เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 - ภรรยาอินเยว่ยอดเยี่ยมที่สุด!

บทที่ 80 - ภรรยาอินเยว่ยอดเยี่ยมที่สุด!

บทที่ 80 - ภรรยาอินเยว่ยอดเยี่ยมที่สุด!


บทที่ 80 - ภรรยาอินเยว่ยอดเยี่ยมที่สุด!

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก สาดแสงสีแดงระเรื่อไปทั่วท้องฟ้า

พอฟ้าสาง อินเยว่ที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน ก็กระโดดขึ้นจากสระน้ำพุร้อนด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ คว้าน้ำไขสันหลังร้อยกว่าชั่งจากยานของหลี่เหยา แล้ววิ่งกลับไปหลอมยาที่ห้องใต้ดินทันที

ส่วนหลี่เหยากลับรู้สึกเหมือนโดนสูบวิญญาณ เขาแช่น้ำอยู่ริมสระจนถึงเที่ยง ถึงได้ตื่นขึ้นมาเพราะความหิว

เขาหนังตาตก เอามือกุมเอวที่ปวดเมื่อย เงยหน้ามองพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน แล้วก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนขึ้นมา

ทั้งๆ ที่หลุดพ้นจากการเป็นหนุ่มจิ้นมาห้าร้อยปีแล้ว ทำไมถึงไม่รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่คิดไว้เลยนะ?

สิ่งที่มีอยู่ กลับเป็นเพียงการทบทวนถึงความหมายของจักรวาลและสรรพสิ่งเท่านั้น

ศาสตราจารย์อินเยว่กำลังหลอมยาอยู่ในห้องทดลองใต้ดิน

ชุนวาชิวฉานกำลังวุ่นวายอยู่กับเมืองเครื่องจักรหลาวโม่

ส่วนมนุษย์หนูบินทั้งสามก็กำลังฝึกกระบี่อยู่ในทุ่งข้าวสาลี

แม้แต่ต้นไผ่แก่ก็ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง...

หลี่เหยาเลยต้องหาของอร่อยๆ กินเอง

ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือก็สั่นเตือนขึ้นมา

เงินหนึ่งร้อยล้านจากไป๋เยี่ย โอนเข้าบัญชีแล้ว!

ตอนนี้หลี่เหยามีเงินสามร้อยล้านในมือ รู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของโลกทั้งใบเลยล่ะ

มีเงินแล้ว ความบริสุทธิ์ก็หายไปแล้ว วันนี้หลี่เหยาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เลยกดสั่งเดลิเวอรี่มาห้าชุดเลย

ส่งข้าวหน้าไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไปให้ศาสตราจารย์อินเยว่หนึ่งชุด

ส่งข้าวไก่ตุ๋นซอสไปให้สามสาวมนุษย์หนูบินคนละชุด

ส่วนตัวเองสั่งบาร์บีคิวชุดใหญ่มา มีทั้งกุยช่ายย่าง ไตแกะย่าง หอยนางรมย่าง...

หลี่เหยาและสามสาวมนุษย์หนูบินนั่งล้อมวงกันบนสนามหญ้าใต้ร่มเงาไม้ริมป่าไผ่ กินบาร์บีคิวและดื่มเบียร์กันอย่างเอร็ดอร่อย

ตอนเป็นดารา พวกเธอได้กินแต่อาหารหรูหรา แต่กลับไม่มีความสุข ตอนนี้เป็นอิสระแล้ว กินอะไรก็อร่อยไปหมด

“ไม่คิดเลยนะว่าข้าวไก่ตุ๋นซอสจะอร่อยขนาดนี้!”

“นี่คือมื้ออาหารฉลองสละโสดของอาจารย์สินะ ในที่สุดอาจารย์ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะคะ!”

“พวกเราเองก็ต้องพยายามเหมือนกัน เมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเราสั่งซื้อหุ่นยนต์เมดมาตัวนึง ต่อไปจะให้หุ่นยนต์เฝ้าร้าน ส่วนพวกเราจะได้ตั้งใจฝึกกระบี่ให้เต็มที่!”

ให้หุ่นยนต์เมดเฝ้าร้านงั้นเหรอ?

หลี่เหยาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“แบบนั้นก็เข้าท่าดีนะ”

สายตาของทั้งสามคนแน่วแน่มาก

“ข่าวเรื่องการทดลองอันชั่วร้ายของมาดามฮาจิชาคุบนดาวดรากอนลงหนังสือพิมพ์แล้ว พวกเราต้องขยันฝึกซ้อมให้เก่งขึ้นไวๆ จะได้ไปช่วยกองทัพปฏิวัติ!”

