- หน้าแรก
- ห้าปีในคุกหญิง สร้างยอดมังกรผงาดสยบโลก
- บทที่ 17 - หยกพกมังกรดำ
บทที่ 17 - หยกพกมังกรดำ
บทที่ 17 - หยกพกมังกรดำ
เสียงคำรามด้วยความโกรธของฉู่เทียนดังกึกก้องราวกับอสนีบาต ฟาดสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ
ฉู่เผิงจั่นถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ ไม่กล้ามีลูกไม้ตุกติกอีก รีบวิ่งแจ้นกลับไปในห้องแล้วหยิบหยกพกออกมา
โชคดีนะที่ยังไม่ได้เอาหยกชิ้นนี้ไปขาย ไม่อย่างนั้นวันนี้คงได้ซวยแน่ๆ
หยกพกชิ้นนี้ดำสนิท ไร้ซึ่งความแวววาว ดูธรรมดาไร้ราคา
ทว่า บนตัวหยกกลับสลักรูปมังกรดำที่ดูมีชีวิตชีวา อ้าปากกว้างราวกับเหยียบย่ำใต้หล้า แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามเหนือผู้ใด
ฉู่เทียนเพียงแค่ปรายตามอง ก็รู้สึกเหมือนจิตวิญญาณถูกกระแทกอย่างแรงจนสติหลุดลอยไปชั่วขณะ
เขารีบรับหยกพกมาคว้าไว้ในมือ เลือดลมพลันสูบฉีดพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
โซ่ตรวนทั้งเก้าเส้นในร่างที่เกิดจากพิษมังกรแค้นก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงตามไปด้วย
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง น้ำเสียงทุ้มลึก ทรงอำนาจ ก็ดังก้องกังวานขึ้นในหัวของเขา
"ลูกเอ๋ย เมื่อใดที่เจ้าได้ยินเสียงนี้ พิษมังกรแค้นในตัวเจ้าคงจะเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว"
"ทว่า แม้พิษมังกรแค้นจะร้ายกาจ สร้างโซ่ตรวนทั้งเก้ามาช่วงชิงพลังชีวิตของเจ้าไป"
"แต่โซ่ตรวนทุกเส้นก็แฝงไว้ด้วยพลังมหาศาลเช่นกัน"
"หยกพกมังกรดำชิ้นนี้ จะช่วยให้เจ้าดูดซับพลังของมันมาเป็นของตัวเองในตอนที่ถอนพิษมังกรแค้นได้"
"ทุกครั้งที่ฝึกคู่กับสตรีที่มีกายาพิเศษ จะสามารถคลายโซ่ตรวนได้หนึ่งเส้น และฟื้นฟูพลังชีวิตกลับมาได้ส่วนหนึ่ง"
"จนกว่าจะฝึกคู่กับสตรีครบเก้าคน พิษมังกรแค้นก็จะถูกถอนจนหมดสิ้น พลังอันมหาศาลที่ถูกดูดซับไว้จะช่วยให้เจ้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด"
"ถึงเวลานั้น เจ้าถึงจะมีคุณสมบัติมาพบพ่อได้"
"ลูกเอ๋ย พยายามเข้าล่ะ!"
"อย่าให้พ่อคนผมขาวต้องมาส่งคนผมดำเลยนะ..."
เสียงนั้นค่อยๆ เลือนหายไป ความคิดก็กลับมาสงบอีกครั้ง
ทว่าในใจของฉู่เทียนกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม
เสียงนั้นเป็นของพ่อเขางั้นเหรอ?
การฝากเสียงไว้ในหยกได้ จะต้องมีพลังระดับไหนกัน!
แล้วทำไมพ่อถึงต้องทิ้งเขาไป ยกให้ฉู่เผิงจั่นรับเลี้ยงล่ะ?
แล้วทำไมถึงบอกว่า มีเพียงแค่เขาดูดซับพลังของพิษมังกรแค้นทั้งหมดได้ ถึงจะมีคุณสมบัติไปพบเขาล่ะ?
