- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐี ด้วยระบบประเมินของเก่า
- บทที่ 4 - นักสะสมเสิ่นอวี้หลง
บทที่ 4 - นักสะสมเสิ่นอวี้หลง
บทที่ 4 - นักสะสมเสิ่นอวี้หลง
บทที่ 4 - นักสะสมเสิ่นอวี้หลง
หลี่เทียนหมิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ถึงแม้ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเขาจะเหลือเงินแค่ร้อยกว่าหยวน แต่กลับรู้สึกว่าอนาคตข้างหน้าสว่างไสวไปหมด
เส้นทางการปฏิวัติสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ขอแค่หาคนซื้อหนังสือเล่มนี้ได้และคว้าเงินหลายล้านหยวนมาครอง ทุกอย่างก็ถือว่าสมบูรณ์แบบ
ไม่เพียงแต่จะมีเงินรักษาอาการป่วยของคุณอาเท่านั้น แต่ตัวเขาเองก็จะหลุดพ้นจากความยากจนเสียที
เมื่อคิดได้ดังนั้นหลี่เทียนหมิงก็รีบเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาเพื่อค้นหาผู้ซื้อที่มีศักยภาพทันที
ผลสุดท้ายระบบค้นพบรายชื่อทั้งหมดสิบสามคน
แต่ละคนล้วนมีฐานะไม่ธรรมดา ไม่เป็นนักสะสมของเก่าก็เป็นนักธุรกิจใหญ่ แถมยังมีดาราดังระดับประเทศรวมอยู่ด้วย
คนที่อยู่ใกล้ที่สุดชื่อหวังโหย่วเฉวียน เขาเป็นพ่อค้าของเก่าแต่กลับเสนอราคามาแค่สามล้านหยวน แน่นอนว่าหลี่เทียนหมิงไม่มีทางเลือกเขาแน่
จากนั้นเขาก็เลื่อนดูรายชื่อต่อไปจนพบกับผู้ซื้อที่เสนอราคาสูงที่สุด ชายคนนี้มีชื่อว่าเสิ่นอวี้หลง เป็นนักสะสมของเก่าที่เสนอราคามาหกล้านหยวนพอดิบพอดี
ตำแหน่งของเสิ่นอวี้หลงอยู่ห่างออกไปไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ประมาณยี่สิบกว่ากิโลเมตร
หลี่เทียนหมิงไม่อยากเสียเวลา เขาเก็บตำราโบราณอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ใช้ระบบนำทางมุ่งหน้าไปหานักสะสมเสิ่นอวี้หลงทันที
หลังจากนั่งรถไฟใต้ดินมาสามสิบกว่านาที หลี่เทียนหมิงก็เดินออกจากสถานี
เขาเดินตามระบบนำทางไปอีกราวๆ สิบนาทีจนมาถึงบริเวณที่ดูเหมือนจะเป็นย่านศิลปะ ก่อนจะหยุดยืนอยู่หน้าประตูร้านแห่งหนึ่ง
พอเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านที่เขียนว่าพิพิธภัณฑ์อวี้หลง เขาก็รู้ทันทีว่าตัวเองมาไม่ผิดที่แน่
ที่นี่น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคล หลี่เทียนหมิงคิดในใจก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน
บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ดูเงียบเหงาไม่ค่อยมีคนนัก
ที่เคาน์เตอร์ต้อนรับมีพนักงานสาวสวยยืนประจำการอยู่เพียงคนเดียว พอเห็นหลี่เทียนหมิงเดินเข้ามาเธอก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยถามว่า "สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคลของคุณเสิ่นอวี้หลง ไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้คะ"
"ผมมาหาคุณเสิ่นอวี้หลงครับ ไม่ทราบว่าเขาอยู่ไหม"
พนักงานสาวมองสำรวจหลี่เทียนหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วถามต่อ "ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับคุณเสิ่นเหรอคะ"
หลี่เทียนหมิงตอบกลับไปตรงๆ ไม่อ้อมค้อม "ผมมีของชิ้นหนึ่งอยากให้เขาช่วยดูให้น่ะครับ"
พนักงานสาวมีท่าทีลังเลเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้าตอบรับ "กรุณารอสักครู่นะคะ"
เธอเดินเลี่ยงไปอีกด้านแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เดาว่าน่าจะโทรหาเสิ่นอวี้หลง
ระหว่างที่รอหลี่เทียนหมิงก็เดินดูของในพิพิธภัณฑ์ไปรอบๆ
ถึงที่นี่จะเป็นแค่พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวแต่ก็มีของสะสมเยอะมาก ทั้งเครื่องลายคราม ภาพอักษรพู่กัน งานแกะสลัก ไปจนถึงป้ายหินและเฟอร์นิเจอร์โบราณ
ถึงหลี่เทียนหมิงจะเข้าไปจับต้องของจัดแสดงพวกนี้ไม่ได้ แต่เขาก็มั่นใจว่าของบางชิ้นเป็นของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์
