เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 - อย่าประเมินสัตว์โลกที่เรียกว่าผู้ชายสูงเกินไปนักสิ

บทที่ 25 - อย่าประเมินสัตว์โลกที่เรียกว่าผู้ชายสูงเกินไปนักสิ

บทที่ 25 - อย่าประเมินสัตว์โลกที่เรียกว่าผู้ชายสูงเกินไปนักสิ


บทที่ 25 - อย่าประเมินสัตว์โลกที่เรียกว่าผู้ชายสูงเกินไปนักสิ

ก่อนจะได้พบกับบารอนแฟร์มาต์ หลี่เหยาก็ได้เห็นภรรยาของเขาก่อน

ผู้หญิงร่างสูงผอมคนหนึ่ง ดูดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่ใบหน้าค่อนข้างดูร้ายกาจและขี้เหนียว ทำให้หลี่เหยารู้สึกประทับใจได้ยาก

บารอนแฟร์มาต์เดินตามหลังภรรยามาติดๆ

เขาเป็นชายอ้วนฉุตัวใหญ่ยักษ์ที่สูงกว่าตากล้องหนวดเฟิ้มอย่างคาฟหนึ่งศีรษะ และตัวกว้างกว่าหนึ่งรอบ

เขาเดินตามหลังภรรยาด้วยท่าทีนอบน้อมและว่านอนสอนง่าย ดูเหมือนจะเป็นพวกเกรงใจภรรยาแบบฉบับมาตรฐาน

“เชิญนั่ง”

หลังจากการต้อนรับและทักทายกันอย่างเรียบง่าย ทุกคนก็เดินมาที่โต๊ะยาวและนั่งลงจนครบ

ในนั้นรวมถึงชุนวากับชิวฉานที่ซ่อนตัวอยู่ในช่องท้องของหุ่นยนต์มาตลอดด้วย

และรวมถึงเซี่ยไน่กับคาฟที่ถูกบังคับให้ปิดกล้องวิดีโอด้วย

ภรรยาบารอนแฟร์มาต์ส่งสายตาให้บารอน

บารอนถึงได้ยกแก้วขึ้นแล้วลุกยืน

“ขอบคุณทุกท่านที่ยอมเสี่ยงอันตรายเดินทางมาไกลนับหมื่นลี้เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในครั้งนี้ ข้าพเจ้าในนามของช่างเครื่องและอสูรสาวแปดพันชีวิตบนดาวกู่เสิน ขอคารวะทุกท่านหนึ่งจอก!”

ดื่มเสร็จ ภรรยาบารอนที่ไม่ค่อยยิ้มแย้มก็รับช่วงสนทนาต่อทันที

“ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อนปีนี้ มีกลุ่มโจรสลัดอวกาศหลายสิบกลุ่มแวะเวียนมาสอดแนมใกล้ๆ ดาวของเรา ในบรรดากลุ่มที่ถูกสืบทราบตัวตนกว่าสิบกลุ่ม มีสามกลุ่มที่มีทั้งชื่อเสียงและฝีมือ ได้แก่ [กลุ่มพเนจรกลาสโกว์], [วิหคอมตะนางาซากิ] และ [อัสนีสีฟ้าคราม] ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มโจรสลัดที่ฉาวโฉ่”

หลี่เหยาดื่มเหล้ามอลต์พลางขมวดคิ้ว เขาไม่เคยได้ยินชื่อพวกนี้มาก่อนเลย

ทว่า [กลุ่มพเนจรกลาสโกว์] ฟังดูคล้ายๆ “กลุ่มพเนจรก็อตซิลลา” ซึ่งชื่อนี้กับ [วิหคอมตะนางาซากิ] ทำให้หลี่เหยานึกถึงประเทศหนึ่งในชาติที่แล้วที่อุดมไปด้วยก็อตซิลลาและโจรสลัด

“แม้ว่าสามกลุ่มนี้จะมีฝีมือไม่ธรรมดา แต่ด้วยฝีมือของพวกเรา การจัดการพวกเขาคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่”

เจียงหลินเฟิงพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ขณะเดียวกันก็แอบสังเกตท่าทีของหลี่เหยากับจวี๋เฟิงไปด้วย

ทว่าหลี่เหยากับจวี๋เฟิงต่างก็หมกมุ่นอยู่กับการกินดื่ม ไม่ได้แสดงสีหน้าพิเศษอะไรออกมา

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้——นี่คือจดหมายกระดาษที่เราได้รับเมื่อสามวันก่อน”

ภรรยาบารอนหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา

ด้านหลังกระดาษฟางสีเหลืองซีด มีรูปหัวลิงคาบซิการ์ประทับอยู่

[เรียน บารอนแฟร์มาต์ที่เคารพ ขอแสดงความยินดีที่ดาวของท่านได้ผลผลิตข้าวสาลีปราณวิญญาณอย่างอุดมสมบูรณ์ ได้ยินมาว่ามีกลุ่มโจรสลัดอวกาศที่ประสงค์ร้ายหลายกลุ่มกำลังจ้องหมายตาข้าวสาลีปราณวิญญาณบนดาวกู่เสิน ในฐานะเพื่อนเก่าของทั้งระบบดาวเอลและขุนนางแห่งจักรวรรดิ กลุ่มของเรายินดีจะให้ความคุ้มครองการเก็บเกี่ยวของดาวท่าน เพียงแค่สามร้อยล้านเหรียญดาว ท่านก็จะผ่านช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนี้ไปได้อย่างสงบสุข——จากเพื่อนของท่าน ซิงเจวี๋ย]

บารอนแฟร์มาต์อ่านด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

บรรยากาศรอบโต๊ะพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที

หลี่เหยาเงยหน้าขึ้น

“ซิงเจวี๋ยคือใคร?”

ภรรยาบารอนขมวดคิ้วเรียว ตวัดสายตามองด่าบารอน ตำหนิว่าทำไมถึงไปหาหน้าใหม่ที่แม้แต่ตัวตนของซิงเจวี๋ยก็ยังไม่รู้จักมา

เจียงหลินเฟิงอธิบายให้หลี่เหยาฟังอย่างใจเย็น:

“เมื่อขุมกำลังในเนบิวลาผานกู่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงร้อยปีมานี้ ก็ได้มีกลุ่มโจรสลัดอวกาศที่แข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทานโผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาหยัดยืนอยู่บนเส้นทางเดินเรือไป๋เยี่ย คอยเก็บค่าผ่านทาง ขนาดยานรบของจักรวรรดิก็ยังกล้าปล้นสะดม จึงถูกขนานนามว่า : ยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุด”

“และซิงเจวี๋ยผู้นี้——ก็คือหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดอวกาศ [มหาวานรตั๊กแตนสวรรค์] ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุด”

พอหลี่เหยาได้ฟัง สีหน้าก็ยิ่งดูเคร่งเครียด

ต่อให้เขาจะไม่เคยได้ยิน และไม่สนใจไอ้ยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดอะไรนี่เลยก็ตาม แต่ตอนนี้ก็ต้องแกล้งทำหน้าเครียดๆ เข้าไว้ จะได้ฉวยโอกาสขอขึ้นค่าจ้าง

นัยน์ตาสีส้มแดงไหววูบเล็กน้อย จวี๋เฟิงพอจะมองจุดประสงค์ของหลี่เหยาออกอย่างลางๆ เธอวางแก้วเหล้าลงแล้วพูดเสริม:

“ได้ยินมาว่ายุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดกลุ่มเดียวก็สามารถทำลายดาวเคราะห์ได้ทั้งดวง กลุ่มมหาวานรตั๊กแตนสวรรค์ก็เป็นตัวท็อปเรื่องการใช้อาวุธไฮเทค ท่านแน่ใจนะว่าเชิญมาแค่พวกเราสามคน?”

