- หน้าแรก
- ห้าปีในคุกหญิง สร้างยอดมังกรผงาดสยบโลก
- บทที่ 45 - หยกคุ้มภัย
บทที่ 45 - หยกคุ้มภัย
บทที่ 45 - หยกคุ้มภัย
"พี่ซิงหลาน?"
ฉู่เทียนชะงักไปนิดนึงเมื่อเห็นฉีซิงหลาน ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดเข้ากับชุดที่เธอใส่
วันนี้เธอมาในลุคเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งจับคู่กับกระโปรงสั้นรัดรูปเอวสูงสีดำ และรองเท้าบูทหุ้มข้อ
ให้ลุคพี่สาวคนสวยจอมหยิ่งที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจสุดๆ
ชายเสื้อเชิ้ตที่ยาวลงมาคลุมกระโปรงสั้นจนมิด มันยิ่งดูยั่วยวนชวนให้คิดลึก แค่ปลายนิ้วสะกิดชายเสื้อขึ้นมานิดเดียว ก็คงได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจนตาค้างแน่ๆ
ฉู่เทียนอดไม่ได้ที่จะลอบมองอีกสักสองสามที เขาพยายามข่มใจไม่ให้เผลอเอื้อมมือไปเลิกชายเสื้อของเธอขึ้น ก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจว่า "พี่ซิงหลาน ทำไมพี่ถึงมาเร็วนักล่ะครับ?"
ฉีซิงหลานยิ้มพราย "ก็พี่สัญญากับเราไว้แล้วไงว่าจะให้รางวัล พี่ก็ต้องมารอเตรียมตัวล่วงหน้าสิจ๊ะ"
ฉู่เทียนทำหน้าสงสัย "รางวัลอะไรกันครับเนี่ย ถึงต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานขนาดนี้? ให้ตอนนี้เลยไม่ได้เหรอครับ?"
ฉีซิงหลานส่งรอยยิ้มลึกลับ "เดี๋ยวคืนนี้เราก็จะรู้เองจ้ะ"
"เอ่อ... ก็ได้ครับ!" ฉู่เทียนไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่ในใจถูกความขี้เล่นของฉีซิงหลานปั่นป่วนจนเริ่มจะนั่งไม่ติดแล้ว
ฉีซิงหลานปรายตามองถังโหรวที่หลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดของฉู่เทียน "น้องชาย ผู้หญิงคนนี้คือ..."
"เพื่อนสมัยมัธยมน่ะครับ"
"เพื่อนจริงๆ เหรอจ๊ะ ไม่ใช่แฟนหรอกเหรอ?"
"พี่ซิงหลานพูดอะไรเนี่ย! ผมแต่งงานแล้วนะ"
"แต่งงานแล้วไงล่ะจ๊ะ? ผู้ชายเก่งๆ ที่ไหนเขาก็มีภรรยาหลายคนทั้งนั้นแหละ น้องชายพี่ออกจะเพอร์เฟกต์ขนาดนี้ จะมีสาวๆ มาติดพันเยอะแยะก็ไม่เห็นจะแปลกเลยนี่นา"
ฉู่เทียนถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะตอบยังไงดี
ที่เธอพูดมามันก็มีเหตุผลอยู่หรอก
แต่เขาไม่ใช่พวกเจ้าชู้ประตูดินนี่นา
"เอาเถอะ พี่ก็แค่ถามไปงั้นแหละ"
"เดี๋ยวพี่ไปเตรียมตัวก่อนนะจ๊ะ ไว้เจอกันคืนนี้"
เมื่อเห็นฉู่เทียนไม่อยากพูดอะไรต่อ ฉีซิงหลานก็ไม่ได้เซ้าซี้
"เจอกันคืนนี้ครับ"
ฉู่เทียนบอกลา ก่อนจะอุ้มถังโหรวขึ้นรถแท็กซี่ไป
ฉีซิงหลานมองตามหลังรถแท็กซี่ไปจนลับตา มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ปากแข็งไปเถอะย่ะ แค่เพื่อนธรรมดาที่ไหนเขาจะใกล้ชิดกันขนาดนี้?"
"เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด... ผู้ชายเก่งแค่ไหน สุดท้ายก็ตกม้าตายเพราะความสวยของผู้หญิงอยู่ดี"
"ดูท่าคืนนี้... แผนการของฉันคงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแน่ๆ"
...
หลังจากไปส่งถังโหรวที่บ้านเสร็จ ฉู่เทียนก็เดินทางกลับมาที่บ้านตระกูลเย่
ผ่านไปไม่นาน ถังโหรวก็ตื่นขึ้นมา
จ้าวอวี้ฉินยกชามน้ำซุปร้อนๆ ที่เพิ่งต้มเสร็จมาให้ลูกสาว พลางบ่นอุบอิบ "ดูทำตัวเข้าสิเราเนี่ย กลางวันแสกๆ ดันไปกินเหล้าเมายาซะได้ กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งตัว ไม่มีความเป็นกุลสตรีเอาซะเลย"
"โธ่แม่คะ ก็หนูดีใจนี่นา!" ถังโหรวรับชามซุปมาด้วยความรู้สึกผิด ตอบกลับเสียงอ่อยๆ
จ้าวอวี้ฉินทำหน้าดุ "มีเรื่องอะไรให้ต้องดีใจขนาดนั้นฮะ! หญิงชายไปกินเหล้าด้วยกันสองต่อสอง สุดท้ายลูกสาวฉันดันเมาเละเทะกลับมาซะงั้น"
"บอกแม่มาตามตรงเลยนะ ไอ้หนุ่มฉู่เทียนนั่นแอบแต๊ะอั๋งลูกหรือเปล่า?"
"แม่คะ! แม่อย่าพูดจาเลอะเทอะสิคะ ฉู่เทียนไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย" ถังโหรวทำหน้ามุ่ย แต่ในใจกลับแอบกรี๊ดดดด!
นอกจากฉู่เทียนจะไม่ได้แต๊ะอั๋งเธอแล้ว เธอนี่แหละที่เป็นคนไปลวนลามเขาก่อน!
ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม กับซิกซ์แพ็กแน่นๆ ทั้งตัวของเขาเต็มไปด้วยสเน่ห์แบบลูกผู้ชาย
แถมยังจับถนัดมือสุดๆ ไปเลย!
อิอิ!
เมื่อเห็นลูกสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คนอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างจ้าวอวี้ฉินก็มองปราดเดียวก็รู้ว่าลูกสาวตัวเองกำลังอินเลิฟเข้าให้แล้ว เธอจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ยัยเด็กบ๊องเอ๊ย... หรรัดเข็มขัดเผื่อใจไว้บ้างเถอะลูก!"
"เมื่อบ่ายแม่เพิ่งให้คนไปสืบเรื่องเขามา... เขาแต่งงานแล้วนะลูก แถมคนที่เขาแต่งด้วยก็คือ เย่ชิงซวง หลานสาวคนโตของตระกูลเย่แห่งเจียงเป่ยซะด้วย"
"เพราะงั้น ต่อให้ลูกจะสนิทกับเขาแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางเป็นของลูกหรอก ตัดใจซะตั้งแต่ตอนนี้เถอะนะ"
สีหน้าของถังโหรวเปลี่ยนไปทันที เธอเงยหน้ามองผู้เป็นแม่ด้วยความตกตะลึง "แม่พูดว่าอะไรนะคะ? ฉู่เทียน... เขาแต่งงานแล้วเหรอ?"
"ลูกคิดว่ายังไงล่ะ?" จ้าวอวี้ฉินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พูดเตือนสติด้วยความหวังดี "เสี่ยวโหรว แม่รู้ว่าพวกเธอสนิทกันมาก"
"แต่ไม่ว่ายังไง แม่ก็ยอมให้ลูกไปเป็นเมียน้อยเขาไม่ได้เด็ดขาด"
"รีบๆ ลืมเขาไปซะเถอะ จะได้ไม่ต้องถลำลึกไปมากกว่านี้"
พูดจบ จ้าวอวี้ฉินก็ลุกเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ถังโหรวนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงเพียงลำพัง
ฉู่เทียน... แต่งงานแล้วงั้นเหรอ...
แต่ตอนนั้นเขายังสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ใช่หรือไง!
