๆ ครับ แถมยังเป็นรูปแบบฉันทลักษณ์ 'สุ่ยเตี้ยวเกอโถว' ที่ได้มาตรฐานเป๊ะอีกด้วย]
[เป็นการขยายจินตนาการและความคิดโดยมีพระจันทร์ในวันไหว้พระจันทร์เป็นจุดศูนย์กลาง นำเอาความรู้สึกสุขเศร้าพบพรากของโลกมนุษย์ ผนวกรวมเข้ากับการค้นหาปรัชญาของชีวิตและจักรวาล สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ทั้งซับซ้อนและขัดแย้งกัน ... ]
[ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงการรักชีวิตและทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีอย่างกระตือรือร้น]
[ฉันฟังออกเลยว่า บทกวีท่อนแรกสะท้อนให้เห็นถึงการยึดติดกับชีวิต ส่วนท่อนหลังแสดงให้เห็นถึงการยอมรับและปล่อยวางในการใช้ชีวิต]
[ถ้อยคำสละสลวย พริ้วไหวเป็นธรรมชาติ อารมณ์และทิวทัศน์ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียว บรรยากาศและความคิดสอดคล้องกัน ความคิดลึกซึ้งและมีระดับที่สูงส่ง เต็มไปด้วยปรัชญา ... ]
[ตาเฒ่าคนนี้ ... ขอยอมรับนับถืออย่างหมดใจเลย!]
ท่ามกลางคอมเมนต์ตัวอักษรสีแดงที่อัดแน่น ผู้ชมกว่า 10 ล้านคนในห้องถ่ายทอดสดราวกับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้นของฟางสือผ่านคำวิจารณ์ยาวเหยียดนี้!
ทั่วทั้งหัวเซี่ยไม่มีใครไม่รู้ว่าฟางสือเข้มงวดและยึดมั่นในวิถีแห่งกวีมากแค่ไหน บทกวีที่สามารถทำให้เขาตื่นเต้นได้ขนาดนี้ ย่อมต้องเป็นเสียงสะท้อนที่ดังก้องไปทั่วโลกมนุษย์อย่างแน่นอน
นอกจากทุกคนจะรู้สึกตกตะลึงในใจแล้ว ในขณะเดียวกันก็เกิดความสงสัยที่ใหญ่กว่าเดิมขึ้นมา นี่เสิ่นฉีเป็นคนเขียนจริงๆ เหรอ
ล้อเล่นป่ะเนี่ย
มันก็แค่รายการถ่ายทอดสดรายการหนึ่ง แถมเจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกถ่ายทอดสดอยู่
นายก็แค่เรียกคุณลุงคุณป้ามาซ้อมเพลงที่บ้าน เพื่อจะไปร่วมงานแสดงศิลปวัฒนธรรมวันไหว้พระจันทร์ที่มีจัดขึ้นทุกปี แถมยังเป็นแค่เนื้อเพลงสำหรับวงดนตรีผู้สูงอายุด้วย
นายถึงกับควักบทเพลงอมตะระดับนี้ออกมาเลยเหรอ
จะหน้าด้านเกินไปหน่อยไหม!
ไป๋ชิงเหอและหลินเซียวลู่ต่างก็งุนงงไปหมด สำหรับสองราชินีจอเงินแล้ว แม้ว่าดนตรีจะเป็นจุดอ่อนของพวกเธอ แต่การก้าวขึ้นมาถึงระดับราชินีจอเงินได้ ความสามารถในการแยกแยะย่อมต้องมีอยู่ในระดับหนึ่ง
พวกเธอรู้สึกว่าบทกวีบทนี้ดีมาก แต่ไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่ามันดีถึงระดับไหน
ตอนนี้ฟางสือถึงกับออกปากขนาดนี้แล้ว นั่นก็แปลว่ามันต้องดีจริงๆ
แต่ผู้ชายเกาะเมียกินที่เอาแต่นอนอืดอยู่บ้านหลี่ฮวนเกอคนนี้ ... เขาไปทำเป็นได้ยังไงล่ะเนี่ย
"ต้องไม่ใช่เสิ่นฉีเขียนแน่ๆ! คนที่วันๆ เอาแต่วุ่นวายกับการซักผ้าทำกับข้าวปัดกวาดเช็ดถูอยู่ในบ้าน ไม่มีทางเขียนเพลงและบทกวีแบบนี้ออกมาได้หรอก!"
ไป๋ชิงเหอตะโกนคำพูดเหล่านั้นออกมาแทบจะเหมือนคนกำลังคำราม
เธอรับไม่ได้ยิ่งกว่าหลินเซียวลู่เสียอีก!
