- หน้าแรก
- ใครว่าเป็นแค่นักธนูธรรมดา พอดีดาเมจผมทะลุหลอดครับ
- บทที่ 23 - คนคุยยาก
บทที่ 23 - คนคุยยาก
บทที่ 23 - คนคุยยาก
"ยัยเด็กบ๊องนี่!..." เซี่ยมู่โมโหจนแทบจะยกมือขึ้นมาเขกหัวเธออีกรอบ
"อ๊ะ!" เซี่ยจิ่นอวี๋ตกใจ ยกมือขึ้นบังหัวตัวเอง รีบพูดรัวเร็ว "ยอมแล้วๆ หนูรู้แล้ว คราวหน้าถ้าเจอแบบนี้อีก หนูจะแหกปากร้องให้ดังลั่นเลย ถ้ายังไม่ได้ผลอีก หนูจะทิ้งตัวลงไปนอนดิ้นพราดๆ ร้องไห้โวยวายบนพื้นเลย โอเคไหม!"
เซี่ยมู่กลอกตาบน หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "ลงไปนอนดิ้นร้องไห้อะไรกัน มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก"
"ก็ถ้ายอมเสียหน้าไปแล้ว ก็เอาให้มันสุดๆ ไปเลยดีกว่า" เซี่ยจิ่นอวี๋พึมพำอุบอิบ
"ไปเถอะ" เซี่ยมู่ส่งสายตาค้อนให้น้องสาว ก่อนจะพยักพเยิดให้เดินไปทางประตูตลาดแลกเปลี่ยน
เดินเตร็ดเตร่อยู่ในโถงกว้างได้ไม่นาน ก็เห็นฉินเชี่ยนเสวี่ยเดินก้าวขายาวๆ เข้ามาจากประตูทางเข้า
"เวลามาเดินเที่ยวแล้วทิ้งผู้หญิงไว้ข้างหลังเนี่ย นิสัยไม่ดีเลยนะ" ฉินเชี่ยนเสวี่ยพูดกลั้วหัวเราะ ทักทายเซี่ยมู่ แต่สายตากลับจับจ้องไปที่เซี่ยจิ่นอวี๋ซึ่งเดินตามหลังเขามาต้อยๆ
เซี่ยมู่กำลังจะอ้าปากตอบ แต่เซี่ยจิ่นอวี๋ก็กระโดดดึ๋งมาขวางหน้าเขาไว้ซะก่อน "พี่สาวเชี่ยนเสวี่ยจริงๆ ด้วย!"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยชะงักไปนิด กวาดตามองเด็กสาววัยใสตรงหน้าด้วยความแปลกใจ "เธอรู้จักฉันด้วยเหรอจ๊ะ?"
"รู้จักสิคะ พี่สาวเชี่ยนเสวี่ยเป็นถึงผู้ตื่นรู้อาชีพซ่อนเร้นคนแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองหนานเลยนะ สาวๆ ในห้องหนูยกให้พี่เป็นไอดอลกันทั้งนั้นเลยล่ะค่ะ"
ได้ยินแบบนั้น ฉินเชี่ยนเสวี่ยก็ยิ้มขำ ส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันกลับไปมองเซี่ยมู่
เซี่ยมู่ดึงแขนน้องสาวให้กลับมายืนข้างๆ แนะนำตัวว่า "นี่เซี่ยจิ่นอวี๋ น้องสาวฉันเอง"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยถึงบางอ้อ ยิ้มทักทายเซี่ยจิ่นอวี๋ "เคยได้ยินมานานแล้วล่ะ ว่าเซี่ยมู่มีน้องสาวเป็นอัจฉริยะ ไม่คิดเลยนะว่าจะน่ารักขนาดนี้"
"ฮิฮิ พี่สาวเชี่ยนเสวี่ยสวยกว่าตั้งเยอะค่ะ" เซี่ยจิ่นอวี๋หัวเราะคิกคัก "ถ้าพี่ชายหนูหาแฟนสวยๆ แบบพี่สาวเชี่ยนเสวี่ยได้ก็คงดี"
"พรวด! ค่อกๆ..." เซี่ยมู่ที่ยืนหน้านิ่งอยู่ดีๆ ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองจนไอโขลกๆ
เขารีบตะครุบปากน้องสาวไว้ทันที ส่งยิ้มแหยๆ ให้ฉินเชี่ยนเสวี่ยพลางแก้ตัว "ยัยน้องสาวฉันชอบพูดจาเลอะเทอะ เธออย่าไปถือสาเลยนะ"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นสูง สวนกลับทันควัน "เลอะเทอะเหรอ? เซี่ยมู่... นายกำลังจะบอกว่าฉันไม่สวยงั้นสิ?"
