- หน้าแรก
- เปิดร้านสารพัดของในโลกนินจา อยากได้อะไร ข้ามีหมด
- บทที่ 185 ลูกท่านหลานเธอ
บทที่ 185 ลูกท่านหลานเธอ
บทที่ 185 ลูกท่านหลานเธอ
บทที่ 185 ลูกท่านหลานเธอ
คาคุซุมองเอที่แทบสติแตกอยู่ตรงหน้า เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก น้ำเสียงแฝงความสงสัยและไม่เข้าใจอยู่เล็กน้อย
“แม้แต่หนังสือยังเขียนไม่เป็น แล้วเจ้าเป็นไรคาเงะขึ้นมาได้อย่างไร? หรือว่าหมู่บ้านคุโมะของพวกเจ้าไม่มีคนมีความสามารถคนอื่นแล้ว?”
เมื่อเอได้ยินคำพูดนี้ ก็ชะงักไปทันที
เขาเกาศีรษะ แล้วกล่าวด้วยความเขินอายเล็กน้อย
“ความจริง ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน หลังจากพ่อข้าตายในสนามรบ ข้าก็ถูกคนในหมู่บ้านผลักดันให้เป็นไรคาเงะแบบงง ๆ บางทีอาจเพราะข้าแข็งแกร่งกว่าคนอื่นกระมัง”
คาคุซุ “...”
ไรคาเงะรุ่นที่สี่คนนี้ดูตัวใหญ่กำยำ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นลูกท่านหลานเธอเหมือนกัน
“ในเมื่อเจ้าเขียนหนังสือไม่เป็น งั้นเจ้าพูด ข้าเขียนเอง”
คาคุซุกล่าวอย่างจนใจ
เขาเก็บกระดาษที่ถูกเลือดของเอย้อมจนแดงขึ้นมาจากพื้น มองดูพักหนึ่งแล้วพึมพำกับตัวเอง
“อืม... ถึงจะเปื้อนเลือดไปหน่อย แต่ถ้าทำให้แห้ง ก็น่าจะพอใช้ได้”
จากนั้นคาคุซุก็ใช้คาถาไฟอย่างระมัดระวัง อบกระดาษแผ่นนั้นจนแห้ง
“พูดมา”
คาคุซุถือพู่กันแล้วมองไปทางเอ
เอถอนหายใจอย่างหมดหนทาง
เขาไม่คิดเลยว่าตนเองซึ่งเป็นถึงไรคาเงะรุ่นที่สี่ จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถูกองค์กรแสงอุษาจับเป็นได้ง่ายดาย สุดท้ายยังต้องให้หมู่บ้านจ่ายเงินมาไถ่ตัวเองกลับไปอีก
เขาอาจเป็นคาเงะคนแรกในประวัติศาสตร์โลกนินจาที่ถูกจับเป็นก็ได้กระมัง?
ช่างขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้วจริง ๆ
ความจริงแล้ว เอไม่รู้เลยว่า ห้องขังข้าง ๆ ยังมีคาเงะอีกสี่คนถูกขังอยู่เช่นกัน
“ข้าคือไรคาเงะรุ่นที่สี่ เอ ตอนนี้ถูกองค์กรแสงอุษาคุมขังอยู่ พวกมันต้องการค่าไถ่ห้าร้อยล้านถึงจะปล่อยข้ากลับไป พวกเจ้าจงรีบรวบรวมเงิน แล้วส่งมายังหมู่บ้านอาเมะ”
เสียงพู่กันขีดเขียนดังขึ้นทันที
คาคุซุรีบเขียนสิ่งที่เอพูดลงบนกระดาษ
“ข้า เอ ถูกขัง ต้องการห้าร้อยล้าน รีบส่งเงิน หมู่บ้านอาเมะ”
เมื่อเขียนเสร็จ คาคุซุก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ไม่เลว ส่งไปถึงมือผู้บริหารของหมู่บ้านคุโมะ ให้พวกเขาเอาเงินมาไถ่ตัวเจ้า”
เขาถือกระดาษแล้วหันหลังเดินออกไป
แต่ตอนที่เกือบจะออกจากห้องขัง เขาราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน
เดิมทีเอเห็นคาคุซุกำลังจะจากไป ก็แอบถอนหายใจโล่งอกอยู่ในใจ
ผลคือคาคุซุกลับหยุดเดินกะทันหัน ทำเอาเขาสะดุ้งเฮือก
เจ้าหมอนี่คงไม่ได้แทงเขาจนติดใจ ก่อนออกไปยังคิดจะแถมให้อีกแผลหรอกนะ?!