ตอนแรกหลี่เหยาเลี้ยงข้าวพวกเธอ กะจะให้มาช่วยสร้างบ้านซะหน่อย ดูท่าคงแห้วซะแล้ว

“พยายามเข้าล่ะ พวกเธอขยันฝึกไปนะ ส่วนอาจารย์ก็ต้องขยันสร้างบ้านเหมือนกัน”

ทั้งสามคนชะงักไป จู่ๆ ก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า

“อาจารย์อยากจะสร้างครอบครัวแล้วเหรอคะ?”

หลี่เหยาเก็บอาการดีใจไว้ แล้วพยักหน้าอย่างเนียนๆ

“ใช่แล้วล่ะ”

สามสาวมนุษย์หนูบินจู่ๆ ก็ทำหน้าเศร้าลง

“แล้วบ้านของพวกเราล่ะ อยู่ที่ไหนกันนะ?”

“จริงสิ! พวกเราต้องปกป้องบ้านเกิดของสมาพันธ์เอาไว้ รอให้ปลดแอกกึ่งมนุษย์สัตว์ทั่วทั้งจักรวาลได้สำเร็จ เขตดาวซินเซียนหนวี่ก็จะเป็นบ้านของพวกเรา!”

หลี่เหยาคิดทบทวนดูแล้ว ก็ตัดสินใจไม่บอกความจริงเกี่ยวกับตัวตนของพวกเธอดีกว่า

เพราะยังไงซะ ความมุ่งมั่นของพวกเธอก็หนักแน่นพออยู่แล้ว ขืนเพิ่มความกดดันไปอีก จะทำให้พวกเธอสับสนเปล่าๆ

ช่างเป็นกลุ่มเด็กสาวที่น่าชื่นชมจริงๆ!

หลี่เหยานึกถึงพวกดารานักแสดงในบ้านเกิดของเขา...

เทียบกันไม่ได้เลย!

ช่วงบ่าย สามสาวมนุษย์หนูบินก็ไม่ได้พักผ่อน รีบกลับไปฝึกกระบี่ต่อทันที

หลี่เหยาออกไปสำรวจพื้นที่หลังทุ่งข้าวสาลีคร่าวๆ

หลังทุ่งข้าวสาลี มียานหมายเลขว่านจอดอยู่

ห่างจากยานไปไม่กี่สิบเมตร มีเหมืองแร่ร้างอยู่แห่งหนึ่ง

เหมืองนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก กว้างแค่ร้อยกว่าเมตร

แต่มีความลึกพอสมควร ข้างในเต็มไปด้วยเศษหินและวัชพืช

สามารถนำมาปรับปรุงเป็นทะเลสาบได้

ในทะเลสาบก็เลี้ยงปลาไว้ตกเล่น ฤดูร้อนก็เอาไว้เป็นสระว่ายน้ำได้

รอบๆ ทะเลสาบก็ปลูกไม้ผล ทำแปลงเกษตร เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดสักหน่อย ส่วนแปลงผักในป่าไผ่ก็ย้ายมารวมกันที่นี่ได้เลย

ส่วนคฤหาสน์ก็สร้างบนทุ่งข้าวสาลี ริมทะเลสาบ

ถึงเวลานั้นก็ย้ายห้องนอนและข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดมาที่นี่ ส่วนหน้าร้านก็เอาไว้ทำธุรกิจอย่างเดียว

รอบๆ คฤหาสน์ก็จัดสวนดอกไม้และแปลงผัก

ร้านเหล้า

ป่าไผ่

คฤหาสน์

ทะเลสาบเล็กๆ

ระยะทางจากหน้าสุดถึงหลังสุดไม่ถึงครึ่งลี้ มีพื้นที่ทั้งหมดหลายร้อยหมู่

หลี่เหยาลองคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ

อิงจากราคาบุกเบิกที่ดินบนดาวริมทะเลสาบเอล ค่าปรับหน้าดินก็แค่ไม่กี่แสนเหรียญดาว

น้ำในทะเลสาบหยินซินค่อนข้างขาดแคลน น้ำที่จะเอามาเติมในเหมืองคงต้องขนมาจากดาวเคราะห์น้อยรอบๆ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้น่าจะอยู่ที่หนึ่งถึงสองล้านเหรียญดาว

ส่วนคฤหาสน์ก็สร้างให้ใหญ่หน่อย ออกแบบเอง จ้างช่างก่อสร้างและช่างตกแต่งในพื้นที่ ราคาก็ไม่แพง

ถ้ารู้จักประหยัดหน่อย รวมทั้งหมดสิบล้านเหรียญดาวก็น่าจะเอาอยู่!

