เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 หลงเฉิน

ตอนที่ 2 หลงเฉิน

ตอนที่ 2 หลงเฉิน


ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

หลังจากทุ่มเทแรงกายไปอย่างมหาศาล ในที่สุดหยางเฉินก็สามารถย้ายร่างของหลงฉิงหลานไปพิงต้นไม้ได้สำเร็จ

 

“ตาแก่นี่แกล้งตายมาตลอด!”

 

หลังจากที่สังเกตอยู่ดูครู่หนึ่ง หยางเฉินก็พบว่าหลงฉิงหลานไม่ได้เป็นอะไรเลย เรื่องนี้ทำให้เขาเกิดโทสะขึ้นมาจนอยากจะพุ่งหมัดใส่บิดาของเขาสักสามสี่หมัด

 

หลงฉิงหลานจ้องมองบุตรชายแล้วกล่าวขึ้น “แม้ว่าตอนนี้ข้าจะฟื้นกลับมาได้ แต่ก็อย่าคิดว่าข้าจะรอดชีวิต เหตุผลหลักที่ข้าต้องฟื้นขึ้นมาก็เพื่อจะฝากฝังเจ้าในบางเรื่อง เจ้าจงตั้งใจฟังสิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ให้ดี ไม่เช่นนั้นต่อให้ข้ากลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่”

 

หยางเฉินกลอกตา ในอดีตที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้ยินคนผู้นี้พูดเลยด้วยซ้ำ เมื่อมาได้ยินในตอนนี้ เขาก็พบว่าทั้งตัวเขาและบิดามีวิธีการพูดที่คล้ายคลึงกันมาก นี่จะต้องเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดมาทางสายเลือดอย่างแน่นอน

 

“ก็ได้ ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน แต่ดูเหมือนว่าท่านกำลังจะ ‘กลับบ้านเก่า’ในไม่ช้านี้ งั้นมีอะไรก็รีบพูดออกมา”

 

หลงฉิงหลานระเบิดเสียงหัวเราะออกมาก่อนจะกล่าวว่า “ที่ผ่านมาข้าเคยเห็นเจ้าแค่ไม่กี่ครั้ง เจ้าลูกหมา เจ้านี่ไม่ต่างจากข้าในสมัยหนุ่มๆเลยนะ งั้นข้าจะพูดให้สั้นที่สุด หลังจากที่ข้าตาย สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำก็คือเอาจี้หยกรูปมังกรออกมาจากจุดตันเถียนของข้า”

 

หลังจากที่ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องหยกมังกรอีกครั้ง แววตาของหยางเฉินก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า เขากล่าว “พ่อ ท่านคิดว่าข้าโง่เหรอ? ถ้าในตันเถียนของท่านมีจี้หยกชิ้นนั้นอยู่ แล้วท่านจะมีชีวิตอยู่อย่างสบายมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร?”

 

“บัดซบ! นี่เจ้าถึงกับกล้าใช้คำว่า ‘อย่างสบาย’ งั้นรึ? ตอนข้าอายุสิบแปด ข้าได้มาที่เมืองพฤกษาหมอก ในบรรดาคนรุ่นเดียวกันมีแค่มารดาของเจ้าเท่านั้นที่คู่ควรกับข้า ถ้าไม่ใช่เพราะข้ามีพรสวรรค์ แล้วคนอย่างแม่ของเจ้าจะยอมมานอนเตียงเดียวกับข้าอย่างนั้นรึ?...แต่ทว่า ตั้งแต่ที่ข้าได้หยกชิ้นนี้มา พลังลมปราณขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดของข้าก็ถูกดูดไปจนหมดในเวลาเพียงครึ่งปี ทำให้ข้าต้องตกมาอยู่ในสภาพที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้!”

 

เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้นหยางเฉินยอมรับว่าเขาไม่แน่ใจ แต่เมื่อมองดูแววตาและอารมณ์ของผู้เป็นบิดา เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องโกหกได้เลย หากเป็นเช่นนั้น หยกมังกรชิ้นนี้มันคืออะไรกันแน่? มันสามารถดูดพลังลมปราณจนหายไปทั้งหมดได้อย่างไรกัน?

 

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ตาแก่ผู้นี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดเชียวรึ? ถ้าแค่อายุสิบแปดยังประสบความสำเร็จถึงขั้นนั้น แล้วอนาคตของเขาจะรุ่งเรืองเพียงใดกัน?