ก็ใช่น่ะสิ บางทีเขาอาจจะแค่พูดเล่นๆ แต่เป็นฉันเองที่เป็นคนโง่เก็บเอามาคิดเป็นจริงเป็นจัง
แล้วความเหนื่อยยากตลอดหลายปีที่ผ่านมา น้ำพักน้ำแรงที่เก็บหอมรอมริบมาห้าปีเพื่อเป็นสินสอด 3 แสนหยวนล่ะ... มันมีความหมายอะไรกัน?
ถ้าคนคนนึงมันลืมกันง่ายดายขนาดนั้น ฉันจะเฝ้ารอเขามาจนถึงทุกวันนี้ทำไมกันล่ะ?
ถังโหรวหน้าซีดเผือด รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอย่างรุนแรง
เธอนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนานแค่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ สุดท้ายเธอก็วิ่งเตลิดออกจากบ้านไปราวกับคนเสียสติ
...
พอกลับมาถึงบ้านตระกูลเย่ ทันทีที่ฉู่เทียนก้าวเท้าเข้าประตูมา เย่เจี้ยนกั๋วก็พุ่งปรี่เข้ามาหาด้วยใบหน้าถมึงทึง
"บอกมานะ เมื่อเช้าแกหายหัวไปไหนมา!"
เมื่อเช้าเขาคลาดสายตาจากฉู่เทียนไป ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมาก ยังไงวันนี้ก็ต้องเค้นความจริงมาให้ได้
ฉู่เทียนขมวดคิ้ว "ผมจะไปทำอะไร มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยเหรอ?"
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ฉันเป็นพ่อตาแกนะเว้ย! แกกล้าพูดจาแบบนี้กับฉันได้ยังไง?" เย่เจี้ยนกั๋วโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
ฉู่เทียนแค่นหัวเราะ "อ้าว... ตอนนี้ยอมรับแล้วเหรอว่าเป็นพ่อตาผม? ก่อนหน้านี้ยังไล่ตะเพิดผมออกจากบ้านอยู่เลยนี่?"
"แก..." เย่เจี้ยนกั๋วโดนตอกกลับจนเถียงไม่ออก
"เอะอะอะไรกันเนี่ย วันๆ เอาแต่เถียงกันอยู่ได้ ไม่เบื่อบ้างหรือไง"
หวังฉินรีบวิ่งเข้ามาห้ามทัพ "เสี่ยวเทียน พ่อเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ อย่าไปถือสาเลยนะลูก"
"แล้วนี่หิวหรือยังลูก อยากกินอะไรไหม เดี๋ยวแม่เข้าครัวไปทำให้"
ฉู่เทียนยิ้ม "ไม่เป็นไรครับแม่ ผมกินมาแล้ว"
"จ้ะๆ งั้นถ้าลูกหิวเมื่อไหร่ก็บอกแม่ได้เลยนะ เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจนะลูก"
หวังฉินช่วยปัดฝุ่นที่เสื้อของฉู่เทียนเบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มเอ็นดูให้
หัวใจของฉู่เทียนอบอุ่นขึ้นมาทันที เขาพูดคุยสัพเพเหระกับหวังฉินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หยกที่สั่งไว้จะมาส่งพอดี
เขาเดินออกไปรับของ แต่พอลับหลังเขาไปปุ๊บ เสียงโวยวายของเย่เจี้ยนกั๋วก็ดังขึ้นทันที
"หึ! ตามใจมันเข้าไปเถอะ! ระวังเถอะ สักวันจะโดนงูกัดเอา"
หวังฉินส่ายหน้า "ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเสี่ยวเทียนจะเป็นคนแบบนั้น"
"แล้วมันเป็นคนแบบไหนล่ะ?"
เย่เจี้ยนกั๋วทำเสียงเยาะหยัน "มันเป็นแค่นักโทษขี้คุก จะไปเป็นคนดีได้ยังไง? คนดีๆ ที่ไหนเขาจะไปติดคุกกันฮะ?"