บารอนแฟร์มาต์ถอนหายใจ

เขาก็หมดหนทางเหมือนกัน คนน่ะเชิญไปเยอะแล้ว แต่ดันมีแค่พวกไม่มีชื่อเสียงสามคนนี้ที่ยอมมา

ครูฝึกเพลงกระบี่จากเมืองหลวง เจียงหลินเฟิง เขาไม่เคยได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ——พอลองค้นประวัติดู ก็เห็นว่ามีฝีมืออยู่ เป็นนักรบที่เขาคาดหวังไว้มากที่สุดในบรรดาสามคนนี้ เพียงแต่สไตล์เพลงกระบี่มันดูตามตำราเกินไป จับฉ่ายแต่ไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง

โจรสลัดอวกาศชื่อดังที่ล้างมือในอ่างทองคำ จวี๋เฟิง——เธออายุเพิ่งจะเท่าไหร่เองก็วางมือซะแล้ว? ดูท่าทางเส้นทางอาชีพโจรสลัดอวกาศของอสูรสาวกึ่งมนุษย์ผู้นี้คงจะไม่ได้ราบรื่นนัก

สำนักงานสารพัดรับจ้างแห่งดวงดาว หลี่เหยา——เขาเคยแวะไปที่ดาวริมทะเลสาบเอล สำนักงานสารพัดรับจ้างมันเป็นโรงเตี๊ยมนี่นา?

“พากันไปดูระบบป้องกันภัยทางอากาศหกชุดที่ท่านซื้อมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

เจียงหลินเฟิงเสนอ

“ตกลง”

จากนั้น ไม่กี่คนก็นั่งยานชมวิวแบบเปิดประทุนของดาวกู่เสิน มาถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศทางทิศเหนือที่อยู่ใกล้ที่สุด

มีเรดาร์ขนาดยักษ์บนยอดเขา มีปืนใหญ่เลเซอร์ที่เรียงรายอยู่ตามสันเขา และมีไซโลขีปนาวุธที่จัดเรียงไปตามหุบเขาลึก...

บารอนแฟร์มาต์พูดอย่างภาคภูมิใจ:

“นี่คือค่ายกลป้องกันภัยทางอากาศชั้นยอดที่พวกเรายอมจ่ายเงินก้อนโตซื้อมาจากเฉินจื่อเหยียนแห่งบริษัทไป๋เยี่ย เป็นระบบขีปนาวุธที่รวมเอาการสอดแนม การป้องกันภัยทางอากาศ และการโจมตีตอบโต้ไว้ในหนึ่งเดียว สามารถยิงได้ไกลสุดถึงเส้นทางเดินเรือไป๋เยี่ยเลยล่ะ”

หลี่เหยาไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้เท่าไหร่

แต่จวี๋เฟิงกับเจียงหลินเฟิงกลับมองหน้ากันแล้วส่ายหัวไม่หยุด

นี่มันระบบป้องกันภัยทางอากาศเดซารุ่นเก่ากึก ขนาดระบบแองเจิลที่จักรวรรดิโละทิ้งแล้วยังดีกว่ามันเป็นพันเป็นร้อยเท่า

สิ่งที่ภรรยาบารอนปิดบังเอาไว้ก็คือ——นี่คือของแถมฟรีที่บริษัทไป๋เยี่ยให้มาหลังจากขึ้นภาษี

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงจงใจซื้อประกันเพิ่มเข้าไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็คุ้มครองได้มากสุดแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

บารอนแฟร์มาต์นึกว่าเป็นของดี

เขารีบสั่งให้ช่างเครื่องทดลองยิงดูสองสามนัด

ผลปรากฏว่า มียานใกล้พังสามลำที่กำลังเคลื่อนที่อยู่กลางอากาศ แต่กลับถูกยิงตกไปแค่ลำเดียว...

โคตรห่วยแตก!