 

ตามตำนานที่สืบต่อกันมา เผ่าพันธุ์มนุษย์แท้จริงแล้วสืบสายเลือดมาจากมังกรศักดิ์สิทธิ์โบราณ ด้วยเหตุนี้ทำให้เส้นชีพจรหลักทั้งเก้าเส้นของมนุษย์ซึ่งเป็นที่สำหรับไหลเวียนโลหิตถูกเรียกว่า‘เส้นชีพจรมังกร’ เมื่อมนุษย์ฝึกฝนร่างกายและจิตใจจนถึงระดับหนึ่ง พวกเขาจะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งฟ้าดินและสามารถดูดซับพลังเหล่านั้นมาสะสมอยู่ในรูปของ‘พลังลมปราณ’ได้ หากผู้ใดสามารถไหลเวียนพลังลมปราณผ่านเส้นชีพจรมังกรครบทั้งเก้าเส้นได้ คนผู้นั้นจะถือเป็นยอดฝีมือ ด้วยการที่เส้นชีพจรมังกรของมนุษย์มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าเส้น ทำให้ ‘ขอบเขตชีพจรมังกร’ ซึ่งเป็นขอบเขตแรกของการฝึกยุทธ์จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าขั้น

 

ตามความรู้ของหยางเฉิน คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองพฤกษาหมอกซึ่งก็คือท่านตาของเขาอ้างว่าตนเป็นยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน ทว่าบุคคลระดับนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่ยอดฝีมือขอบเขตชีพจรมังกรขั้นเก้าเท่านั้น

หลงฉิงหลานไม่สนใจสีหน้าแววตาที่คล้ายกลับไม่อยากเชื่อของหยางเฉิน เขากล่าวต่ออย่างจริงจัง “นี่คือเรื่องแรกซึ่งข้าอธิบายไปอย่างละเอียดแล้ว เรื่องที่สองก็คือ...เปลี่ยนชื่อของเจ้าซะ ตั้งแต่วันนี้ ชื่อของเจ้าก็คือ ‘หลงเฉิน’ ตระกูลหลงของเราคือตระกูลของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ในฐานะลูกหลานของเขา พวกเราไม่สามารถใช้แซ่อื่นได้อย่างเด็ดขาด!”

*龙 หลงแปลว่ามังกร

 

“ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด? หลอกเด็กยังพอว่า แต่อย่ามาหลอกข้าให้ยาก...ส่วนเรื่องเปลี่ยนแซ่...ถ้าท่านอยากให้เป็นเช่นนั้น งั้นต่อไปนี้ แซ่ของข้าก็คือหลง”

 

หยางเฉินตกอยู่ในภวังค์ไปวูบหนึ่งหลังจากที่ได้ฟังบิดาของเขาพูด เขาไม่คิดเลยว่าตาแก่ผู้นี้จะกล้ามากล่าววาจาเหลวไหลต่อหน้าเขา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเขาไม่เคยอยากจะใช้แซ่หยางอยู่แล้ว ต่อให้บิดาของเขาไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็อยากจะหาแซ่อื่นใช้เต็มที่แล้ว

 

--หลงเฉิน--  นี่ก็คือนามใหม่ของเขา

 

เขาท่องชื่อของตัวเองอยู่หลายครั้ง หลงเฉินรู้สึกดีกับชื่อใหม่นี้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมองดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มของปีศาจเฒ่าที่อยู่ตรงหน้า หลงเฉินก็รู้สึกว่าวันนี้เป็นหนึ่งในวันที่เขามีความสุขที่สุด

 

เขานั่งลงข้างๆหลงฉิงหลานโดยเอียงกายพิงไหล่ของบิดา

 

“เจ้าคือลูกชายของข้า หากข้าเรียกเจ้าว่าเฉินเอ๋อคงไม่ถือว่าเกินไป ข้าเที่ยวหาเรื่องใส่ตัวมาตลอดชีวิต ข้าท่องไปทุกทิศในทวีป ข้าไม่เคยคิดว่าจะต้องมาตายในเมืองพฤกษาหมอกดินแดนแห่งสุนัขเช่นนี้ โชคชะตานั้นยากจะคาดเดา ทำให้มนุษย์เราหลั่งน้ำตาได้”

 