เมื่อเทียบกับบ้านจัดสรรในเมืองเอลเกลดที่ราคาเริ่มต้นปาเข้าไปหลายร้อยล้านแล้ว ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ

หลี่เหยาขึ้นไปที่ชั้นสองของร้านเหล้า หยิบกระดาษกับปากกามาวาดแปลนและออกแบบบ้านคร่าวๆ

ไม่นาน เขาก็ถือแบบแปลนฉบับสมบูรณ์ไปปรึกษากับอินเยว่ที่ห้องใต้ดิน

เมื่อเห็นศาสตราจารย์อินเยว่ในชุดกาวน์สีขาวที่สะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาก็นึกถึงพายุฝนฟ้าคะนองเมื่อคืนขึ้นมาทันที และหลุดปากพูดไปตามสัญชาตญาณว่า

“ที่รัก ดูสิ เราสร้างบ้านแบบนี้ดีไหม?”

คำว่า “ที่รัก” ของหลี่เหยา ทำเอาอินเยว่ใจอ่อนระทวยไปหมด แทบจะไม่มีแรงหลอมยาต่อแล้ว

ที่หน้าเตาหลอมยาที่ลุกโชน อินเยว่ใบหน้าแดงระเรื่อ มองดูแบบแปลนของหลี่เหยาอย่างตั้งใจ

เธอรู้สึกว่าแบบของหลี่เหยามันดูตามใจตัวเองไปหน่อย...

“สวยก็สวยอยู่หรอก แต่คุณสร้างบ้านโดยไม่ดูฮวงจุ้ยเลยเหรอ?”

หลี่เหยาหัวเราะ

“ไม่จำเป็นหรอก เดี๋ยวฮวงจุ้ยมันก็ปรับตามฉันเองแหละ”

อินเยว่ชะงักไป ดวงตากลมโตจ้องมองหลี่เหยาเขม็ง พูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่

ผู้ชายคนนี้นี่มันเร้าใจจริงๆ...

“คุณพักผ่อนพอหรือยังคะ?”

เธอถามด้วยความเป็นห่วง

หลี่เหยาหน้าตึง

นี่ยังอยากจะเอาอีกเหรอ?

“อะแฮ่ม พลังงานน่ะฟื้นตัวแล้ว แต่เอวมันก็ยังปวดๆ อยู่นิดหน่อย ตอนเที่ยงมองพระอาทิตย์ก็รู้สึกตาพร่าๆ นิดนึง”

อินเยว่แอบขำหน้าแดง แล้วถามต่อว่า

“โสมแดงหอยสังข์ที่เหลือจากคราวที่แล้วยังอยู่ไหม? เอามาสิ เดี๋ยวฉันจะต้มน้ำซุปให้คุณดื่ม”

หลี่เหยาหน้าซีด เผลอสูดลมหายใจเข้าลึก

นี่หรือคือชีวิตหลังแต่งงานของลูกผู้ชาย...

เขาหยิบโสมแดงส่งให้อินเยว่อย่างว่าง่าย รู้สึกเหมือนกำลังเอาชีวิตตัวเองไปฝากไว้กับภรรยาเลย

“ถ้าคุณไม่มีความเห็นอะไร ฉันก็จะสร้างตามแบบนี้แหละนะ”

อินเยว่วางมือขวาลงบนหลังมือของหลี่เหยาอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วยิ้มตอบว่า

“ขนาดฮวงจุ้ยยังไม่กล้ามีปัญหา แล้วฉันจะไปมีความเห็นอะไรได้ล่ะ... เอาล่ะ ฉันชอบแบบนี้นะ”

หลี่เหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอก กำลังจะเดินจากไป อินเยว่ก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า

“คฤหาสน์หลังนี้มันไม่ใหญ่ไปหน่อยเหรอ? ตั้งสิบกว่าห้อง คุณคงไม่ได้คิดจะ...”

แย่แล้ว!

หลี่เหยาใจหายวาบ รีบตอบกลับไปว่า

“ก็ต้องเอาไว้ให้ลูกๆ วิ่งเล่นกันไง”

ลูกๆ...