ตกลงว่าพ่อมีฐานะอะไรกันแน่? แล้วตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่?
ชั่วพริบตาเดียว ความสงสัยมากมายก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวฉู่เทียน คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
แต่ที่แน่ๆ คือ ฐานะพ่อแม่ของเขาไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
และพวกท่านก็รักเขาด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งเงินให้ฉู่เผิงจั่นหรอก
"ลูก... ลูก..."
"ตอนนี้พ่อก็ให้หยกพกไปแล้ว เรื่องนี้มันควรจะจบลงได้แล้วใช่ไหม?"
ฉู่เผิงจั่นมองฉู่เทียนที่กำหยกพกแน่นจนเหม่อลอย จึงเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง
"นับแต่นี้เป็นต้นไป ฉันไม่ใช่ลูกของแกอีกต่อไป"
"ฉันกับพวกแก ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก"
ฉู่เทียนดึงสติกลับมา น้ำเสียงเย็นชา
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินจากไปทันที
แม้ครั้งนี้เขาจะไม่ได้รู้ชื่อพ่อแม่ที่แท้จริงจากปากฉู่เผิงจั่น
แต่ก็ถือว่าได้อย่างน้อยหยกพกมังกรดำ ที่ช่วยให้เขาดูดซับพลังของพิษมังกรแค้นได้
และในตอนนี้ เขาสามารถสั่นคลอนยอดเขาคุนหลุนด้วยมือเปล่า ตวัดดาบเดียวก็ฟันภูเขาและแม่น้ำขาดสะบั้นได้
ถ้าดูดซับพลังของพิษมังกรแค้นเข้าไปอีก จะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหนกันนะ!
ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้ฉู่เทียนจึงอดใจแทบไม่ไหวที่จะฝึกคู่กับเย่ชิงซวง
สิ่งที่ลูกผู้ชายปรารถนาที่สุด ก็คือความแข็งแกร่งนั่นแหละ
...
มองตามแผ่นหลังของฉู่เทียนและคนอื่นๆ เดินลับไป บ้านตระกูลฉู่ก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
แต่ฉู่เฟิงกลับโกรธจัดจนกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด คำรามอย่างเคียดแค้น
"พ่อ แม่ ผมไม่ยอม ผมไม่ยอม!"
"เย่ชิงซวงเป็นถึงสาวงามอันดับหนึ่งของเจียงเป่ยนะ ทำไมถึงต้องไปเป็นผู้หญิงของไอ้ฉู่เทียนด้วยล่ะ!"
"ต่อให้ตอนนี้ฉู่เทียนมันจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ แต่ยังไงมันก็เป็นแค่หมาที่บ้านเราเลี้ยงไว้ตัวหนึ่งเท่านั้นแหละ"
"มันมีสิทธิ์อะไรไปเป็นสามีของเย่ชิงซวง มีสิทธิ์อะไรกัน!"
หลิวเยว่หลิงกุมแก้มที่บวมแดง สายตาเคียดแค้น "มันก็แค่ฟลุ๊กเหยียบขี้หมาเท่านั้นแหละ"
"อาศัยว่าตัวเองเป็นผู้ฝึกยุทธ ก็เลยทำตัวกร่าง ไม่เห็นหัวใคร ทำอะไรตามใจชอบ"
"แต่ก็อย่าลืมสิว่า ยุคนี้มันสังคมของอำนาจและเงินตรานะ"
"เก่งกาจแค่ไหน พอเจอเงินก้อนโตเข้าไป ก็เป็นแค่ปลวกตัวหนึ่งเท่านั้นแหละ"
แววตาของฉู่เผิงจั่นวาบประกายโหดเหี้ยม เขาแสยะยิ้ม "ใช่แล้ว สังคมนี้ เงินและอำนาจคือพระเจ้า"
"คราวนี้พวกเราพลาดไปหน่อย แต่พวกเรามีเงิน"
"ลูก ไม่ต้องห่วง นอกจากสินสอดสามสิบล้านที่ได้จากตระกูลเย่แล้ว พ่อจะโปะให้อีกยี่สิบล้าน"
"ลูกเอาเงินก้อนนี้ไปใช้เส้นสายผูกมิตรกับกลุ่มธุรกิจซิงหลานซะ"
"ถึงพวกเราจะได้โปรเจกต์เล็กๆ ในเจียงเป่ยของกลุ่มธุรกิจซิงหลานมาแค่ชิ้นเดียว ก็มากพอที่จะทัดเทียมกับตระกูลเย่แล้วล่ะ"
"เย่ชิงซวงต้องเป็นของลูกคนเดียว"
"ส่วนฉู่เทียน ถึงตอนนั้นพ่อจะให้มันคุกเข่าคลานกลับมาที่บ้านเรา แล้วกลับมาเป็นหมาให้พวกเราอีกครั้ง!"