หวังฉินขมวดคิ้ว ทำหน้าเอือมระอา "พอได้แล้วน่า คุณน่ะเลิกมองคนแต่เปลือกนอกสักทีเถอะ"
"ไม่ว่ายังไง เสี่ยวเทียนเขาก็เป็นคนช่วยชีวิตชิงซวงไว้นะ แค่นี้เขาก็สมควรได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากพวกเราแล้ว"
เย่เจี้ยนกั๋วเบ้ปาก "ที่ลูกสาวเราฟื้นขึ้นมาได้ เป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองต่างหาก มันเกี่ยวอะไรกับไอ้ขี้คุกนั่นด้วยล่ะ?"
"ยังไงฉันก็มองว่ามันไม่น่าไว้ใจ ขืนปล่อยให้มันอยู่ในบ้านเราต่อไป ต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ๆ"
"พูดไม่รู้เรื่องจริงๆ" หวังฉินขี้เกียจจะเถียงด้วย เธอสบถเบาๆ แล้วหันหลังเดินเข้าครัวไปทำกับข้าว
เย่เจี้ยนกั๋วพ่นลมหายใจอย่างขัดใจ หันไปมองที่หน้าประตู ก็เห็นฉู่เทียนกำลังยกกล่องลังเข้ามา
ดวงตาของเขาวาวโรจน์ไปด้วยความมุ่งร้าย "หึ! มีของมาส่งซะด้วย... ไปแอบมีบ้านเล็กบ้านน้อยล่ะสิไม่ว่า?"
"ไอ้เด็กเวร คอยดูเถอะ ฉันจะจับผิดแกให้ได้ แล้วจะเฉดหัวแกออกจากบ้านตระกูลเย่ไปซะ!"
...
หน้าประตูบ้านตระกูลเย่
ฉู่เทียนเปิดกล่องลังออก ถ่ายทอดพลังปราณลงไปในก้อนหยกทีละก้อน แล้วค่อยๆ วางเรียงตามตำแหน่งอย่างระมัดระวัง
เขาง่วนอยู่กับการวางค่ายกลคุ้มภัยอยู่นานนับหลายชั่วโมง จนกระทั่งสร้างเสร็จสมบูรณ์
แสงสีขาวนวลตาเปล่งประกายจางๆ ถักทอประสานกันเป็นตาข่ายแสงที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ปกคลุมไปทั่วบริเวณบ้านตระกูลเย่
ค่ายกลนี้ หากเริ่มทำงานขึ้นมาเมื่อไหร่ ต่อให้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ก็ไม่มีทางฝ่าเข้ามาได้
ถ้าไม่ถูกกางกั้นไว้ข้างนอก ก็ต้องถูกพลังปราณอันมหาศาลของฉู่เทียนบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผงอยู่ภายในค่ายกล
แต่งานของเขายังไม่จบแค่นั้น ฉู่เทียนนำหยกเขียวจักรพรรดิก้อนสุดท้ายมาสลักเป็นจี้หยกคุ้มภัย
เขาผนึกแก่นแท้ของค่ายกลลงไปในจี้หยก พร้อมกับถ่ายทอดพลังปราณลงไปอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้มันไม่ได้เป็นแค่เครื่องรางคุ้มภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสวิตช์เปิดปิดค่ายกลอีกด้วย
หากเกิดเหตุจวนตัว เพียงแค่บีบจี้หยกให้แตก ค่ายกลก็จะทำงานทันที
ถึงแม้จะใช้งานได้แค่ครั้งเดียว แต่ก็เพียงพอแล้ว
ค่ายกลนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขอแค่คอยเติมพลังปราณเข้าไปในก้อนหยกตามเวลาที่กำหนด ค่ายกลก็จะสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ
พอจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ฉู่เทียนถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ต่อจากนี้ไป ถ้าศัตรูไม่ได้เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ทั้งห้าของเขา ก็ไม่มีใครหน้าไหนสามารถแตะต้องเย่ชิงซวงได้อีก
"นายทำอะไรอยู่หน้าบ้านน่ะ?"