เซี่ยมู่แทบกุมขมับ ยัยนี่ก็รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่ได้หมายความแบบนั้น ยังจะมาแกล้งหาเรื่องกันอีก
เขากระแอมแก้เก้อ รีบเปลี่ยนเรื่องทันที "แล้วที่เธอมาหาฉัน มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
ตวัดค้อนวงโตใส่เซี่ยมู่ไปหนึ่งที ถ้าไม่ใช่เพราะมีเรื่องสำคัญล่ะก็ ฉินเชี่ยนเสวี่ยคงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ หรอก
"พ่อฉันอยากเจอนายหน่อยน่ะ ไม่รู้ว่านายจะสะดวกเมื่อไหร่"
เซี่ยมู่นิ่งไปนิด ฉินไป๋ พ่อของฉินเชี่ยนเสวี่ย คือหัวหน้าหอวิญญาณนักรบสาขาเมืองหนาน อำนาจล้นฟ้ายิ่งกว่านายกเทศมนตรีซะอีก คนระดับนั้นจะมาอยากเจอเขาทำไม?
ถ้าเป็นเมื่อวันก่อน ตอนที่เขายังไม่ได้ปลุกอาชีพนักธนูธรรมดาๆ แถมยังมีออร่า 'ค่าศักยภาพทะลุเพดาน' ค้ำคออยู่ การที่ฉินไป๋อยากจะเจอตัว เขาก็พอจะเข้าใจได้อยู่หรอก
แต่ตอนนี้ ออร่าความเป็นอัจฉริยะมันพังทลายไปหมดแล้ว เขาเป็นแค่ผู้ตื่นรู้สายต่อสู้ระดับล่างๆ คนหนึ่ง มีตรงไหนไปเตะตาฉินไป๋เข้าล่ะ?
คิ้วของเซี่ยมู่ขมวดเข้าหากัน หรือว่าความลับเรื่องพรสวรรค์ซ่อนเร้นจะแตกแล้ว?
ไม่น่าเป็นไปได้ ถ้าเขาไม่ยอมเปิดหน้าต่างสถานะให้ดู ก็ไม่มีใครหน้าไหนในโลกนี้ล้วงข้อมูลของเขาไปได้หรอก
ในยุคที่ทุกอย่างถูกแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัล ข้อมูลสเตตัสของผู้ตื่นรู้ถือเป็นความลับขั้นสุดยอด ไม่มีใครหรือองค์กรไหนมีอำนาจมาดึงข้อมูลไปได้ถ้าเจ้าตัวไม่อนุญาต
ต่อให้เจ้าตัวยอมเปิดหน้าต่างสถานะให้ดู ก็ยังสามารถเลือกซ่อนข้อมูลบางส่วนได้อยู่ดี เช่น ให้เห็นแค่เลเวลกับอาชีพ เป็นต้น
ถ้าตัดเรื่องพรสวรรค์ซ่อนเร้นความลับแตกออกไป เซี่ยมู่ก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าฉินไป๋จะมีเหตุผลอะไรมาขอเจอตัวเขา
อำนาจของฉินไป๋ในเมืองหนานนับว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าผูกมิตรกับเขาไว้ได้ บางทีเขาอาจจะไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของน้องสาวตอนที่เขาต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ได้
เซี่ยมู่คิดคำนวณในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปตอบฉินเชี่ยนเสวี่ย "ฉันยังไงก็ได้ แล้วแต่ตารางเวลาของคุณลุงฉินเลย"
ฉินเชี่ยนเสวี่ยคิดอยู่พักหนึ่ง "ถ้านายสะดวกตอนนี้ล่ะก็ พ่อฉันน่าจะอยู่ที่ออฟฟิศชั้นบนพอดี เดี๋ยวฉันลองโทรไปถามดูก่อนนะ"
อาคารหลงเถิงไม่ได้เป็นแค่ตลาดแลกเปลี่ยน แต่ชั้นบนสุดยังเป็นที่ทำการของหอวิญญาณนักรบสาขาเมืองหนานด้วย เพราะงั้นเวลาแบบนี้ฉินไป๋ก็น่าจะอยู่ที่นี่แหละ
พอเซี่ยมู่พยักหน้าตกลง ฉินเชี่ยนเสวี่ยก็เลี่ยงไปโทรศัพท์
ไม่นานเธอก็เดินกลับมาหาพร้อมรอยยิ้ม "ตอนแรกพ่อนัดนายไปที่บ้านตอนเย็นน่ะ แต่ในเมื่อบังเอิญเจอกันที่ตึกนี้พอดี งั้นก็คุยกันตอนนี้เลยแล้วกัน จะได้ไม่รบกวนเวลาไปเก็บเลเวลของนายด้วย"
ความแปลกใจวาบขึ้นในแววตาเซี่ยมู่ ดูท่าการนัดเจอครั้งนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องคุยกันผิวเผินซะแล้ว ถึงขั้นเอ่ยปากชวนไปคุยที่บ้าน ท่าทีแบบนี้มันดูตีสนิทเกินไปหรือเปล่า?
