เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 11 กระบี่หลิงซี

ตอนที่ 11 กระบี่หลิงซี

ตอนที่ 11 กระบี่หลิงซี


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

อาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูร เป็นพรมแดนระหว่างแคว้นชางหยางและมณฑลลี่ฮัวทางตอนใต้

 

ทั้ง 2 แห่งจึงไม่จำเป็นต้องมีการคุ้มกันเขตแดน  เพราะที่นี่คือสวรรค์ของเหล่าสัตว์อสูร

 

ในขณะเดียวกัน ก็มีสมบัติต่าง ๆ อยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ตามตำนานที่เล่าขาน สาเหตุที่ทำให้อาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรนั้นแห้งแล้งจนถึงจุดที่พืชพรรณไม่สามารถเติบโตได้อีกต่อไป  เป็นเพราะสสารวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณที่มีอยู่ในบริเวณนั้น ดูดซับพลังวิญญาณจากสถานที่แห่งนี้ไปจนหมดสิ้น

 

“เฮ้อ... ดีจริง ๆ ที่เราไม่บินไปไกลกว่านี้  ข้าว่าอีกไม่กี่วันเราก็ออกไปจากสถานที่อันเลวร้ายแห่งนี้ได้แล้วล่ะ”

 

หลิงซีซึ่งพาดอยู่บนหลังของหลงเฉินเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง

 

เวลาล่วงเลยไปหนึ่งวันตั้งแต่ที่ทั้งสองร่วมชะตากรรมด้วยกัน  ดังนั้น ผู้ที่พูดเรื่องหญิงชายถูกเนื้อต้องตัวกันเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ตอนนี้กลับนอนพาดบนหลังของหลงเฉินอย่างสบายอารมณ์ และเพลิดเพลินใจกับการมีพาหนะ

 

“เสี่ยวซี หุบปากเหม็น ๆ ของเจ้าสักทีเถอะน่า วันก่อนถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าพูดไม่หยุด พวกเราคงไม่ต้องเจอปัญหามากมายถึงเพียงนี้ ข้าขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าข้าต้องมาตายที่นี่ ข้าจะขืนใจเจ้าก่อนที่จะฆ่าเจ้า เช่นนั้นแล้วข้าถึงจะตายตาหลับ!”

 

เขาค่อย ๆ คืบคลานออกจากอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรอย่างระมัดระวัง แต่ยัยคนที่อยู่ข้างหลังกลับชอบพูดขู่ให้เขากลัวจนเหงื่อแตก

 

หลังจากผ่านประสบการณ์เฉียดตายจากอสูรหมาป่ากลืนจันทราและสัตว์อสูรอื่น ๆ หลงเฉินยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจ

 

“หืม... เจ้าคนโสโครก เจ้าคิดว่าข้าโง่นักรึ? ข้าเข้าใจแล้ว ตอนนี้ข้าเป็นแค่กระบี่ กระบี่หลิงซี เจ้าจะทำอะไรข้าได้?”

 

เทือกเขาทะมึนที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าบรรจบกับขอบฟ้าสีเทาดูราวกับไร้ที่สิ้นสุด  กลิ่นเหม็นของซากศพเน่าเปื่อยลอยอบอวลอยู่ในอากาศ หลงเฉินนิ่วหน้าและเดินทางต่อไป

 

“ครึ่งเดือนใกล้เข้ามาแล้ว ข้าต้องออกจากที่นี่ ขณะเดียวกันก็ต้องบรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นห้าให้ได้ด้วย การประชุมตระกูลจะจัดขึ้นในอีกไม่ช้า หากไม่ได้ผนึกมังกรมาละก็ ข้าคงทำลายงานแต่งบัดซบนั่นไม่ได้ และคงไม่มีพลังพอที่จะพิสูจน์ตัวเองได้เช่นกัน...”

 

หลิงซีพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

 

“ตอนนี้เจ้าเพิ่งบรรลุถึงขอบเขตชีพจรมังกรขั้นสาม แล้วจะบรรลุขั้นห้าให้ได้ภายในครึ่งเดือนน่ะรึ? ด้วยทรัพยากรที่มีในสถานที่อันน่าสมเพชนี่ คงจะสำเร็จได้ยากมากล่ะนะ”

 

วาจาของหลิงซีทำให้หลงเฉินรู้สึกท้อแท้มากกว่าเดิม

 

เขามองไปยังเบื้องหน้า และรู้สึกว่าราวกับเทือกเขาเหล่านี้กำลังขวางทางเขาอยู่  และกักขังเขาไว้ชั่วชีวิต

 

‘นี่มันไม่ถูกต้อง…’

 

หลงเฉินฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้  เขาคิดในใจ

 

‘ภูเขามีไว้ให้ปีนขึ้นไป ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือน แล้วทำไมข้าจะต้องมาท้อเอาตอนนี้ด้วย ท่านพ่อไม่ยอมให้ข้าท้อหรอก!’

