- หน้าแรก
- ผมก็แค่เซียนกระบี่สุดแกร่ง ที่รับจ้างทำงานจิปาถะไปวันๆ
- บทที่ 90 - ไอ้คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเอ๊ย!
บทที่ 90 - ไอ้คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเอ๊ย!
บทที่ 90 - ไอ้คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเอ๊ย!
บทที่ 90 - ไอ้คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเอ๊ย!
ภายในห้องควบคุมปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด
เสียงเตือนภัยที่ดุดันและก้องกังวานทิ่มแทงทะลุวิญญาณ!
หลังจากที่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ทุกคนที่อยู่หน้าแผงควบคุมก็ตั้งสติได้
“วิญญาณกลืนดารา!”
“มันคือวิญญาณกลืนดารา!”
“แถมยังเป็นวิญญาณกลืนดาราตัวใหญ่อีกด้วย!”
“นี่มันคือผู้บดขยี้ดวงดาว——รีบเตรียมเครื่องยนต์วาร์ปเร็วเข้า!”
ผู้ควบคุมแมลงรีบเปิดใช้งานค่ายกลวิญญาณทันที เพื่อเตรียมอัญเชิญกระเบนยักษ์แห่งหมู่ดาว!
เมื่อเห็นว่าหลี่เหยายังคงนิ่งเฉย จวี๋เฟิงก็คิดว่าตัวเองจะตื่นตระหนกไม่ได้เหมือนกัน
เธอยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากอดอก เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ แสร้งทำเป็นคาบกล้องยาสูบสั้นต่อหน้าหลี่เหยา
ควันสีฟ้าลอยคละคลุ้งบดบังนัยน์ตาจิ้งจอกอันงดงาม ทำให้เธอดูเหมือนยอดฝีมือผู้ปลีกวิเวกและไม่แยแสต่อสิ่งใด
“ที่นี่เพิ่งจะถึงแค่ช่วงกลางของเส้นทางเดินเรือไป๋เยี่ยเองนะ ทำไมถึงมีวิญญาณกลืนดาราปรากฏตัวขึ้นได้ล่ะ?”
“วิญญาณกลืนดารา... มันเก่งมากเลยหรือ?”
หลี่เหยาเอียงคอถาม
นี่เป็นคำถามที่เขาสงสัยมาตลอด
ตามเกร็ดความรู้ทั่วไป
วิญญาณกลืนดารา คือสัตว์ประหลาดที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในเนบิวลาผานกู่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน หลังจากนั้นก็แพร่กระจายไปทั่ว จนแทบจะปรากฏตัวในทุกๆ น่านดาวของกาแล็กซี
ตามทฤษฎีแล้ว วิญญาณกลืนดาราอายุน้อยกว่าหลี่เหยาเสียอีก
วิญญาณกลืนดารามีรูปร่างที่ยากจะคาดเดา มีรูปร่างแปลกประหลาดสารพัดรูปแบบ มักจะมีหนวดสีดำไหม้เกรียม ดวงตาสีขาวที่เบิกกว้าง และมีเลือดสดๆ ไหลเยิ้มออกมาจากดวงตา
พวกมันมักจะปรากฏตัวขึ้นจากการฉีกมิติสุญญากาศในบริเวณที่มีปราณวิญญาณหนาแน่น