เพราะเหลียงปิน สามีของไป๋ชิงเหอก็ชอบวัฒนธรรมบทกวีของหัวเซี่ยมากเช่นกัน ถึงขนาดมักจะศึกษาหรือแต่งกวีอยู่บ่อยๆ แต่หลังจากถูกเสิ่นฉีเอาชนะไปได้ทุกด้านแล้ว ตอนนี้แม้แต่สิ่งที่เหลียงปินถนัดที่สุดก็ยังสู้ไม่ได้เลยเหรอ
เขาจะเก่งขนาดนั้นได้ยังไง
เขากล้าดียังไง
ในใจของหลี่ฮวนเกอรู้สึกสะใจสุดๆ เธอหันไปมองไป๋ชิงเหอแวบหนึ่ง แล้วถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"ราชินีจอเงินไป๋คะ การที่สามีฉันแต่งกวีเป็น ... มันไปขัดผลประโยชน์อะไรของคุณเหรอคะ ทำไมคุณถึงได้ดูรับไม่ได้ขนาดนั้น"
ไป๋ชิงเหอชะงักไปทันที รีบเก็บสีหน้าโกรธแค้นและไม่ยินยอม พร้อมกับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
"เอ่อ ... ฉัน ... ฉันก็แค่ตกตะลึงน่ะค่ะ! รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อไปหน่อย ... "
"งั้นฉันก็เข้าใจความหมายของคุณแล้วล่ะค่ะ" หลี่ฮวนเกอยิ้มแล้วถามต่อ "คุณกำลังจะบอกว่า คนที่จะชอบและเชี่ยวชาญด้านกวีได้จะต้องเป็นคนชนชั้นสูงเท่านั้น จะเป็นคนอย่างเสิ่นฉีที่เอาแต่วุ่นวายกับงานบ้านและหน้าเตาไฟไม่ได้ ใช่ไหมคะ"
"ฉัน ... ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะคะ!" ไป๋ชิงเหอรู้ดีว่านี่คือหลุมพราง จึงเริ่มลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย "ฉัน ... ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ ค่ะ!"
หลินเซียวลู่ก็รีบออกโรงมาช่วยไกล่เกลี่ย
"ฮวนเกอ ฉันกับราชินีจอเงินไป๋ต่างก็ตกตะลึงเหมือนกัน พวกเราไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ นะ!"
"คุณเองก็ตกตะลึงเพราะบทกวีและเพลงนี้เหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ"
คราวนี้หลี่ฮวนเกอพยักหน้ารับ
จริงด้วย!
ประเด็นคือมันรู้สึกเหลือเชื่อจริงๆ นั่นแหละ
"ซี๊ด ... "
จู่ๆ จั๋วอีอีก็ตัวสั่นเทิ้ม เปล่งเสียงอุทานออกมาด้วยความอินจัด ท่อนแขนขาวเนียนของเธอปรากฏตุ่มขนลุกซู่ขึ้นมาเป็นแถบ
เพราะตอนนี้ป้าจางร้องมาถึงประโยคสุดท้ายแล้ว
"คนมีสุขเศร้าพบพราก~ จันทร์มีมืดสว่างเต็มดวงเว้าแหว่ง~~~"
"เรื่องเหล่านี้ยากจะสมบูรณ์แบบมาแต่โบราณกาล~~~"
"แม้ห่างไกลพันลี้~ ขอเพียงมีชีวิตยืนยาว~ ได้ชมจันทร์ดวงเดียวกัน!"
สมองของหลี่ฮวนเกอขาวโพลนไปในชั่วพริบตานั้น!
เธอจ้องมองเสิ่นฉีในจอภาพอย่างเหม่อลอย
เสิ่นฉีนั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้น ท่าทางดูสงบและเรียบง่ายสุดๆ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ มีเพียงนิ้วมือที่เคาะหัวเข่าตัวเองเบาๆ ตามจังหวะเท่านั้น
คอมเมนต์เตะตาของฟางสือปรากฏขึ้นอีกครั้ง ราวกับกำลังตกตะลึงอยู่คนเดียว และราวกับกำลังตีความให้ผู้คนนับสิบล้านได้รับรู้
[สุดยอด! สุดยอดจริงๆ!]
[บทเพลงและบทกวีผสมผสานกันอย่างลงตัว ส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไร้ที่ติ!]
[คนมีสุขเศร้าพบพราก จันทร์มีมืดสว่างเต็มดวงเว้าแหว่ง!]
[แม้ห่างไกลพันลี้ ขอเพียงมีชีวิตยืนยาว ได้ชมจันทร์ดวงเดียวกัน!]
[นี่มันคือบทเพลงอมตะที่หาที่เปรียบไม่ได้แล้ว!]
[บทเพลงอมตะ!]
[จบแล้ว]