ในตอนนั้นเอง เย่ชิงซวงที่เพิ่งเลิกงานก็เดินกลับมาถึงพอดี
เห็นฉู่เทียนเหงื่อแตกพลั่ก เธอก็มองด้วยความสงสัย
"ไม่มีอะไรหรอก"
ฉู่เทียนลุกขึ้นยืน ปาดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะยื่นจี้หยกคุ้มภัยส่งให้เธอ
"เก็บไว้สิ มันช่วยชีวิตเธอในยามคับขันได้นะ"
"ถ้าอยู่ที่บ้านแล้วเจออันตราย ก็บีบมันให้แตกซะ"
บีบให้แตก? ช่วยชีวิต?
เย่ชิงซวงมองจี้หยกที่แกะสลักอย่างหยาบๆ ในมือ แล้วก็อดขำไม่ได้
"นายเลิกอำฉันเล่นได้แล้ว นี่มันก็แค่จี้หยกธรรมดาๆ มันจะไปช่วยชีวิตใครได้กัน?"
"เชื่อฉันเถอะ" ฉู่เทียนสบตาเธอด้วยแววตาจริงจัง
เย่ชิงซวงชะงักไปนิดนึง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ทำหน้าล้อเล่น เธอก็รับจี้หยกมาอย่างเสียไม่ได้
ของพรรค์นี้น่ะเหรอจะช่วยชีวิตได้?
ไร้สาระ
วันๆ เอาแต่เล่นอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้
แต่เห็นแก่ความหวังดีของเขา เธอเลยไม่ได้พูดอะไรให้ช้ำใจ "ขอบใจนะ"
ฉู่เทียนพยักหน้ารับเบาๆ ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เดี๋ยวพอถึงเวลา เธอจะได้รู้ซึ้งถึงสรรพคุณที่แท้จริงของมันเอง
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี
หวังฉินที่เพิ่งทำกับข้าวเสร็จ ก็เดินมาเรียกทั้งคู่ไปกินข้าว
ความจริงฉู่เทียนนัดกับฉีซิงหลานไว้แล้ว กะว่าจะไม่กินข้าวเย็น แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เขาย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลเย่ เขายังไม่เคยกินข้าวร่วมโต๊ะกับพวกเธอเลยสักครั้ง เขาก็เลยตัดสินใจอยู่กินข้าวด้วย
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ฉู่เทียนก็บอกลาเย่ชิงซวง เตรียมตัวออกเดินทางไปที่โรงแรมเยว่ฮว๋าอีกครั้ง เขาอยากรู้เต็มแก่แล้วว่าไอ้ 'รางวัล' ที่ฉีซิงหลานพูดถึงน่ะ... มันคืออะไรกันแน่
"ฟุ่บ!"
แต่ทันทีที่เขาก้าวพ้นประตูบ้าน จู่ๆ ก็มีดาวกระจายซัดตรงดิ่งมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
ฉู่เทียนเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว พอหันขวับไปมอง ก็เห็นเงาดำของใครบางคนพุ่งทะยานหนีหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
"มาถึงที่แล้ว คิดจะหนีง่ายๆ หรือไง?"
ฉู่เทียนแสยะยิ้มเย็นชา แล้วพุ่งทะยานตามเงาดำนั้นไปติดๆ
แต่คล้อยหลังฉู่เทียนไปเพียงไม่กี่นาที เงาดำอีฟร่างก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบ้านตระกูลเย่
"หึ! แผนล่อเสือออกจากถ้ำง่ายๆ แค่นี้ก็ยังดูไม่ออก"
"ต่อให้เป็นถึงปรมาจารย์ยุทธ์แล้วยังไงล่ะ? สุดท้ายก็เป็นได้แค่ของเล่นของฉันอยู่ดี"
ชายชุดดำแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ก่อนจะเร้นกายหายเข้าไปในห้องของเย่ชิงซวงอย่างเงียบเชียบ
เย่ชิงซวงที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ สะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นชายชุดดำมายืนปรากฏตัวอยู่ในห้อง
แต่เธอก็พยายามข่มความกลัวไว้ แล้วตวัดเสียงถามอย่างเยือกเย็น "แกเข้ามาได้ยังไง? แกต้องการอะไร?"
"ต้องการอะไรงั้นเหรอ?"
ชายชุดดำเหยียดยิ้มร้ายกาจ "คุณผู้หญิงเย่... เชิญตามพวกเรามาดีๆ เถอะครับ!"
"ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ... พวกเราไม่ทำร้ายคุณหรอก"