“วันนี้สมองของท่านมีปัญหาหรือไงกัน? ท่านทำตัวเหลวไหลมาทั้งชีวิต ข้ารู้จักท่านดี อย่ามาเพ้อต่อหน้าข้า! จริงสิ พวกเราไม่ต้องกลับไปที่ตระกูลหยางอีกแล้วเป็นอย่างไร? ด้วยความสามารถของข้า ต่อให้อยู่ที่อื่น ข้าก็คงหาเลี้ยงคนขี้เมาอย่างท่านได้สบาย”

 

กล่าวจบหลงเฉินก็มองทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไปเพื่อรอคอยคำตอบจากบิดา ทว่าแม้จะผ่านไปนานหลายลมหายใจก็ยังไม่มีการตอบสนองจากผู้เป็นพ่อ เขารู้สึกถึงความเย็นที่ไหลผ่านร่างกายของตน จนต้องรีบหันกลับไปมองและเห็นเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของหลงฉิงหลาน ทว่าชายชรากลับไม่เคลื่อนไหวใดๆ

 

“ตาแก่เกิดอะไรขึ้น….?”

 

เมื่อเห็นบิดาอยู่ในสภาพนี้ หลงเฉินก็ทำตัวไม่ถูก แม้ว่าปกติเขาจะเป็นคนปากร้าย ทว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้อย่างไรเสียก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของเขา

 

“เฉินเอ๋อ...”

 

“...ท่านพ่อ?”

 

หลงฉิงหลานเงยหน้าขึ้นมาแล้วกล่าว “ข้าไม่ใช่พ่อที่ดี ข้าไม่เคยทำหน้าที่ที่พ่อทั่วๆไปควรจะทำ ถึงได้ทำให้เจ้าหลงเดินในทางที่ผิด มีหลายสิ่งที่เจ้าจะต้องเผชิญในภายภาคหน้า ข้าจะไม่บอกเจ้าในตอนนี้ หากว่าเจ้าไปถึงระดับนั้นเจ้าก็จะเข้าใจเอง

 

มีสิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากจะบอกเจ้า เจ้าจงตั้งใจฟังทุกคำของข้าอย่าได้ตกหล่น: ในโลกที่โหดร้ายเช่นนี้ พลังถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ไม่มีพลังก็มีค่าไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง!

 

หลังจากที่ข้าตายแล้ว ข้าปรารถนาอยากให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น เจ้าต้องจำคำของพ่อไว้และถือมันเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินชีวิต เรื่องนี้เคยเป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิตข้า แต่โชคชะตามันช่างเล่นตลกกับข้า…”

 

หลังจากได้รับฟังคำสั่งเสียของบิดาที่กล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึมจริงจัง หลงเฉินก็ตกอยู่ในห้วงความคิด

 

หลงฉิงหลานใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะของบุตรชาย ขณะที่ใช้มืออีกข้างโอบไหล่ไว้ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้พูดเรื่องที่อยากพูดไปแล้ว สุดท้ายข้ายังอยากจะขอเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง เร็วๆนี้จะมีการแข่งขันภายในตระกูลหยาง คนรุ่นเยาว์ทั้งหมดในตระกูลจะต้องแข่งขันกัน ผู้ชนะจะได้รับคัมภีร์ทักษะยุทธ์ระดับสูงของตระกูล—[ผนึกมังกร] ผนึกมังกรที่ว่านี้ก็คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เจ้ากลายเป็น ‘นักรบมังกร’ ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม เจ้าจะต้องเอาผนึกมังกรมาให้ได้ จงอย่าลืม อย่าลืมเด็ดขาด...”

 

การแข่งขันของตระกูล หลงเฉินเองก็เคยได้ยินมันมาบ้างทว่าก็ไม่เคยให้ความสนใจ

 

“ด้วยความสามารถในตอนนี้ของข้าหากให้ต่อยตีกับนักเลงข้างถนนย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่จะให้เข้าร่วมการแข่งขันเห็นทีว่าข้าคงจะทำให้ท่านขายหน้าแน่ ว่าแต่ตาแก่ นักรบมังกรที่ท่านว่ามันคืออะไร?”

 

“นักรบมังกร...มันก็คือตำนานที่สูญหายไปนานของทวีปมังกรอุทิศ…..”