ขณะที่เอกำลังคิดฟุ้งซ่าน คาคุซุก็เดินกลับมาตรงหน้าเขา
“ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ถ้าคนของหมู่บ้านคุโมะคิดว่าคำให้การของเจ้าเป็นของปลอมจะทำอย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำพูดของคาคุซุ เอก็ชะงักไป
ใช่แล้ว
ถ้าพวกคนในหมู่บ้านไม่เชื่อ เขาไม่จบเห่หรอกหรือ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของเอก็สับสนวุ่นวายอย่างมาก เขาคิดหาทางรับมือไม่หยุด
เขามองเห็นห่วงเหล็กสีเหลืองที่สวมอยู่บนมือของตนเอง แล้วจู่ ๆ ก็นึกวิธีแก้ปัญหาออก
ห่วงเหล็กนี้เป็นของประจำตัวของเขา ขอเพียงนำสิ่งนี้กลับไป พวกนั้นต้องจำได้แน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เอจึงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“มือ มือของข้า!”
เมื่อคาคุซุได้ยินคำพูดของเอ ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เป็นวิธีที่ไม่เลวจริง ๆ เพียงแต่เปลืองมือไปหน่อย คิดวิธีแบบนี้ออกมาได้ ก็ลำบากเจ้าแล้ว”
ระหว่างพูด คาคุซุก็หยิบมีดพร้าเล่มหนึ่งขึ้นมาจากชั้นวางเครื่องมือทรมาน
เอ “???”
คำพูดนี้หมายความว่าอะไรกันแน่?
ทำไมเขาถึงฟังไม่เข้าใจเลย?
ก็แค่ให้ถอดห่วงเหล็กของเขาออกไปเท่านั้น ทำไมต้องไปหยิบมีดด้วย?
เอเต็มไปด้วยความสงสัย สมองหมุนอย่างรวดเร็ว พยายามทำความเข้าใจการกระทำของคาคุซุ
แต่ในตอนที่เอกำลังนิ่งงันอยู่นั้น คาคุซุก็ยกมีดขึ้นแล้ว
คมมีดสะท้อนแสงเย็นยะเยือกในสภาพแวดล้อมสลัว ๆ ก่อนเล็งตรงไปที่แขนของเอ
ถัดมา แสงขาววาบผ่าน
มือขวาของเอถูกตัดขาดในทันที
ความเจ็บปวดที่มาอย่างกะทันหัน ทำให้เขาได้สติกลับมาจากอาการมึนงงในชั่วพริบตา
เมื่อสายตาของเอตกลงไปบนท่อนแขนที่ถูกตัดอยู่บนพื้น เขาก็นิ่งค้างไปอย่างสมบูรณ์
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!
อยู่ดี ๆ ทำไมต้องตัดแขนข้าด้วย?
สมองของเขาสับสนวุ่นวาย ไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เลย
คาคุซุก้มลงเก็บท่อนแขนบนพื้นขึ้นมา แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เชื่อว่าถ้ามีแขนของเจ้าอยู่ ผู้บริหารหมู่บ้านคุโมะจะต้องเชื่อแน่นอน”
เอ “???”
หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและความไม่เข้าใจ
บ้าเอ๊ย ไอ้สารเลว!
เขาแค่อยากให้คาคุซุเอาห่วงเหล็กกลับไป ไม่ใช่ให้เอาแขนของเขากลับไปด้วยสักหน่อย!