เมื่อปรากฏตัวขึ้น มักจะมาพร้อมกับปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่แปลกประหลาด เสียงกระซิบและเสียงร้องอันโศกเศร้า อาณาเขตวิญญาณอันมืดมิด และอาจถึงขั้นทำให้เกิดภัยพิบัติเป็นวงกว้าง
สำหรับมนุษย์แล้ว สิ่งที่ทำให้วิญญาณกลืนดารารับมือยากกว่าสัตว์ประหลาดทั่วไปมีอยู่สามประการ——
ประการแรก การโจมตีทางจิตใจ
เมื่อเผชิญหน้ากับวิญญาณกลืนดารา คุณห้ามมอง ห้ามฟัง หากเผลอมองหรือฟังเข้าไป คนธรรมดามักจะสลบไสลหรือเสียสติไปเลย แม้แต่ยอดฝีมือที่มีจิตใจเข้มแข็ง ก็ยังถูกรบกวนจิตใจจนพลังต่อสู้ลดลงไปครึ่งหนึ่ง
ประการที่สอง การกลืนกินพลังวิญญาณ
วิญญาณกลืนดาราสามารถดูดกลืนพลังวิญญาณในบริเวณใกล้เคียงได้จากระยะไกล
คนเป็น พืช สัตว์ ล้วนถูกมันดูดจนกลายเป็นศพแห้งได้ แม้แต่วิชาของนักรบวิญญาณกระบี่ ก็ยังถูกมันดูดกลืนพลังวิญญาณไปได้เช่นกัน
นอกจากนี้ วิญญาณกลืนดาราตัวเล็กๆ ยังใช้หนวดแทงเข้าไปในร่างของวิญญาณเพื่อดูดพลังวิญญาณได้อีกด้วย
ส่วนวิญญาณกลืนดาราตัวใหญ่ๆ บางตัว ก็จะอ้าปากเขมือบสิ่งมีชีวิตเข้าไปเลย
ยังมีตัวที่ใหญ่กว่านั้นอีก ที่กินได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ดวงดาว มันจะเก็บวิญญาณไว้ย่อยสลาย ส่วนสารอนินทรีย์ก็จะถูกขับถ่ายลงสู่ห้วงลึก
ประการที่สาม ไม่สามารถสัมผัสได้
ร่างกายของวิญญาณกลืนดาราเป็นแผ่นฟิล์มมิติบางอย่างที่ตัดขาดจากโลกภายนอก หากสัมผัสโดนก็จะถูกดูดกลืนเข้าไปในห้วงลึกทันที
แม้แต่พลังงานก็สามารถส่งผ่านไปได้ ทำให้มันมีภูมิคุ้มกันต่ออาวุธเทคโนโลยีส่วนใหญ่
สรุปสั้นๆ ก็คือ——
พอเจอกันปุ๊บก็ทำเอาตกใจจนแทบช็อกตาย จากนั้นก็โดนดูดพลังวิญญาณจากระยะไกล ไม่ก็ถูกดูดกลืนหรือเขมือบเข้าไป
ถ้าคุณกล้าขัดขืน วิชาที่ร่ายจากระยะไกลก็จะถูกดูดพลังวิญญาณไปหมด กระสุนปืนใหญ่ที่ยิงไปจากระยะไกลก็จะถูกส่งผ่านพลังงานและตัวกระสุนไปที่อื่น ส่วนการต่อสู้ระยะประชิด ยิ่งแล้วใหญ่ มันลากคุณลงไปในห้วงลึกเลย
ไร้เทียมทานสุดๆ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจักรวรรดิถึงระมัดระวังวิญญาณกลืนดารานัก ยอมใช้ไม้อ่อนกับพวกโจรสลัดอวกาศและกลุ่มกบฏ เพื่อทุ่มเทความสนใจไปที่การจัดการกับวิญญาณกลืนดาราแต่เพียงอย่างเดียว
ส่วนคนธรรมดาเมื่อเจอวิญญาณกลืนดารา ก็แค่ทำตามกฎสูงสุดในการรับมือกับวิญญาณกลืนดารา——
ห้ามมอง ห้ามฟัง ห้ามคิด ห้ามลังเล ก้มหน้าก้มตาวิ่งหนี...