 

หลังจากจบประโยคนี้ ใบหน้าของหลงฉิงหลานก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโหยหา ทันใดนั้นมือของเขาที่วางอยู่บนไหล่ของหลงเฉินก็ค่อยๆตกลงมา และเป็นเวลาเดียวกับที่ลมหายใจสุดท้ายของเขาหมดลงไป

 

หลงเฉินกำลังจะถามเกี่ยวกับทวีปมังกรอุทิศ ทว่าเมื่อเห็นมือที่ไร้เรี่ยวแรงของหลงฉิงหลานทิ้งตัวลงไป หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ เขารีบพยุงร่างที่กำลังจะล้มลงของหลงฉิงหลานเอาไว้

 

แม้ว่าดวงตาของเขาจะเปิดอยู่ ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลงเฉินก็ทราบดีว่าบิดาของเขานามว่าหลงฉิงหลานนั้นได้จากโลกนี้ไปแล้ว

 

จิตใจของหลงเฉินตกต่ำลงมาในฉับพลัน

 

หากเป็นบิดาคนเมื่อวานของตนตายไป เขาก็ยังพอจะรับได้ ทว่าบิดาของเขาในวันนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทันทีที่หลงเฉินรู้สึกว่าเขาสามารถเรียกหลงฉิงหลานว่า ‘ท่านพ่อ’ ได้อย่างเต็มปาก เขาก็กลับถูกทิ้งเอาไว้ในโลกนี้อย่างเดียวดาย

 

ศีรษะของหลงเฉินก้มลงมาด้วยความโศกเศร้า

 

‘เจ้าจงฟังให้ดี หากว่าเจ้าพลาดไป ต่อให้ข้ากลายเป็นผี ข้าก็จะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่’

 

‘ข้าไม่ใช่พ่อที่ดี ข้าไม่เคยทำหน้าที่ที่พ่อทั่วๆไปควรจะทำ’

 

‘ในโลกที่โหดร้ายนี้ พลังคือทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ไม่มีพลังก็ไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง!’

 

‘หลังจากที่ข้าตาย ข้าปรารถนาอยากให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น ขอให้เจ้าตั้งเรื่องนี้ไว้เป็นเป้าหมาย’

 

คำพูดของหลงฉิงหลานยังคงก้องอยู่ในหูเขา

 

หลงเฉินไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งเขาจะต้องมาเจอกับประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการลาจากเช่นนี้ พ่อของเขาก็จากไปได้สักพักแล้ว ทว่าความเจ็บปวดกลับยังคงอยู่โดยไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย ความเจ็บปวดพวกนี้มันมาจากไหนกัน?

 

หลังจากรอคอยถึงกลางดึกจนมั่นใจแล้วว่าบิดาของตนคงไม่ตื่นขึ้นมาอีกแน่ หลงเฉินก็นำร่างของหลงฉิงหลานวางลงในหลุมศพ

 

เมื่อก้มลงมองใบหน้าที่ซูบผอมในหลุมศพ หลงเฉินก็ทำได้เพียงกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ

 

“……”

 

“ตาแก่ ทุกอย่างที่ท่านได้บอกกับข้าเอาไว้ ข้าจะจดจำมันและปฏิบัติตาม เรื่องที่ท่านได้สั่งเสียไว้ ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะต้องทำมันให้สำเร็จให้จงได้ เรื่องเปลี่ยนแซ่ข้าก็ทำแล้ว เรื่องผนึกมังกร ข้าจะค่อยๆทำมันให้สำเร็จ ปัญหามันอยู่ที่ความแข็งแกร่งซึ่งข้าไม่สามารถทำมันได้ในวันสองวัน...”

 

ในตอนนั้นหลงเฉินก็นึกถึงคำสั่งเสียของหลงฉิงหลานที่ขอให้เอาจี้หยกรูปมังกรออกมาจากตันเถียนของเขา

 

‘เขาก็ตายไปแล้ว ถ้าข้าทำลายศพของเขา มันจะเป็นบาปที่ยากจะให้อภัย…’

 

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็อยากจะยอมแพ้ ทว่าทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดได้เรื่องหนึ่ง

 

‘ไม่ ไม่ถูกต้อง ตาแก่บอกว่าหยกมังกรกำลังทรมานร่างกายของเขาอยู่ และเขายังย้ำเรื่องนี้กับข้าเอาไว้ หยกนี้จะต้องมีความลับอะไรอยู่แน่’

 

หลงเฉินไม่ใช่คนขวัญอ่อน เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ควักมีดออกมา เขามองหลงฉิงหลานอีกครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกและใช้มีดตัดเข้าไปที่จุดตันเถียนของบิดา

 