บารอนแฟร์มาต์ถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก

“งานนี้ทำไม่ได้หรอก”

หลี่เหยาชิงพูดขึ้นมาก่อน

จวี๋เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็ส่ายหัวทำท่าจะเดินหนีตาม

เจียงหลินเฟิงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยเสนอว่า:

“พวกเราขอค่าจ้างเพิ่มเป็นสองเท่า”

สีหน้าของภรรยาบารอนดูไม่ได้เลย เธอแทบอยากจะเตะสามีตกลงไปจากยานชมวิวให้รู้แล้วรู้รอด ทำได้เพียงกัดฟันเฉือนเนื้อตัวเอง

“เวลาสามวัน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ จะจ่ายให้คนละหนึ่งแสนเหรียญดาวต่อวัน สุดท้ายถ้าสามารถรักษาข้าวสาลีปราณวิญญาณไว้ได้ไม่ต่ำกว่าแปดส่วน พวกท่านแต่ละคนถึงจะได้รับเงินอีกสามแสนเหรียญดาว”

“ตกลง”

จวี๋เฟิงกับเจียงหลินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย

หลี่เหยาพูดเสริมอีกว่า:

“ผมพาลูกเรืออัจฉริยะมาด้วยสองคน อาจจะมีประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง เอาแบบนี้ สองคนนี้นับเป็นหนึ่งส่วนของค่าจ้าง คงไม่มากเกินไปใช่ไหม?”

ใบหน้าของภรรยาบารอนดำมืดราวกับก้นหม้อ

หลังจากการต่อรองกันไปมา บารอนแฟร์มาต์ก็ตกลงที่จะจ่ายค่าจ้างให้ชุนวากับชิวฉานในอัตราครึ่งคน

“สองคนนับเป็นแค่ครึ่งคน บ้านท่านชั่งน้ำหนักจ่ายค่าจ้างหรือไง? ขอดูหน่อยเถอะว่าท่านมีน้ำหนักสักกี่ชั่ง!”

จวี๋เฟิงรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เธอคว้าคอเสื้อของบารอนแฟร์มาต์แล้วหิ้วเขาจนขาสองข้างลอยขึ้นจากพื้น

บารอนเป็นแค่เครื่องมือรับอารมณ์

เธอจงใจทำเพื่อให้ภรรยาเขาดู

นึกไม่ถึงว่า ภรรยากลับทำหน้าดำคร่ำเครียดแล้วพูดว่า:

“ฉันซื้อประกันชีวิตจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลให้เขาไว้แล้วล่ะ เธอฆ่าเขาซะก็ดี ฉันจะได้รวย”

คำพูดประโยคเดียวเล่นเอาคนฟังขนหัวลุก

สุดท้ายหลี่เหยาก็ยอมรับข้อเสนอค่าจ้างครึ่งส่วนของบารอนอยู่ดี

แต่เด็กหญิงทั้งสองกลับพอใจมาก ค่าจ้างครึ่งหนึ่งก็ตั้งสามแสน ตกคนละหนึ่งแสนห้าหมื่น นั่นมันเงินก้อนโตขนาดไหนกันล่ะ!

……

มื้อเช้าสิ้นสุดลง

พิธีตัดริบบิ้นเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวสาลีก็เปิดฉากขึ้น

เครื่องจักรแบบคลานหลายร้อยเครื่องสตาร์ทพร้อมกัน ส่งเสียงคำรามดังกึกก้องแก้วหู ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปตามเนินเขาที่ทอดยาว เก็บเกี่ยวข้าวสาลีปราณวิญญาณไปพร้อมเพรียงกัน

ข้าวสาลีปราณวิญญาณที่เก็บเกี่ยวได้จะถูกริดรวงออกจากต้นโดยตรง แล้วเก็บเข้าตู้คอนเทนเนอร์ จากนั้นยานขนส่งข้าวสาลีก็จะนำตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งที่ยุ้งฉางใกล้ๆ

ภายในยุ้งฉางจะทำการคัดแยกข้าวสาลีปราณวิญญาณออกมา แล้วส่งไปแช่เย็นในห้องน้ำแข็งใต้ดิน

เข้ามาอยู่บนโลกได้ห้าปี นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เหยาได้เห็นฉากที่ฝูงเครื่องจักรขนาดยักษ์จำนวนมหาศาลทำการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีปราณวิญญาณทั่วทั้งดวงดาวพร้อมกันแบบนี้