ฉู่เฟิงทุบกำปั้นลงบนพื้นอย่างแรง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น "ไม่ได้ให้เป็นแค่หมา ผมจะหักแขนหักขามัน ให้มันคลานกระดิกหางขอร้องผมให้ได้!"
...
หลังจากออกจากบ้านตระกูลฉู่
ยังไม่ทันที่เย่ชิงซวงจะเดินเข้ามาหา หลงซานก็พุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าฉู่เทียนไว้ก่อน ด้วยสีหน้าจริงจัง
"นายท่านฉู่ ผมอยากจะขอติดตามท่านครับ"
"ติดตามฉันงั้นเหรอ?"
ฉู่เทียนแปลกใจ "ทำไมล่ะ?"
หลงซานตอบตามตรง "เพราะท่านเก่งกาจมากครับ"
ฉู่เทียนยิ้มหยัน "ในเมื่อแกรู้ว่าฉันเก่ง แล้วทำไมฉันจะต้องรับขยะอย่างแกไว้ด้วยล่ะ?"
"เอ่อ..."
สีหน้าของหลงซานแข็งค้าง อาการเขินอายกำเริบขึ้นมาทันที
วางก้ามเบ่งอำนาจในเจียงเป่ยมาตั้งนาน เพิ่งจะเคยโดนคนด่าว่าเป็นขยะก็คราวนี้แหละ
ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้เขาพาลูกน้องไปทักทายบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของมันไปแล้ว
แต่พออยู่ต่อหน้าฉู่เทียน เขากลับไม่กล้า
"นายท่านฉู่ครับ ต่อหน้าท่าน ผมมันก็แค่ขยะจริงๆ"
"แต่ท่านเป็นคนทำอะไรตรงไปตรงมา อาจจะติดขัดกับกฎเกณฑ์จริยธรรมของโลกมนุษย์ไปบ้าง"
"ดังนั้นถ้าต้องเจอเรื่องที่ต้องถูกด่าทอ ก็ให้ผมเป็นคนจัดการแทนไม่ดีกว่าเหรอครับ?"
"ผม หลงซาน ยินดีที่จะเป็นเงาให้นายท่านฉู่ คอยจัดการเรื่องสกปรกๆ ทั้งหมดให้ท่านเองครับ"
หลงซานพูดด้วยความจริงใจสุดซึ้ง แววตาอ้อนวอนมองฉู่เทียน
ตอนนี้จินอวี้ถังตายแล้ว เขาไม่กล้ารับประกันว่าตระกูลจินจะไม่ลามปามมาลงบิลที่เขาหรอกนะ
เพราะงั้นตอนนี้จำเป็นต้องหาที่พึ่งพิงซะก่อน มีเพียงวิธีนี้ แก๊งพยัคฆ์คำรามถึงจะอยู่รอดต่อไปได้
แล้วฉู่เทียน ก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างเห็นได้ชัด
"จัดการเรื่องสกปรกให้ฉันงั้นเหรอ?"