อินเยว่รู้สึกดีใจลึกๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความกังวล

ตัวเธอเองก็ชอบเด็กมากเหมือนกัน

แต่การมีลูกตอนอายุมากเป็นเรื่องยาก

ร่างกายของเธอคงมีลูกเยอะๆ ไม่ได้แล้ว

ถ้าใช้ยาช่วย ก็อาจจะส่งผลกระทบที่คาดไม่ถึงต่อเด็กได้

ถ้าโชคดีก็อาจจะมีได้สักคนสองคน

แต่ถ้าโชคร้าย ก็อาจจะไม่มีเลย

แต่พอเห็นท่าทางคาดหวังของหลี่เหยา เธอก็ไม่กล้าบอกความจริงไปตรงๆ จึงได้แต่พูดอ้อมๆ ว่า

“คุณยังหนุ่มยังแน่น จะมีลูกเยอะแยะไปทำไม แต่งงานเพิ่มอีกสักสองสามคนก็ได้นี่นา ทั้งงานร้านเหล้าและงานบุกเบิกที่ดินก็ต้องการคนช่วยทั้งนั้นแหละ”

หลี่เหยาคิดว่าตัวเองหูฝาดไป

แต่พอลองคิดดูดีๆ มันก็ไม่ได้ผิดหลักตรรกะอะไรนี่นา

ในยุคแห่งดวงดาว การมีภรรยาหลายคนหรือสามีหลายคนเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ขอเพียงแค่ทุกคนยินยอมพร้อมใจก็พอ

โดยเฉพาะบนดาวริมทะเลสาบเอลที่ขาดแคลนประชากรอย่างหนัก ทางการสนับสนุนให้มีลูกเยอะๆ และมีเงินอุดหนุนให้ก้อนโต

แม้กระทั่งคนโสดที่อยากมีลูกก็ยังได้เงินอุดหนุนเลย

บ้านเด็กกำพร้าที่เอลเดสเปิด ก็มีเด็กกำพร้าตั้งหลายพันคนที่ทางรัฐช่วยเลี้ยงดู

แต่หลี่เหยารู้สึกว่านี่มันเป็นคำถามหลอกด่าชัดๆ ไม่กล้าหลงกลเด็ดขาด

“ฉันขอเลือกมีลูกเยอะๆ ดีกว่า”

“ต้องแต่งงานเพิ่มสิ!”

อินเยว่ทำหน้าบึ้ง น้ำเสียงเริ่มแสดงความหงุดหงิด

มีข้อบังคับแบบนี้ด้วยเหรอ?

หรือว่าเถ้าแก่เนี้ยคิดจะขยายกิจการ สร้างอาณาจักรธุรกิจของครอบครัวกันนะ?

“โอเคๆ ตามใจเธอเลย”

หลี่เหยาตอบตกลงไปส่งๆ

อินเยว่ยิ้ม แอบดีใจที่รอดตัวไปได้อีกครั้ง

แต่หลี่เหยากลับไม่รู้ตัวเลยว่า นี่ไม่ใช่คำถามหลอกด่าเลยสักนิด

ภรรยาอินเยว่ช่างประเสริฐจริงๆ!

...

เมื่อเดินออกมาจากห้องใต้ดิน

เนื่องจากช่วงนี้กำลังขาดแคลนคนงาน หลี่เหยาจึงล้มเลิกความคิดที่จะสร้างคฤหาสน์ด้วยตัวเอง และหันไปติดต่อบริษัทรับเหมาก่อสร้างบนดาวหลานป้าที่อยู่ใกล้เคียงแทน

บริษัทแห่งนี้ชื่อ “ฉวนอี้ (สืบสานศิลปะ)” พวกเขายืนกรานที่จะใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิม โดยไม่พึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์แบบฉีดขึ้นรูปเลยสักนิด ซึ่งจุดนี้เองที่ดึงดูดความสนใจของหลี่เหยา

ในเมื่อเป็นงานฝีมือ ราคาแพงหน่อยก็ไม่เป็นไร

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

พนักงานสำรวจพื้นที่รูปร่างเล็กกะทัดรัด แต่เดินเหินว่องไวคนหนึ่ง ก็ขับยานมาสำรวจพื้นที่หน้างาน

หลังจากสำรวจเสร็จ เขาก็ร่างแบบแปลนฉบับสมบูรณ์บนคอมพิวเตอร์ เลือกวัสดุก่อสร้าง แล้วก็เสนอราคา

ราคารวมทั้งหมดอยู่ที่สิบสามล้านเหรียญดาว ซึ่งรวมค่าก่อสร้างและตกแต่งคฤหาสน์ ค่าขุดทะเลสาบเทียมและจัดหาน้ำ ค่าขนย้ายไม้ผล และค่าจัดสวน

ราคาที่หลี่เหยาตั้งไว้ในใจคือสิบล้านเหรียญดาว

เขาต่อราคาอยู่นาน แต่ก็ไม่เป็นผล

เห็นได้ชัดว่า ปรมาจารย์กระบี่อย่างเขาเก่งแต่เรื่องฟันคน แต่เรื่องฟันราคายังต้องฝึกอีกเยอะ

ขณะนั้นเอง

เอลเดสก็โทรมาชวนเขาไปดื่มชาและเล่นไพ่

หลังจากหลี่เหยาวางสาย พนักงานสำรวจที่ได้ยินชื่อเอลเดสก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า

“ขอประทานโทษนะครับ เอลเดสที่คุณพูดถึง คือท่านเจ้าเมืองเอลเดสแห่งดาวริมทะเลสาบเอลหรือเปล่าครับ?”