แล้วก็มองดูท้องฟ้า
แต่ทว่า
วิญญาณกลืนดาราก็ใช่ว่าจะไร้เทียมทานเสียทีเดียว
วิธีการรับมือในปัจจุบันคือ: ใช้ค่ายกลพลังงานสูงระดับดาวเคราะห์ในการกดทับ หรือใช้วิชากระบี่ วิชากายาขั้นสูงสุดเข้าสู้
ตัวอย่างเช่น ในเกณฑ์การประเมินพลตรีของจักรวรรดิ มีข้อหนึ่งระบุไว้ว่า: ต้องสามารถต่อกรกับวิญญาณกลืนดาราระดับต่ำสุดได้ด้วยตัวคนเดียว
ตราบใดที่คุณสามารถจัดการกับวิญญาณกลืนดาราได้ คุณก็ไปเป็นนายพลในจักรวรรดิได้สบายๆ
วิญญาณกลืนดาราถูกแบ่งตามขนาดและความสามารถออกเป็นสามประเภทหลักๆ ได้แก่——
วิญญาณกลืนดาราระดับต่ำ เรียกว่า เสี่ยวหมิง (วิญญาณระดับล่าง)
วิญญาณกลืนดาราระดับกลาง เรียกว่า จงหมิง (วิญญาณระดับกลาง)
วิญญาณกลืนดาราระดับสูง เรียกว่า ต้าหมิง (วิญญาณระดับสูง)
แน่นอนว่า ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีการค้นพบวิญญาณกลืนดารารูปร่างมนุษย์ที่ระดับสูงกว่านั้นอีก!
ในปัจจุบัน พลตรี พลโท และพลเอกของจักรวรรดิ ส่วนใหญ่คัดเลือกจากระดับความสามารถในการต่อสู้กับวิญญาณกลืนดาราทั้งสิ้น
และเงาดำที่กำลังแหวกว่ายอยู่เหนือแผ่นฟิล์มมิติเหนือยานกุหลาบดำ...
มีขนาดใหญ่กว่าดาวหย่งต้งเสียอีก!
มันคือวิญญาณระดับสูง!
ผู้บดขยี้ดวงดาว!
คนที่สามารถจัดการกับผู้บดขยี้ดวงดาวได้ โดยพื้นฐานแล้วก็มีแค่ระดับพลเอกของจักรวรรดิเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น เจ็ดนักล่าคลั่ง ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการสังหารวิญญาณระดับสูง
ตัวอย่างเช่น กัปตันระดับท็อปเท็นของราชันโจรสลัดอวกาศ
ตัวอย่างเช่น ไพ่สังหารระดับ K ขึ้นไป...
และสิบสองนักษัตรแห่งกองทัพพันธมิตรในช่วงจุดสูงสุด!
พวกนี้ ล้วนเป็นขุมพลังระดับท็อปของจักรวาลทั้งสิ้น
ยานกุหลาบดำถือว่ามีระดับไม่ต่ำ บนยานมีค่ายกลพลังงานสูงสำหรับรับมือกับวิญญาณระดับล่างติดตั้งอยู่
แต่กับวิญญาณระดับกลางก็แทบจะไม่ได้ผลแล้ว ไม่ต้องพูดถึงวิญญาณระดับสูงเลย!
เมื่อเห็นว่าแผงควบคุมกำลังเตรียมเปิดใช้งานเครื่องยนต์วาร์ป หลี่เหยาก็กลัวว่ายานจะพัง จึงรีบตะโกนสั่ง——
“ทุกคนอย่าเพิ่งแตกตื่น! ถ้าเปิดเครื่องยนต์วาร์ปในตำแหน่งนี้ ยานจะพังและพวกเราตายกันหมดแน่ๆ”
จวี๋เฟิงหันขวับมามองหลี่เหยาด้วยความประหลาดใจ
“นี่เจ้ายังคิดจะสู้กับวิญญาณระดับสูงอีกหรือ?”
หลี่เหยาแบมือสองข้างออก
“ข้าก็แค่เซียนกระบี่ตัวเล็กๆ เอง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสู้กับวิญญาณระดับสูงได้หรือเปล่า ลองดูสักตั้งก็แล้วกัน”
หางตาของจวี๋เฟิงกระตุกเล็กน้อย รู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีขี้โม้โอ้อวดของหลี่เหยาเหลือเกิน
หงุดหงิดจนเผลอเตะเข้าที่ก้นของหลี่เหยาไปหนึ่งที
ผลปรากฏว่าก้นของหลี่เหยาลื่นปรื๊ด ทำเอาเธอเสียหลักเซถลาจนเกือบหน้าคะมำ!
หลี่เหยาหันกลับมายิ้มให้
“ข้าขอออกไปทักทายวิญญาณระดับสูงสักหน่อยนะ”
“ถ้าข้าตายไป ฝากเอายานลำนี้ไปที่ดาวริมทะเลสาบเอล แล้วส่งต่อให้ศาสตราจารย์หยินเยว่ภรรยาของข้าด้วยนะ ส่วนคำสั่งเสียก็คือ...”