เป็นจริงดั่งคำกล่าวของหลงฉิงหลาน มีจี้หยกสีดำชิ้นหนึ่งอยู่จริงๆ

 

หลงเฉินวางจี้หยกไว้บนพื้น ก่อนจะใช้ดินฝังกลบร่างบิดาและสร้างป้ายหลุมศพเอาไว้ หลังจากที่เคารพศพเสร็จ เขาก็นั่งอยู่ข้างๆหลุมศพพลางมองลงไปยังจี้หยกในมือ

 

นี่คือหยกมังกรที่หลงฉิงหลานกล่าวถึง

 

“เป็นเจ้าเองหรือ ที่ดูดพลังลมปราณของตาแก่จนเหือดแห้งและทำลายชีวิตของเขา?”

 

หยกลึกลับชิ้นนี้เป็นหยกรูปมังกรที่เต็มไปด้วยลวดลายแปลกๆ ตัวหยกมีสีดำทั้งชิ้น วัสดุที่ใช้ดูธรรมดา หากว่ามันไม่ได้มีสภาพที่เก่าเช่นนี้ หลงเฉินก็แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่ามันสามารถทำลายชีวิตของหลงฉิงหลานได้อย่างไร

 

ตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว แสงจันทร์อันอ่อนโยนสาดส่องลงมายังผืนดิน หมอกค่อยๆแทรกซึมผ่านมวลไม้ หยกมังกรที่อยู่ในมือของหลงเฉินเริ่มเปร่งแสงสลัวๆออกมา และทันใดนั้นมันก็หายไปต่อหน้าต่อตาเขา ทำให้หลงเฉินเกิดความประหลาดใจที่แฝงไปด้วยความตระหนกขึ้น

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

ยังไม่ทันจะหายจากอาการตกใจ หลงเฉินก็รู้สึกว่าได้ยินเสียงคำรามอยู่ภายในหัว และเขาก็พบว่าจิตสำนึกของตัวเองมาปรากฏอยู่ในกลุ่มหมอกสีเทาๆ ที่มีอาณาบริเวณกว้าง หมอกเหล่านี้ไหลตามสายลมไปข้างหน้าเป็นลูกคลื่น หลงเฉินรู้สึกราวกับว่าตัวเองสูญเสียสัมผัสทั้งหมดไป หลงเหลือเพียงสัมผัสด้านการมองเห็นเท่านั้น เขาหันไปรอบๆด้วยความประหลาดใจ

 

“นี่เป็นสิ่งที่บรรยายไว้ในหนังสือ มันคือห้วงจิตซึ่งเป็นที่อยู่ของจิตวิญญาณ มีแค่คนที่เป็นจอมยุทธ์เท่านั้นที่จะเปิดห้วงจิตออกได้ ข้าสามารถมองเห็นห้วงจิตได้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

 

แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจ หลงเฉินก็ยังเดินสำรวจภายในทะเลแห่งหมอกนี้ เขารู้สึกว่าต่อให้ตัวเองวิ่งไปตลอดกาลก็ไม่สามารถหนีออกไปจากทะเลหมอกอันไร้ขอบเขตนี้ได้

 

ทันใดนั้น หลงเฉินก็มองเห็นหยกสีดำรูปมังกรชิ้นหนึ่งกำลังลอยตัวอยู่เหนือทะเลหมอกพร้อมกับปลดปล่อยแสงบางๆออกมา

 

แววตาของหลงเฉินเต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ

 

“หยกมังกรมาปรากฏตัวในห้วงจิตของข้า เช่นนี้แล้วมันจะดูดซับพลังลมปราณของข้าหรือไม่?”

 

หลงเฉินตกใจกลัวขึ้นมา

 

“ไม่ เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ ข้าไม่มีพลังลมปราณเลยด้วยซ้ำ”

 

ในตอนนั้นเอง กระแสพลังอันแข็งแกร่งก็หลั่งไหลออกมาจากหยกมังกร ก่อนจะตัดผ่านเขตแดนระหว่างจิตวิญญาณและร่างกายของหลงเฉินและมาปรากฏอยู่ภายในตันเถียนของเขา

 

ความอบอุ่นที่เกิดจากการไหลของพลังนี้ทำให้ทั้งร่างของหลงเฉินรู้สึกสดชื่น

 

“พลังลมปราณ?”

.

.

.

ติดตามตอนอื่น ๆ ได้ที่ : novelrealm

จบบทที่ ตอนที่ 2 หลงเฉิน

คัดลอกลิงก์แล้ว