“ยังมีเอลเดสคนอื่นอีกเหรอ?”

“แล้วคุณกับท่านเจ้าเมืองเอลเดสเป็น...”

“สหายร่วมรบ!”

หลี่เหยาเห็นช่องทางแล้ว จึงตอบกลับไปอย่างหนักแน่น

พนักงานสำรวจรีบขออนุมัติจากหัวหน้าทันที และลดราคาลงมาเหลือสิบล้านเหรียญดาวตามที่หลี่เหยาต้องการ

ดูเหมือนว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งนี้จะสนใจการพัฒนาที่ดินบนดาวริมทะเลสาบเอลอยู่ไม่น้อย

“พอสร้างบ้านเสร็จ ผมจะเชิญเอลเดสมาดื่มชาเล่นไพ่บ่อยๆ เลยล่ะ เพราะฉะนั้น...”

พนักงานสำรวจตอบว่า

“คุณหลี่วางใจได้เลยครับ คุณภาพของ ‘ฉวนอี้’ ยอดเยี่ยมที่สุดอยู่แล้ว!”

หลี่เหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

เซ็นสัญญาแบบง่ายๆ เสร็จ พนักงานสำรวจก็กลับไปโดยที่ยังไม่ได้เก็บเงินมัดจำด้วยซ้ำ

ใกล้จะบ่ายสามโมงแล้ว

หลี่เหยายังไม่ได้ไปหาเอลเดสเพื่อดื่มชาทันทีหรอกนะ เพิ่งฆ่าพี่ชายเขาไปหมาดๆ ต้องทิ้งช่วงหน่อยสิ

บ่ายสามโมง คือเวลาเปิดร้านเหล้า

สามสาวมนุษย์หนูบินก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาฝึกกระบี่อย่างไม่หยุดหย่อน

คราวนี้พวกเธอเปลี่ยนไปฝึกที่ทุ่งข้าวสาลีแทน

ไม่ว่าพวกเธอจะกวัดแกว่งกระบี่อย่างเมามันแค่ไหน ก็ไม่มีรอยเท้าเหยียบย่ำต้นกล้าข้าวสาลีเลยแม้แต่ต้นเดียว

ทำเอาหลี่เหยาไม่กล้าเรียกพวกเธอมาช่วยงานในร้านเหล้าเลย

โชคดีที่ก่อนร้านเหล้าเปิด หุ่นยนต์เมดที่พวกเธอสั่งซื้อไว้ก็มาส่งพอดี

ที่ลานกว้างระหว่างทุ่งข้าวสาลีกับป่าไผ่ มีดอกไม้ป่าและวัชพืชขึ้นรกระเกะระกะ สายลมเย็นพัดโชยมาทำให้รู้สึกสบายตัว

หลี่เหยาเปิดกล่องบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ออกดู

ข้างในเป็นหุ่นยนต์เมดสาวสวยผิวขาว สวมชุดเมดสีดำถุงน่องสีขาว นอนหลับตาพริ้มอยู่ เหมือนคนจริงๆ ไม่มีผิด

แน่นอนว่า เพราะยังไม่ได้เปิดเครื่อง ร่างกายของเธอก็เลยยังเย็นเฉียบอยู่

หยิบคู่มือขึ้นมาดู

ปรากฏว่าเป็นรุ่นอลิซตา !

ผลิตโดยบริษัทเสี่ยวเมิ่ง ติดตั้งชิปชีวภาพ ‘ฮว่าเตี๋ย’ รุ่นล่าสุด หลังจากผ่านการทดสอบภายในแล้ว ก็มีการปรับลดประสิทธิภาพลงไปบางส่วน และนำออกมาวางจำหน่ายทั่วไป

อันที่จริง ‘อลิซตา’ ไม่ได้หมายถึงรูปร่างหน้าตา แต่หมายถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงที่มีจุดเด่นด้านการจัดการอารมณ์และจำลองความรู้สึกของมนุษย์

ตัวอย่างเช่น มีรุ่นนางโลมสำหรับให้บริการนักเที่ยว มีรุ่นเพื่อนคู่ใจสำหรับพวกโอตาคุ และยังมีรุ่นที่ออกแบบมาเพื่องานบริการที่ต้องใช้การจัดการอารมณ์... เช่น เมด