“ช่างเถอะ เดี๋ยวข้ากลับมาคิดคำสั่งเสียใหม่ดีกว่า”
พูดจบ ร่างของหลี่เหยาก็หายวับไปในพริบตา
ภายในห้องควบคุมเงียบกริบไร้เสียงใดๆ!
กัปตันคนใหม่คนนี้ หรือว่าเขาจะเป็นเซียนกระบี่จริงๆ งั้นหรือ?
...
หลี่เหยาก้าวเท้าลงบนผืนดินที่ไหม้เกรียม ยืนหยัดอยู่บนกองซากศพมนุษย์ที่กองสูงเป็นภูเขา
เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป
ยานครึ่งเดือนพเนจรก็ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตกของท้องฟ้าแล้ว
ดูเหมือนพระจันทร์สีดำดวงมหึมา
และเหนือศีรษะของหลี่เหยา ตรงกลางน่านฟ้าของดาวหย่งต้ง
มีเงาดำทะมึนขนาดมหึมา กำลังแหวกว่ายอย่างเชื่องช้าผ่านแผ่นฟิล์มมิติบางๆ...
ชั่วพริบตาเดียว เมฆดำก็ม้วนตัวปกคลุมเหนือศีรษะ พายุหมุนหอบเอาเมฆหมอกและฝุ่นควันปลิวว่อน
ความกดอากาศบนพื้นดินลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบ ทำเอาขนลุกซู่ กระดูกลั่นเกรียวกราว
หลี่เหยาสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านไปถึงกระดูกสันหลัง
มีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะมา...
ทันใดนั้นเอง!
ท้องฟ้าก็ปริแตกออกเป็นรอยแยกสีเลือด ราวกับริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดขนาดใหญ่
เลือดสดสีแดงฉานหยดลงมาราวกับลาวา ย้อมท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆดำจนกลายเป็นสีแดงเถือก
สัมผัสวิญญาณของเขาเกิดอาการวิงเวียนอย่างรุนแรง!
เมื่อเพ่งมองดูดีๆ ก็พบกับดวงตายักษ์สีขาวซีดที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย กำลังดิ้นกระดุบกระดิบโผล่ออกมาจากรอยแยก
ดวงตาสีขาวดวงนั้นเบิกกว้างไร้แววตา มีเพียงเลือดสีสดเท่านั้น
เพียงแค่ดวงตาข้างเดียว ก็มีขนาดใหญ่กว่าตัวยานกุหลาบดำเสียอีก!
หลังจากดวงตายักษ์โผล่ออกมา ก็ตามมาด้วยส่วนหัวขนาดใหญ่
หัวสีดำทะมึนดันรอยแยกให้กว้างขึ้น แล้วมุดตัวแทรกผ่านท้องฟ้าเข้ามาอย่างแรง
ส่วนลำตัวที่ลื่นไหลนั้นกลับมีขนาดเล็กกว่า พรวดเดียวก็เข้ามาได้ทั้งตัวเลย
เมื่อเข้ามาได้ทั้งตัว รอยแยกก็ปิดสนิทลงโดยอัตโนมัติ
มันปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามราวกับมาจากยุคดึกดำบรรพ์ พกพาแรงกดดันที่เงียบสงัดและทรงพลังมาด้วย ราวกับว่ามันดำรงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ยุคโบราณกาลแล้ว
หลี่เหยาฝืนทนต่อแรงกดดัน แล้วเพ่งสายตามองอย่างละเอียด
นี่มันวิญญาณกลืนดาราที่มีรูปร่างเหมือนปลาคุนนี่นา!
เริ่มเกมด้วยปลาคุน วิวัฒนาการได้ด้วยการกลืนกินงั้นหรือ?
หลี่เหยาคุ้นๆ ว่าเคยเห็นภาพสเกตช์คล้ายๆ แบบนี้ในห้องทดลองของมาดามฮาจิชาคุบนดาวดรากอน
แต่พอมาเห็นใกล้ๆ แบบนี้ มันช่างอลังการงานสร้างจริงๆ!