ลองคิดดูสิ ถ้าเป็นเรื่องงานทั่วไป คุยกันที่ออฟฟิศก็จบแล้ว ทำไมต้องเชิญไปถึงบ้านด้วยล่ะ?
"ได้สิ" เซี่ยมู่รับคำ
"งั้นเราไปรอที่หน้าลิฟต์กันเถอะ พ่อส่งคนลงมารับแล้ว" ฉินเชี่ยนเสวี่ยยิ้มบางๆ ก้าวเท้านำไปทางโถงลิฟต์อย่างคล่องแคล่ว
ห้องทำงานของฉินไป๋กว้างขวางโอ่โถงมาก แต่เฟอร์นิเจอร์กลับมีน้อยชิ้นจนดูโล่งตา การตกแต่งเรียบง่ายสุดๆ มีแค่โต๊ะทำงานตัวยาวตั้งชิดกำแพง พื้นที่ส่วนที่เหลือก็มีแค่โต๊ะน้ำชาตัวเล็กกับตู้เอกสารอีกไม่กี่ใบ บนผนังไม่มีกรอบรูปหรืองานศิลปะประดับอยู่เลยสักชิ้น ทำให้ทั้งห้องดูว่างเปล่าและแห้งแล้ง
ตอนที่พวกเซี่ยมู่เดินเข้าไป ฉินไป๋ก็นั่งรออยู่ที่ชุดโต๊ะน้ำชาแล้ว กาน้ำร้อนข้างมือส่งเสียงเดือดปุดๆ ควันลอยกรุ่น
ใบหน้าเหลี่ยม คิ้วเข้มตาโต รูปร่างกำยำล่ำสัน ถึงจะนั่งอยู่บนโซฟา เซี่ยมู่ก็สัมผัสได้ถึงความสูงใหญ่และสง่าผ่าเผย สีหน้าของเขาดูจริงจังเคร่งขรึม ดูเผินๆ เหมือนพวกผู้ใหญ่หัวโบราณเจ้าระเบียบ
"ดูทรงแล้วน่าจะคุยยากแฮะ..." เซี่ยมู่ประเมินในใจ
"พ่อ" ฉินเชี่ยนเสวี่ยเรียกสั้นๆ ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาข้างๆ หยิบหมอนอิงมายัดไว้หลังเอว แล้วพาดขายาวๆ ที่สวมกางเกงยีนส์ขึ้นไปบนที่วางแขนโซฟาอย่างสบายใจเฉิบ
ฉินไป๋ปรายตามองลูกสาวแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร เห็นชัดว่าชินกับท่านั่งเกียจคร้านแบบนั้นของเธอแล้ว
"คุณลุงฉิน สวัสดีครับ" เซี่ยมู่กับเซี่ยจิ่นอวี๋ไม่ได้ทำตัวชิลตามฉินเชี่ยนเสวี่ยหรอกนะ ทั้งสองคนเดินไปหยุดหน้าโต๊ะน้ำชาแล้วกล่าวทักทายอย่างมีมารยาท
"อืม เซี่ยมู่ใช่มั้ย? ไม่ต้องยืนหรอก มาๆ นั่งสิ" ฉินไป๋ที่เพิ่งโดนเซี่ยมู่แปะป้าย 'หัวโบราณ' ไว้ในใจ จู่ๆ ก็ฉีกยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ตัดกับใบหน้าดุดันนั่นทำเอาเซี่ยมู่รู้สึกแหม่งๆ พิลึก
เขาแอบถอนหายใจกับตัวเอง ดูเหมือนเขาจะยังอ่อนหัดเกินไป เรื่องการมองคนยังต้องกลับไปฝึกมาใหม่ซะแล้ว