เสิ่นอวี้หลงคนนี้รวยระดับเศรษฐีตัวจริงเลยนะเนี่ย พิพิธภัณฑ์ใหญ่โตขนาดนี้มูลค่ามันจะมหาศาลขนาดไหนกัน
ตอนนั้นเองพนักงานสาวก็เดินกลับมาบอกเขา "คุณผู้ชายคะ คุณเสิ่นกำลังลงมาค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ"
หลี่เทียนหมิงแอบดีใจแต่ก็ตีหน้าขรึมแล้วพยักหน้ารับ
ยี่สิบนาทีต่อมา ชายวัยกลางคนสวมแว่นตาก็เดินเข้ามาหา
พอเห็นหน้าหลี่เทียนหมิงชายวัยกลางคนก็แอบแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ยอมยื่นมือมาจับทักทาย "สวัสดีครับ ผมเสิ่นอวี้หลง"
"สวัสดีครับคุณเสิ่น ผมชื่อหลี่เทียนหมิง"
"เห็นว่าคุณมีของอยากให้ผมดูเหรอ" เสิ่นอวี้หลงเอ่ยถาม
หลี่เทียนหมิงพยักหน้า "เป็นตำราโบราณครับ"
"ตำราโบราณงั้นเหรอ" ความสนใจของเสิ่นอวี้หลงถูกจุดประกายขึ้นมาทันที "ถ้าอย่างนั้นก็ตามผมมาสิ"
เสิ่นอวี้หลงพาหลี่เทียนหมิงเดินมาที่ห้องรับรองแล้วเชิญให้นั่งลง
หลี่เทียนหมิงรีบล้วงเอาถุงผ้าเก่าๆ มอมแมมออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะน้ำชา
เสิ่นอวี้หลงขมวดคิ้วมุ่น เริ่มรู้สึกว่าหมอนี่ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่
ทว่าพอหลี่เทียนหมิงเปิดถุงผ้าออกแล้วหยิบรวมกวีนิพนธ์มู่จายเล่มนั้นออกมา นัยน์ตาของเสิ่นอวี้หลงก็เบิกกว้างเป็นประกาย
เขาเลิกลั่กรีบล้วงถุงมือสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วสวมใส่ จากนั้นก็ดึงตำราโบราณไปวางไว้ตรงหน้าแล้วค่อยๆ พลิกดูอย่างระมัดระวัง
หลังจากเปิดดูได้แค่สองหน้า เสิ่นอวี้หลงก็ผุดลุกขึ้นยืนพรวด
หลี่เทียนหมิงสะดุ้งโหยง นึกว่าอีกฝ่ายจะไม่เอาเสียแล้ว
แต่กลับกลายเป็นว่าเสิ่นอวี้หลงตะโกนสั่งลูกน้องที่อยู่ข้างนอก "เสี่ยวอู๋ ชงชามาป้านนึงสิ"
สั่งเสร็จเขาก็นั่งลงตามเดิมแล้วก้มหน้าก้มตาจดจ่ออยู่กับการอ่านตำราโบราณเล่มนั้น เขาพิจารณาทุกหน้าทุกรายละเอียดอย่างไม่ยอมให้เล็ดลอดสายตา
ตอนนี้หลี่เทียนหมิงหิวจนไส้กิ่วแล้ว แต่เขาก็ต้องทนเอาไว้แล้วจิบชาประทังความหิวไปพลางๆ
เสิ่นอวี้หลงใช้เวลาตรวจสอบอยู่นานถึงชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดเขาก็ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงแล้วขยี้ตาตัวเอง
จากนั้นหลี่เทียนหมิงก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายถอนหายใจยาว ทำเอาหัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม หรือว่าตำราเล่มนี้จะมีปัญหาอะไรกัน
"น่าเสียดายจริงๆ น่าเสียดาย" เสิ่นอวี้หลงเอ่ยขึ้นช้าๆ "สภาพหนังสือเล่มนี้เก็บรักษามาได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตัวอักษรบางหน้าก็เลือนรางจนแทบจะอ่านไม่ออกแล้ว"
หลี่เทียนหมิงไม่ได้พูดแทรกอะไร เขาตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ
"แต่ว่านะ นี่เป็นลายมือของแท้ของเฉียนเชียนอี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย"
พอได้ยินเสิ่นอวี้หลงยืนยันแบบนั้น หลี่เทียนหมิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขอแค่เป็นของแท้ก็พอแล้ว
"น้องชายชื่ออะไรนะ"
"ผมชื่อหลี่เทียนหมิงครับคุณเสิ่น"
เสิ่นอวี้หลงลูบคลำหน้าปกตำราโบราณอีกครั้งด้วยท่าทีทะนุถนอมราวกับไม่อยากวางมือ
"น้องหลี่ ตำราเล่มนี้ไปได้มาจากไหนเหรอ"
"ผมรับซื้อมาจากที่ถนนซิงหลงครับ" หลี่เทียนหมิงตอบไปตามความจริง
เสิ่นอวี้หลงแอบแปลกใจและรู้สึกอิจฉาอยู่ในที ดูจากอายุที่ยังน้อยของหลี่เทียนหมิงแล้วราคาที่รับซื้อมาคงไม่สูงเท่าไหร่ ไม่น่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะตาแหลมได้ของดีราคาถูกมาครอบครองแบบนี้
"เอาล่ะน้องหลี่ ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมก็แล้วกัน ตำราโบราณเล่มนี้เธอจะขายไหม"
หลี่เทียนหมิงยิ้มมุมปาก "คุณเสิ่นครับ ในเมื่อผมดั้นด้นมาหาคุณถึงที่นี่ ก็ต้องอยากขายอยู่แล้วสิครับ"
"ดี งั้นเธอก็เสนอราคามาได้เลย"
[จบแล้ว]