 

ความรู้สึกมากมายพุ่งพล่านอยู่ในใจของเขา

 

เมื่อสัมผัสได้ถึงเปลวไฟที่ลุกโชนในดวงตาของหลงเฉิน  หลิงซีก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

 

“พิลึกคนจริงเชียว...”

 

“โอ จริงสิ เสี่ยวซี เจ้าบอกว่าที่นี่เป็นแค่พื้นที่เล็ก ๆ ใช่รึไม่? แคว้นชางหยางของพวกเรามีตั้ง 17 เมือง และแต่ละเมืองก็มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ดูอย่างเมืองหยวนหลิงสิ เป็นที่ตั้งของเมืองเล็ก ๆ นับร้อยเหมือนกับเมืองพฤกษาหมอก”

 

หลิงซีกลอกตา

 

“เจ้านี่มันกบในกะลาจริง ๆ พื้นที่ที่พวกเจ้าอยู่น่ะ เรียกว่าเขตว่านกั๋ว  แคว้นเล็ก ๆ อย่างแคว้นชางหยาง ก็มีเขตแบบเดียวกันอยู่นับหมื่น และเขตว่านกั๋วก็เป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น”

 

หลงเฉินตกใจ

 

เขาส่ายศีรษะ

 

“แม่นางน้อย อย่ามาหลอกข้าเสียให้ยาก จะมีโลกที่กว้างใหญ่เช่นนั้นได้อย่างไร? ข้าได้ยินมาว่ามีแคว้นไม่กี่แคว้นใกล้ ๆ กับแคว้นชางหยางเท่านั้น”

 

“ไม่เชื่อก็เรื่องของเจ้า เชอะ!”

 

เสียงเท้าของเขาเหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งดังให้ได้ยิน

 

หลงเฉินไม่สนใจหลิงซี และจดจ่ออยู่กับการเดินทางที่รีบเร่ง เป็นเพราะรอยแยกของเทือกเขาเหล่านี้ หลงเฉินจึงสามารถซ่อนตัวได้เป็นอย่างดี

 

เสียงคำรามดังมาจากเบื้องหน้า

 

“เสี่ยวซี ข้างหน้านั่นต้องมีอันตรายแน่ ๆ หากไม่จำเป็นก็อย่างพูดเสียงดังล่ะ”

 

หลิงซีก็รับรู้ได้เช่นกัน นางจึงตอบรับอย่างว่าง่าย

 

เมื่อผ่านภูเขาหลายลูก  และเวลาผ่านไปราวครึ่งวัน หลงเฉินก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ทอดยาวไปไกลและเห็นว่าฟ้าไม่ได้ดูหม่นหมองเหมือนเช่นเคย และมีแสงอาทิตย์ลอดผ่านรำไร เขาจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมา

 

“ดีจริงที่เมฆหมอกพวกนี้ไม่ได้สร้างปัญหามากไปกว่านี้ ด้วยความเร็วของข้า หากไม่มีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้น ข้าคงออกไปจากที่นี่ได้ในอีกไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม ข้าเสียเวลาไปราว 5 วันแล้ว และเหลือเวลาอีกเพียง 10 วันเท่านั้น ข้าจะสามารถสู้กับหยางหลิงเยว่ได้อย่างไรกัน?”

 

ทั้งสองยังคงเดินทางต่อไป

 

หากไม่มีอันตรายใด ๆ พวกเขาก็มักจะทะเลาะกันเอง แต่หากมีอันตราย พวกเขาจะเงียบในทันที  เป็นเพราะประสาทรับรู้ของหลิงซีนั้นแข็งแกร่งมาก นางจึงสามารถกันเหล่าสัตว์อสูรไม่ให้เข้ามาใกล้ได้

 

ขณะที่วันเวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ  หลิงซีสัมผัสได้ถึงความร้อนรนในใจของหลงเฉิน ในวันนี้ นางจึงแอบพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

 

“นี่... ข้าได้กลิ่นโสมภูเขาปีศาจด้วยล่ะ ฮิ ๆ”

 

หลงเฉินผงะไปและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

 

“ได้กลิ่นงั้นรึ? เจ้าเป็นลูกสุนัขรึไง? จมูกของสุนัขน่ะ แม่นยำมากเลยนะ”

 

หลิงซีเกรี้ยวกราด

 

“เจ้าบ้านี่! ข้าอุตส่าห์ช่วยเพราะเมตตาเจ้า ยังจะมาเรียกข้าว่าลูกสุนัขอีกงั้นรึ? ข้า ... ข้าไม่ช่วยเจ้าแล้ว เจ้าต้องทำตัวเองขายหน้าในการประชุมตระกูลแน่ ๆ เชอะ!”