ผิวหนังสีดำทมิฬของวิญญาณรูปปลาคุน ราวกับความมืดมิดที่แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณ ก่อกวนให้ปั่นป่วน
ทั้งตาสีขาวและผิวสีดำ ล้วนลื่นไหลเป็นมันเงา
ความต่างชั้นระหว่างสีดำและสีขาว ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนงุนงงราวกับตาสีขาวคือสีดำ และผิวสีดำคือสีขาว
ต้องอาศัยเส้นเลือดฝอยที่สานกันยุ่งเหยิงในตาสีขาว เพื่อดึงสติกลับมา!
ถึงได้พบว่า เส้นเลือดฝอยเหล่านั้นก่อตัวเป็นลวดลายอักขระวิญญาณอันแปลกประหลาด หากจ้องมองนานๆ จะทำให้เหม่อลอยและถูกดึงดูดลงสู่ห้วงลึกอันไร้ที่สิ้นสุดได้ง่ายๆ
ดวงตาของหลี่เหยาชะงักงัน ลมหายใจสะดุด ราวกับมีมือยักษ์ที่มองไม่เห็นซึ่งสามารถฉีกทึ้งจักรวาลได้ กำลังฉีกทึ้งรากวิญญาณของเขาจากระยะไกล
และราวกับมีตัวอักษรแปลกประหลาดเหนียวหนืดและคลุมเครือมากมาย กำลังทุบตีวิญญาณของเขาดั่งทวยเทพและปีศาจร้ายกำลังลั่นระฆัง
หลี่เหยาคิดในใจว่า วิญญาณตัวนี้มันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน...
กว่าจะฟันมันขาดได้ ต้องสิ้นเปลืองปราณกระบี่ไปตั้งเท่าไหร่เนี่ย!
หลี่เหยารู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ
ส่วนเรื่องการโจมตีทางจิตใจนั้น พูดตามตรง ยังสู้ค่ายกลวิญญาณในตัวของภรรยาอย่างหยินเยว่ไม่ได้เลย
เจ้านั่นทำเอาหลี่เหยาเลือดกำเดาไหลได้เลยนะ
เสียงอันกังวานและยิ่งใหญ่ของอิสตรีผู้หนึ่ง ดังก้องลงมาจากฟากฟ้าทางทิศตะวันตก ราวกับโองการสวรรค์——
“ไอจิล จงกลืนกินดาวเคราะห์ดวงนี้ซะ!”
ไอจิล?
หลี่เหยาชะงักไป
ไอ้ผีห่าซาตานนี่ชื่อไอจิลงั้นหรือ?
ไอจิลไม่ใช่ตัวละครเสมือนจริงในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ชีวภาพหรอกหรือ?
มาดามฮาจิชาคุสร้างมันขึ้นมาได้จริงๆ หรือเนี่ย?
นี่ใช่ฝีมือมนุษย์จริงๆ หรือ?
แม้ว่าวิญญาณจะน่าสะพรึงกลัว แต่มักถูกมองว่าไม่มีสติปัญญาระดับสูง
หรือว่ามาดามฮาจิชาคุใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อ 【ไอจิล】 เพื่อควบคุมวิญญาณงั้นหรือ?
บางที คำถามนี้คงต้องไปถามมาดามฮาจิชาคุเอาเอง
คิดได้ดังนั้น หลี่เหยาจึงหันไปมองยานครึ่งเดือนพเนจรทางทิศตะวันตก แล้วยกมือขึ้นกวักเรียก
“มนุษย์หน้าไหนแน่จริงก็เข้ามา——”
...
ในเวลาเดียวกัน บนยานครึ่งเดือนพเนจร
ในหอควบคุมยาน ที่ด้านหลังผนังที่เต็มไปด้วยแสงและเงาตัดสลับ เบื้องหน้าเก้าอี้ไม้สูงสองเมตร หญิงสาวร่างสูงใหญ่และอวบอิ่มในชุดกระโปรงฟูฟ่องสไตล์ราชสำนักอันหรูหราประณีต
มาดามฮาจิชาคุยืนขึ้น มีดผ่าตัดทั้งห้าเล่มในมือของเธอหั่นเก้าอี้ไม้จนแหลกละเอียด ภายใต้ปีกหมวกใบใหญ่ที่สวมเฉียงๆ เผยให้เห็นดวงตาอันงดงามที่เปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตสีเลือด
การตายอย่างกะทันหันของอิลฟาน ทำให้เธอตกใจและโศกเศร้าอย่างหนัก แต่ในเมื่อไอจิลปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป...