อลิซตารุ่นทดสอบภายในที่หลี่เหยาเคยเจออย่างซวนจี อลิซตา รูปร่างหน้าตาของเธอถูกระงับการใช้งานไปแล้ว

ส่วนอลิซตารุ่นที่วางจำหน่ายทั่วไปจะไม่มีรูปลักษณ์ตายตัว ต้องสั่งทำพิเศษเท่านั้น แถมยังมีเวอร์ชั่นผู้ชายด้วยนะ

สามสาวมนุษย์หนูบินสั่งทำหุ่นยนต์เมดตัวนี้ขึ้นมา โดยอ้างอิงจากรูปร่างหน้าตาของพวกเธอทั้งสามคน

ยืดขาให้ยาวขึ้น เพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น แล้วก็ปรับแต่งหน้าตาให้สวยขึ้นอีกนิด...

ผลก็คือ ไม่เหลือเค้าโครงเดิมของพวกเธอทั้งสามคนเลยสักนิด

แต่ทว่า

พวกเธอทั้งสามคนมีพื้นฐานหน้าตาที่ดีอยู่แล้ว แถมยังมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันด้วย พอนำมารวมกันแล้ว ใบหน้าที่ได้ก็ดูลงตัวอย่างน่าประหลาด

สวยกว่าพวกเธอทั้งสามคนรวมกันซะอีก เผลอๆ อาจจะสวยกว่าซวนจีด้วยซ้ำ

หลี่เหยารู้สึกถูกใจมาก

เขาอยากจะตั้งชื่อเพราะๆ ให้หุ่นยนต์เมดตัวนี้สักหน่อย

อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช้ชื่ออลิซตา มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นภรรยาใช้ร่วมกันยังไงก็ไม่รู้

แต่สาวๆ มนุษย์หนูบินกลับตั้งชื่อไว้ล่วงหน้าแล้ว

“เธอชื่อเฟยเฟยค่ะ”

ในเมื่อเงินเป็นของพวกสาวๆ มนุษย์หนูบิน หลี่เหยาก็ไม่อยากขัดใจ เพียงแต่ถามด้วยความสงสัยว่า

“ทำไมไม่ตั้งชื่อว่าหนูหนูล่ะ หนูหนูน่ารักจะตาย? มนุษย์หนูบินบินไม่ได้สักหน่อย ทำไมต้องชื่อเฟยเฟยด้วยล่ะ?”

สามสาวมนุษย์หนูบินยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วพูดเป็นนัยๆ ว่า

“เพราะเธอจะพาอาจารย์ ‘บิน’ ไปสู่สวรรค์ไงคะ”

หลี่เหยาเบ้ปาก เขาไม่ใช่เอลเดสสักหน่อยนะ

“อาจารย์เสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว ยังต้องให้หุ่นยนต์เมดพาบินอีกเหรอ?”

ทั้งสามคนยิ้มอย่างมีความหมาย

“วิธีเสียความบริสุทธิ์ของอาจารย์มันเร้าใจไปหน่อยนะคะ”

“หนูก็อยากแช่น้ำพุร้อนเหมือนกันนะ”

“เฟยเฟยเป็นของขวัญจากพวกเราทั้งสามคน ตั้งใจจะมอบให้อาจารย์โดยเฉพาะเลยนะคะ!”

หลี่เหยายักไหล่ ไม่ได้ติดใจอะไร

ก็แค่หุ่นยนต์เมด ใช้งานได้ก็พอแล้ว

แต่ก่อนที่จะสอนหุ่นยนต์เมดชงเหล้าและเตรียมกับแกล้ม เพื่อความปลอดภัย หลี่เหยาเลยโทรไปตามชุนวาชิวฉานกลับมาจากเมืองเครื่องจักรหลาวโม่ก่อน

พอเด็กสาวสองคนกลับมาถึง ก็เข้าไปจับๆ บีบๆ หุ่นยนต์เมด สีหน้าดูเคร่งเครียดมาก

“มีแม่นมอยู่แล้ว ยังจะซื้อของแบบนี้มาอีกเหรอ?”

“เพิ่งจะเสียความบริสุทธิ์ไปหมาดๆ ก็กะจะปลดปล่อยตัวเองเลยงั้นสิ?”