 

หลงเฉินรีบอ้อนวอนขอความเมตตาและพูดจาหว่านล้อมอยู่พักใหญ่ จนสุดท้ายนางก็ใจอ่อน

 

“ต้องอย่างนี้สิ  โสมภูเขาปีศาจน่ะถือเป็นยาที่ดีมากในระดับอำพันชั้นกลางเชียวนะ  แม้มันจะไม่ได้มีประโยชน์มากมายนัก แต่มันก็พอช่วยเจ้าได้บ้าง”

 

หลงเฉินแอบหัวเราะ

 

‘แม่นางคนนี้จมูกดีจริง ๆ ต่อไปในวันข้างหน้า ข้าคงต้องคอยเก็บนางไว้ใกล้ตัวแล้วสิ’

 

เมื่อนึกถึงสสารวิญญาณมากมายที่เขาจะได้มา หลงเฉินจึงตัดสินใจ  ในตอนนี้ หลิงซี ที่กำลังตื่นเต้นกับการตามหาโสมภูเขาปีศาจ ก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าหลงเฉินจะทึกทักเอาเองว่านางเป็นของเขาไปเสียแล้ว

 

“โสมภูเขาปีศาจน่ะเป็นสสารวิญญาณที่แปลกประหลาดมาก  มันคือยาบำรุงจิตวิญญาณจำพวกหนึ่ง แต่หลังจากผ่านไปร้อยปี  พวกมันก็เริ่มมีจิตวิญญาณของตัวเองและเคลื่อนไหวได้ หายากมากเลยนะ  แต่ถึงอย่างนั้น พวกมันก็หนีไม่พ้นมือข้าไปได้หรอก!”

 

“ทางนี้ ทางนี้ พวกเราเกือบถึงแล้ว โธ่... เร็วเข้าสิ ไล่ตามมันไป มันจะหนีไปได้แล้ว  ทางนี้...”

 

ด้วยคำแนะนำของหลิงซี หลงเฉินก็รีบไล่ตามไป  เมื่อเขาผ่านก้อนหินใหญ่ เขาก็เห็นสิ่งที่เรียกว่าโสมภูเขาปีศาจ  มันมีรูปร่างเหมือนคนตัวเล็ก ๆ ที่สูงเพียงฟุตเดียวและเปล่งแสงสีเหลืองนวลออกมาทั่วทั้งตัว  กลิ่นหอมสมุนไพรแผ่กระจายออกมาจากตัวของมัน ทำให้หลงเฉินรู้สึกผ่อนคลาย

 

“นี่คือกุญแจสู่ความสำเร็จของข้าในวันประชุมตระกูล ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องจับมันมาให้ได้”

 

ด้วยพลังเสริมจากเกราะดาราจรัสแสง  หลงเฉินก็เร่งฝีเท้าเต็มที่และไล่ตามโสมภูเขาปีศาจไป

 

เมื่อเข้าไปในหุบเขา  ปีศาจโสมภูเขาก็ปรากฏอยู่ในสายตา ในเวลานั้นเอง หลิงซีก็ร้องตะโกน

 

“นี่ นี่ ... หยุดนะ!  หลบไป!”

 

สามวันที่ผ่านมา ทั้งสองมีความเข้าใจต่อกันมากขึ้น  แม้โสมภูเขาปีศาจจะอยู่ตรงหน้า แต่เขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าที่ใดมีพืชพรรณ ที่นั่นย่อมมีสรรพชีวิต และอาณาเขตรกร้างของสัตว์อสูรแห่งนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะเดินไปมาได้อย่างอิสระ  เขาจำเป็นต้องห่วงชีวิตของตนเองไว้ก่อน

 

ดังนั้น เมื่อได้ยินหลิงซีร้องตะโกนให้หลบ เขาก็รีบกลิ้งตัวไปทางด้านข้างทันที และหลบอยู่ในรอยแยกแคบ ๆ รอยหนึ่งภายในหุบเขา

 

ภายในหุบเขาอันมืดมิด เสียงคำรามของสัตว์อสูรหลายตัวดังก้องให้ได้ยิน จากนั้น ร่างดำทะมึนก็กระโจนออกมาและล้อมโสมภูเขาปีศาจไว้ตรงกลาง เสียงพ่นลมหายใจอย่างแรงดังออกมาจากปากของเหล่าสัตว์อสูร

 

มีสัตว์อสูรทั้งหมด 5 ตัว  ร่างกายของพวกมันเป็นสีดำสนิทราวกับเสือดำ  แต่จมูกของพวกมันยาวเป็นสันมากกว่า กรงเล็บเหล่านั้นดูราวกับใบมีด  ขณะที่พวกมันวิ่ง จะปรากฏแถบแสงสีแดงเข้มบนร่างกาย พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่ตลบอบอวลไปทั่วหุบเขา

 

“พวกมันคือ... อสูรหมาป่าปฐพี...”

************************

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

จบบทที่ ตอนที่ 11 กระบี่หลิงซี

คัดลอกลิงก์แล้ว