ฉู่เทียนทำหน้าตลก "แกคิดว่าฉันเป็นพวกชอบทำเรื่องเลวทรามอย่างนั้นเหรอ?"
หลงซานตระหนักได้ว่าตัวเองพูดผิดไป รีบตบปากตัวเองฉาดใหญ่ แล้วฉีกยิ้มแหยๆ "ผมปากพล่อยเองครับ ปากพล่อยเอง"
"นายท่านฉู่ผู้เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม เป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง ย่อมไม่ทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้นเด็ดขาดอยู่แล้ว"
"แต่ให้ผมคอยวิ่งเต้น จัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้ก็ยังดีนะครับ"
"แถมผมยังมีเส้นสายไปถึงวิมานสวรรค์ด้วยนะ"
เส้นสายไปถึงวิมานสวรรค์?
ฉู่เทียนเริ่มสนใจขึ้นมา
ที่เรียกว่า "วิมานสวรรค์" คือคำเรียกแทนกลุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศต้าเซี่ย
พลังอำนาจและความหรูหราฟู่ฟ่าของพวกเขา ไกลเกินกว่าคนธรรมดาจะจินตนาการได้
ลือกันว่า ใน "วิมานสวรรค์" มีคนชื่อสวีกั๋วอิ้น ถึงจะเป็นแค่คนระดับปลายแถวในนั้น แต่กลับอุปถัมภ์คณะละครเวทีที่ทำเอาพวกคนรวยทั้งหลายอยากไปสัมผัสกันจนตัวสั่น
ในคณะละครเวทีนั่น สาวงามที่หน้าตาแย่ที่สุด ยังเชี่ยวชาญทั้งพิณ หมากรุก อักษรศิลป์ และภาพวาดเลย
ส่วนกลุ่มธุรกิจซิงหลานของฉีซิงหลานน่ะ ยังไม่นับว่าเป็น "วิมานสวรรค์" ด้วยซ้ำ
คิดดูก็แล้วกัน ว่า "วิมานสวรรค์" ของจริงน่ะ มันลึกลับและทรงพลังขนาดไหน
แล้วไอ้หลงซานที่เป็นแค่นักเลงหัวไม้ กลับมีเส้นสายไปถึง "วิมานสวรรค์" ได้งั้นเหรอ?
น่าสนใจดีนี่
"โอเค เห็นแก่ที่แกมีเส้นสายไปถึงวิมานสวรรค์ได้ ฉันจะรับแกไว้"
"แต่จำเอาไว้ให้ดีนะ ต่อไปห้ามทำเรื่องชั่วร้ายอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันไม่เอาแกไว้แน่!"
ฉู่เทียนส่งเสียงเตือนอย่างเฉียบขาด
"นายท่านฉู่โปรดวางใจ ต่อไปผมจะกลับเนื้อกลับตัวอย่างแน่นอนครับ"
"ถ้าไม่อย่างนั้น ขอให้ฟ้าผ่าเปรี้ยงๆ ตายไม่ดีเลยเอ้า!"
หลงซานตื่นเต้นสุดขีด รีบชูนิ้วสาบานกับฟ้า
ฉู่เทียนพยักหน้าเรียบๆ "กลับไปทำตัวเป็นคนดีซะ ถ้ามีเรื่องอะไร ฉันจะสั่งการเอง"
"ครับ!"
หลงซานโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ตื่นเต้นซะจนเก็บอาการไม่อยู่
เขากะแล้วเชียว ว่าไม่มีใครปฏิเสธแรงดึงดูดของ "วิมานสวรรค์" ได้หรอก
ถึงฉู่เทียนอาจจะเป็นปรมาจารย์ยุทธ ก็ยังยากที่จะปฏิเสธ
แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ ไอ้อะไรที่เรียกว่า "วิมานสวรรค์" น่ะ ในสายตาฉู่เทียนก็งั้นๆ แหละ
ที่ยอมรับไว้ ก็เพราะความใจเด็ดบ้าบิ่นของหมอนี่ต่างหาก