คำพูดของพวกเธอทำเอาสามสาวมนุษย์หนูบินมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก ไม่กล้าสอดปากเลย

หลี่เหยาตีหน้าขรึม พูดอย่างจริงจังว่า

“อย่าพูดจาเหลวไหล! นี่คือหุ่นยนต์เมดที่สาวๆ ซื้อมาช่วยงานในร้านต่างหากล่ะ มีเธออยู่กับตาเฒ่าต้นไผ่ ต่อให้ร้านไม่ค่อยยุ่ง ก็รับมือได้สบายๆ แล้ว”

“เธอฉลาดมากนะ ทั้งชงเหล้า เตรียมกับแกล้ม หรือแม้แต่รับมือกับคำพูดกวนๆ ของลูกค้าก็สบายมาก แต่ฉันก็แอบกลัวว่าเธอจะฉลาดเกินไปเหมือนกัน”

พอเด็กสาวสองคนได้ยินดังนั้น ก็ตัวสั่นเทา รีบตรวจดูสวิตช์ทันที เพื่อให้แน่ใจว่ายังไม่ได้เปิดเครื่อง

ชุนวาชิวฉานถือว่าเป็นแฮกเกอร์ฝีมือดี แถมยังเคยผ่านเหตุการณ์ที่ยานหมายเลขว่านหายสาบสูญจนเกือบโดนระเบิดนิวเคลียร์มากับหลี่เหยา จึงมีความตื่นตัวเรื่องพวกนี้สูงมาก!

พวกเธอไม่รอให้หลี่เหยาพูดอะไร ก็รีบหยิบประแจและมีดแกะสลักออกมา ถอดอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายทั้งหมดในตัวหุ่นยนต์เมดออก ลบสิทธิ์การดัดแปลงและเพิ่มชิ้นส่วนด้วยตัวเองของหุ่นยนต์เมดทิ้งจนหมด

เช็กแล้วเช็กอีก ยอมแม้กระทั่งถอดชิ้นส่วนส่วนเกินออกหลายชิ้น เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

หลังจากจัดการเสร็จสรรพ ก็เหลือเพียงแค่อลิซตารุ่นเล่นคนเดียวเท่านั้น

หลี่เหยาเองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

สามสาวมนุษย์หนูบินรู้สึกเสียดายมาก ตอนแรกพวกเธอคิดว่าในอนาคตจะสามารถควบคุมเฟยเฟยจากระยะไกลได้ซะอีก

แต่เด็กสาวสองคนก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ

“ฉันว่ามันยังดูโป๊เกินไปหน่อยนะ ปิดช่วงล่างไว้ ตัดขาให้สั้นลง แล้วก็ถอดหน้าอกออกด้วยดีไหม”

หลี่เหยาได้ยินแล้วก็รู้สึกขนลุก

“แบบนั้นมันโหดร้ายเกินไปแล้ว!”

“หุ่นยนต์ก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกันนะ รู้ไหม?”

“อีกอย่าง นี่ก็เพื่อเอาใจลูกค้า จะไปขัดลาภตัวเองทำไมล่ะ หาเงินได้เยอะๆ จะได้มีเงินเดือนมาจ่ายพวกเธอไง จริงไหมล่ะ?”

เด็กสาวสองคนลองคิดดู

“ก็มีเหตุผลนะ”

...

ในเวลาเดียวกัน

บนเส้นทางสุสานดาราที่ขนานไปกับเส้นทางไป๋เยี่ย

ที่นี่เต็มไปด้วยพายุอวกาศและสัตว์ประหลาดมากมาย แม้แต่โจรสลัดอวกาศส่วนใหญ่ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงมาเส้นทางนี้

ปลากระเบนราหูยักษ์แบนราบตัวหนึ่งกำลังว่ายวนไปมาอยู่ในหมู่ดาวมรณะที่มืดมิดและเหม็นเน่า โดยส่ายหางยาวของมันไปมาอย่างช้าๆ

สัตว์ประหลาดอวกาศขนาดยักษ์หน้าตาหน้ากลัวนับไม่ถ้วนซุ่มซ่อนอยู่ทั้งสองข้างทาง ปล่อยคลื่นสุญญากาศที่ฟังดูเหมือนเสียงครางของเครื่องยนต์ออกมา

แต่กลับไม่มีตัวไหนกล้าโจมตีปลากระเบนราหูยักษ์ตัวนี้เลย...

บนหลังปลากระเบนยักษ์

หญิงสาวหูจิ้งจอกในชุดคลุมสีเหลือง นั่งขัดสมาธิอยู่ ชุดของเธอขาดวิ่น เผยให้เห็นเนินอก เธอใช้มือซ้ายถือกล้องยาสูบสั้นที่มีกลิ่นเหล้าคลุ้ง และพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า

“สภาผู้อาวุโสสั่งให้โจมตีได้ทุกเมื่อตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว นี่พวกเรายังจะรออะไรอยู่อีก?”