แม้ว่าในการแข่งขันสร้างไวรัสโรคระบาด เธอจะพ่ายแพ้ให้กับศาสตราจารย์หยินเยว่ผู้เป็นอาจารย์ของเธออีกครั้ง
แต่เธอคือมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถควบคุมวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
แม้ว่าเธอจะทุ่มเทความรู้สึกให้กับอิลฟานมากกว่า แต่สุดท้ายเขาก็เป็นแค่ผลงานครึ่งๆ กลางๆ
ส่วนไอจิลนั้นคือผลงานศิลปะอันสมบูรณ์แบบ คือมงกุฎแห่งวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต!
ในแง่หนึ่ง ไอจิลก็คือความเป็นไปได้อย่างหนึ่งของมนุษยชาติในอนาคต
ด้วยผลงานชิ้นโบแดงเพียงชิ้นเดียวนี้ เธอสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของนักชีววิทยาทุกคน รวมถึงศาสตราจารย์หยินเยว่ได้สบายๆ
“สายลับของกลุ่มกบฏที่จับได้เมื่อครู่นี้ไปไหนแล้ว?”
เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ที่หน้าแผงควบคุมรูปครึ่งวงกลมคล้ายอัฒจันทร์สนามกีฬา มีลูกเรือคนหนึ่งตะโกนตอบว่า
“เรียนมาดาม ยืนยันแล้วว่าเป็นทหารลาดตระเวนของหน่วยจิ้งจอกเพลิง นามว่า เยี่ยอู่ ตอนนี้ถูกโยนเข้าไปในท้องของไอจิลเรียบร้อยแล้วครับ”
“ดีมาก”
มือขวาที่กำมีดผ่าตัดทั้งห้าเล่ม ลูบไล้แหวนสีดำที่สวมอยู่ที่นิ้วกลางข้างซ้าย
“จงกลืนกินทุกสรรพสิ่งซะ ไอจิล!”
ในพริบตานั้นเอง!
วิญญาณระดับสูงรูปปลาคุนที่ลอยอยู่เหนือดาวหย่งต้ง ค่อยๆ อ้าปากที่ใหญ่โตราวกับอ่างเลือด
ของเหลววิญญาณที่สามารถกัดกร่อนแผ่นฟิล์มมิติได้ ร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝน กรีดรอยแยกกลางอากาศเป็นเส้นๆ
มาดามฮาจิชาคุจับปีกหมวกกลมๆ ของเธออย่างพึงพอใจ
ทันใดนั้นเอง!
แรงกดดันกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวก็ปกคลุมทั่วทั้งหอควบคุมยาน
ทว่าเรดาร์จับแรงกดดันวิญญาณกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย...
“หืม?”
มาดามฮาจิชาคุพลันตื่นตัวขึ้นมาทันที
ไม่นาน ปราณกระบี่ก็แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย ขนลุกซู่ไปทั้งตัวตามสัญชาตญาณ
ราวกับถูกมือยักษ์ในความว่างเปล่าคว้าเอาไว้ พริบตาเดียวเท้าทั้งสองข้างก็ลอยเหนือพื้น ร่างกายถูกแขวนลอยอยู่กลางอากาศ และพุ่งทะยานตรงไปยังหน้าต่างยาน
“นั่นใครน่ะ!”
เธอตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัว
เมื่อลูกเรือหน้าแผงควบคุมหันกลับมามอง มาดามก็พุ่งเข้าใส่สายฟ้าฟาดไปเสียแล้ว
“มาดาม เกิดอะไรขึ้นครับ?”