เอรู้สึกเหมือนในใจมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นตัววิ่งทะยานผ่าน ความโกรธกับความจนใจปะปนกันจนแทบทำให้เขาคลั่ง
หากตอนนี้เขาไม่ได้ถูกโซ่เหล็กมัดไว้แน่น เขาคงพุ่งเข้าไปสู้ตายกับคาคุซุแล้ว
“ข้าไปก่อน อีกเดี๋ยวจะมีนินจาแพทย์มารักษาเจ้า”
คาคุซุกล่าวอย่างอารมณ์ดี
จากนั้นเขาก็ถือท่อนแขนของเอออกจากห้องขังไป
หลังออกจากห้องขัง คาคุซุไม่ได้รีบร้อนจากไป แต่เดินตรงไปยังห้องขังข้าง ๆ
ภายในห้องขัง อุจิวะ ฟุงาคุถูกโซ่เหล็กมัดแขนขาทั้งสี่เอาไว้ กำลังหมดสติอยู่
“จิ๊ ทำไมยังไม่ฟื้นอีก?”
คาคุซุพึมพำ
เขาหยิบมีดสั้นบนโต๊ะขึ้นมา แล้วแทงเข้าไปในท้องของอุจิวะ ฟุงาคุอย่างไม่ลังเล
ฟุงาคุที่กำลังหมดสติอยู่เบิกตาขึ้นทันที
“หึ ๆ ตื่นแล้วสินะ”
คาคุซุกล่าวยิ้ม ๆ
อุจิวะ ฟุงาคุ “...”
บ้าเอ๊ย ถ้าเจ้าถูกแทงสักแผลแล้วยังหลับต่อได้หรือไง?
“เจ้า... ต้องการอะไร?”
อุจิวะ ฟุงาคุกล่าวเสียงแหบพร่า
“เขียนจดหมายไปให้หมู่บ้านโคโนฮะ ให้พวกเขาจ่ายห้าร้อยล้านมาไถ่ตัวเจ้ากลับไป”
คาคุซุกล่าวอย่างไร้สีหน้า น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังพูดเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ
“ได้ ไม่มีปัญหา”
อุจิวะ ฟุงาคุไม่ลังเลเลย
คาคุซุรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าอุจิวะ ฟุงาคุจะตอบตกลงได้รวดเร็วขนาดนี้
เดิมทีเขายังคิดอยู่ในใจว่า บางทีอาจต้องแทงอุจิวะ ฟุงาคุสักหลายสิบแผล อีกฝ่ายถึงจะยอมตอบรับคำขอของเขา
คิดไม่ถึงว่าแทงไปแค่แผลเดียว อีกฝ่ายก็ยอมตกลงอย่างไม่ลังเลแล้ว
“เจ้าไม่เลว รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์จึงเป็นยอดคน!”
คาคุซุตบไหล่อุจิวะ ฟุงาคุอย่างพึงพอใจ
ดูท่า อุจิวะ ฟุงาคุฉลาดกว่าเจ้าลูกท่านหลานเธอคนนั้นมากทีเดียว
จากนั้นเขาก็ปลดโซ่เหล็กที่มัดมือขวาของอุจิวะ ฟุงาคุออก แล้วหยิบกระดาษกับพู่กันยื่นให้อีกฝ่าย
อุจิวะ ฟุงาคุรับกระดาษและพู่กันมา แล้วเริ่มเขียนทันทีโดยไม่ลังเล
ไม่นาน เขาก็เขียนเสร็จ ก่อนยื่นกลับให้คาคุซุ
“ข้าใส่รหัสลับของตระกูลอุจิวะลงไปในนั้น พวกเขาเห็นแล้วจะรู้ว่าเป็นข้าเขียนเอง”
อุจิวะ ฟุงาคุกล่าว
เมื่อได้ยินคำพูดของอุจิวะ ฟุงาคุ คาคุซุก็พยักหน้าเล็กน้อย แววตามีความชื่นชมวาบผ่าน
จากนั้นเขาก็ถือกระดาษและพู่กัน หันหลังเดินออกจากห้องขัง
“เฮ้อ รอดไปที”
อุจิวะ ฟุงาคุถอนหายใจยาว เส้นประสาทที่ตึงเครียดในที่สุดก็ผ่อนคลายลง
เมื่อครู่แม้เขาจะอยู่ในสภาพหมดสติ แต่ก็ยังได้ยินบทสนทนาระหว่างคาคุซุกับเอจากห้องขังข้าง ๆ อย่างเลือนราง
เขาแอบรู้สึกโชคดีอยู่ในใจ
ดีที่ตนเองได้ยินบทสนทนาเหล่านั้น
ไม่อย่างนั้นยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะเสียชิ้นส่วนไหนของร่างกายไปบ้าง