ข้างๆ จวี๋เฟิง มีเด็กหนุ่มเผ่าชวนหรู (สุนัข) ครึ่งคนครึ่งหมา รูปร่างหน้าตาขี้อาย สวมชุดคลุมหลากสี สวมแว่นตาไม้ทึบแสงที่สลักลวดลายแมลง เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนวงล้อสีดำที่เป่าลมออกมาได้

“สงครามครั้งนี้เป็นการกู้ชื่อเสียงของกองทัพเรา ศัตรูเตรียมพร้อมมาอย่างดี กำลังรบก็ต่างกันมาก เราต้องรอให้เยี่ยอู่หากองกำลังแวมไพร์ของมาดามฮาจิชาคุเจอก่อน ถึงจะลงมือโจมตีได้ หลังจากทำลายกองกำลังแวมไพร์ได้แล้ว เราต้องรีบถอยทัพทันที แล้วค่อยประกาศให้ทั้งจักรวาลรับรู้”

จวี๋เฟิงลุกขึ้นยืน สูบยาสูบเฮือกใหญ่

“สงครามครั้งนี้ ทั่วทั้งจักรวาลรู้ล่วงหน้ามาเป็นเดือนแล้ว มาดามฮาจิชาคุจะยอมปล่อยให้กองกำลังแวมไพร์โผล่มาให้เห็นง่ายๆ ได้ยังไง? สู้ไปจับตัวมาดามฮาจิชาคุเองเลยไม่ดีกว่าเหรอ”

ผู้ควบคุมแมลงกางมือออก

“นี่เป็นแผนสำรองที่เลี่ยงไม่ได้น่ะ ตัวมาดามฮาจิชาคุเองไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก แต่อิลฟานต่างหากที่รับมือยาก”

จวี๋เฟิงไม่ค่อยได้สนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ช่วงนี้ก็ได้ยินชื่อนี้บ่อยๆ

“อิลฟาน เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“เขาว่ากันว่าเขาเป็นครึ่งคนครึ่งมังกร ฝีมือไม่ด้อยไปกว่าระดับ Q ของไพ่สังหารเลยล่ะ แน่นอนว่านี่ก็เป็นแค่ข่าวลือน่ะนะ”

“นอกจากนี้ ยังมียาน ‘กุหลาบดำ’ ซึ่งเป็นยานรบรองของกองเรือที่เจ็ดของราชันโจรสลัดอวกาศ มารวมตัวกับอิลฟานแล้วด้วย นอกจากจะมาคุ้มครองมาดามฮาจิชาคุแล้ว ก็เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพจักรวรรดิเข้ามาแทรกแซงด้วย”

“ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะเริ่มยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ... แล้วกองหนุนที่จะมาสมทบกับเราล่ะ?”

“ยานเจี้ยนเสอ (กระบี่งู) ของกองทัพที่เก้าน่ะ”

“ไอ้เด็กนั่นมันจะพึ่งได้เหรอ?”

“ได้ข่าวว่าครั้งนี้บนยานเจี้ยนเสอ มียอดฝีมือที่คาดไม่ถึงมาช่วยด้วยนะ”

“ใครเหรอ?”

“สภาผู้อาวุโสไม่ได้บอกน่ะ”

ผู้ควบคุมแมลงจู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้

“จริงสิ ที่เธอไปหารักษาที่ระบบดาวเอล มีข่าวคราวอะไรบ้างไหม?”

“เวลาคงไม่พอแล้วล่ะ”

จวี๋เฟิงส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว

“ยารักษาไม่ใช่ปัจจัยตัดสินแพ้ชนะหรอก มันก็แค่พิสูจน์ให้เห็นถึงความเมตตาของกองทัพปฏิวัติเท่านั้น ในเมื่อเราช่วยชีวิตแวมไพร์ไม่ได้ การเผาพวกมันทิ้งให้หมดก็ถือเป็นความเมตตาอย่างหนึ่งเหมือนกัน”

ทันใดนั้นเอง!

ลวดลายบนแว่นตาไม้ของผู้ควบคุมแมลงก็ส่องประกายแสงสีฟ้าหมุนวนไปมา

——เป็นข้อความจากเยี่ยอู่!

เธอหากองกำลังแวมไพร์ของมาดามฮาจิชาคุเจอแล้ว

ผู้ควบคุมแมลงก็ลุกขึ้นยืนตาม ความสูงของเขาอยู่แค่ระดับสะดือของจวี๋เฟิงเท่านั้น

“สงคราม เริ่มต้นขึ้นแล้ว”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 80 - ภรรยาอินเยว่ยอดเยี่ยมที่สุด!

คัดลอกลิงก์แล้ว