มาดามฮาจิชาคุพยายามเกร็งกำลังสุดฤทธิ์ แต่ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดจากปราณกระบี่ที่รัดตรึงร่างเธอไว้ได้เลย
ทำได้เพียงตะโกนสั่งแหวนสีดำวงนั้นว่า
“ไอจิล รีบฆ่าทุกคนซะ!”
ฟุ่บ——
สิ้นเสียงคำสั่ง ร่างของเธอก็พุ่งทะลุหน้าต่างออกไป ร่างกายอันสูงใหญ่และอวบอิ่มลอยละลิ่วถอยหลังไปในอากาศ
ความเร็วของเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายถูกลมพัดจนบิดเบี้ยวผิดรูป ก่อให้เกิดคลื่นลมแรงราวกำแพงน้ำ
พริบตาเดียวก็ปรากฏตัวขึ้นบนพื้นผิวของดาวหย่งต้ง!
——ถูกผู้ชายคนหนึ่งจับตัวไว้ในกำมือ
หลี่เหยาจับตัวมาดามฮาจิชาคุในตำนานไว้ด้วยมือเดียว ท่าทางคล้ายกับจอร์แดนจับลูกบาสมือเดียวไม่มีผิด
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ผู้หญิงชั่วร้ายคนนี้จะตัวใหญ่ขนาดนี้ เกือบจะจับด้วยมือเดียวไม่อยู่แล้วเชียว
แถมตำแหน่งที่จับก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยไม่จำเป็นได้
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผู้หญิงคนนี้ก็ยังพยายามจับกระโปรงและกดหมวกไว้ เพื่อรักษาความสง่างามของตัวเองเอาไว้ให้ได้
ความรู้สึกนี้ ช่างคล้ายคลึงกับหยินเยว่เหลือเกิน
เมื่อมองดูดีๆ ภายใต้ปีกหมวกนั้น ใบหน้าของหญิงสาวคนนี้กลับดูไร้เดียงสา เป็นสาวงามแบบตะวันออกขนานแท้ หางตามีคราบน้ำตาติดอยู่ ส่วนในดวงตานั้นเต็มไปด้วยเพลิงโทสะอันร้อนระอุ
“เจ้าเป็นใคร!”
มาดามฮาจิชาคุคำรามลั่น
หลี่เหยาเบือนหน้าหนีเพื่อหลบเสียงคำรามของเธอ เพราะกลัวว่าในน้ำลายของเธอจะมีไวรัสแปลกประหลาดปะปนอยู่
“หลี่เหยาแห่งสำนักงานสารพัดรับจ้างแห่งดวงดาว สามีของอาจารย์เจ้าไง เจ้าจะเรียกข้าว่าท่านอาจารย์ปู่ก็ได้นะ”
จู่ๆ มาดามฮาจิชาคุก็กระจ่างแจ้ง
ที่แท้ผู้ชายคนนี้ก็ใช้พลังอันน่าสะพรึงกลัวเพื่อกดข่มศาสตราจารย์หยินเยว่เอาไว้นี่เอง!
ขนาดค่ายกลบนตัวศาสตราจารย์หยินเยว่ยังถูกกดข่มเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย เธอจึงไม่คิดแม้แต่จะต่อสู้ขัดขืน
“เจ้าเก่งมาก แต่เจ้าคิดว่าตัวเองไร้เทียมทานงั้นหรือ? เจ้าฆ่าข้าได้ แต่เจ้าช่วยชีวิตใครที่นี่ไม่ได้หรอก——ไอจิล กลืนดาว!”
วิญญาณระดับสูงรูปปลาคุนกรีดร้องเสียงแหลม ก่อนจะเร่งความเร็วอย่างฉับพลัน พัดพายุเฮอริเคนอันบ้าคลั่ง อ้าปากเขมือบลงมาในรวดเดียว
พุ่งชนดาวหย่งต้งราวกับหลุมดำ!
หลี่เหยาเห็นแล้วถึงกับขนลุกซู่ ตัดสินใจจับบั้นท้ายอันกว้างใหญ่ของมาดามฮาจิชาคุ แล้วโยนเธอเข้าไปในปากของวิญญาณตัวนั้นเสียเลย
“ไอ้คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเอ๊ย!”
[จบแล้ว]