ยิ่งใหญ่อลังการน่ะก็ใช่

แต่การใช้เครื่องจักรมาเก็บเกี่ยวข้าวสาลีปราณวิญญาณ ก็มีเพียงในยุคสมัยที่แสนพิเศษนี้เท่านั้นที่จะได้เห็นภาพแปลกตาแบบนี้

นักรบวิญญาณกระบี่ทั้งสามคน แบ่งพื้นที่กันประจำการที่ลานนวดข้าว

พวกเขานั่งยานทรงกระสวยที่มีความเร็วสูงมากออกลาดตระเวน เพียงสามนาทีก็บินรอบดาวเคราะห์ได้หนึ่งรอบแล้ว

ยานทรงกระสวยทันทีที่พบศัตรู มันจะแจ้งเตือนสามีภรรยาบารอนแฟร์มาต์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศเดซาทั้งหกแห่งทั่วดวงดาว และกองทหารยามในปราสาทโดยอัตโนมัติ

ตามแผนที่วางไว้ กระบวนการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีปราณวิญญาณจะกินเวลาประมาณสามวัน

หากคาดเดาตามปกติ โจรสลัดอวกาศน่าจะบุกมาปล้นก็ต่อเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวสาลีปราณวิญญาณเสร็จแล้ว

ดังนั้นในช่วงแรก ทุกคนจึงค่อนข้างผ่อนคลาย

เซี่ยไน่กับคาฟอยากจะตามหลี่เหยาออกลาดตระเวนไปด้วย เพราะทั้งปลอดภัยแถมยังเคลื่อนไหวได้อิสระ สามารถถ่ายทำสิ่งลับๆ ล่อๆ ได้บ้าง

ผลสุดท้ายกลับถูกสามีภรรยาบารอนแฟร์มาต์ลากตัวไป เพื่อให้พวกเขาถ่ายทำวิดีโอโปรโมตชาตัวใหม่ของดาวกู่เสิน...

นักรบทั้งสามกลุ่มก็ไม่ได้นั่งยานทรงกระสวยลาดตระเวนเช่นกัน ต่างก็ลงมาเดินเท้ากันทั้งนั้น ดูเหมือนแรงจูงใจจะไม่ค่อยบริสุทธิ์ใจเท่าไหร่

ยกตัวอย่างเช่นหลี่เหยากับชุนวาและชิวฉาน

ชุนวากับชิวฉานวิ่งไปนั่งอยู่บนหลังคารถเกี่ยวข้าว กินขนมไปพลาง ฟังเสียงคำรามของเครื่องจักรไปพลาง โบกไม้โบกมือเต้นแร้งเต้นกา ราวกับกำลังสั่งการเก็บเกี่ยวอยู่

หลี่เหยาเดินเตร็ดเตร่สำรวจดูแถวๆ นั้น

เด็ดชาใหม่กลับไปชง เก็บข้าวสาลีปราณวิญญาณกลับไปปลูกบนที่ดินรกร้างหลังป่าไผ่ของโรงเตี๊ยม

ถ้าสามารถเด็ดอสูรสาวกลับไปได้อีกสักหน่อยก็คงจะดียิ่งกว่านี้...

……

เมื่อตกกลางคืน

ดวงดาวเริ่มปรากฏขึ้น สว่างไสวเจิดจรัส

ฝูงรถเกี่ยวข้าวยังคงส่งเสียงคำราม

แสงไฟกะพริบริบหรี่แต่สว่างไสวแต่ไกล เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ บนท้องทุ่งข้าวสาลีอันกว้างใหญ่ไพศาล สอดรับกับดวงดาวยักษ์บนท้องฟ้า

เจียงหลินเฟิงที่ตอนกลางวันยังถือว่าทำตัวเรียบร้อย พอตกกลางคืนก็ออกนอกเส้นทางลาดตระเวน เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว

เขาตรวจสอบการกระจายตัวและความหนาแน่นของข้าวสาลีปราณวิญญาณ ชนิดของวัชพืชและแมลงศัตรูพืช เดินค้นหาถ้ำไปทั่ว

บางครั้งก็ใช้ขวดใบจิ๋วเก็บตัวอย่างดินในหุบเขา บางครั้งก็ไปเก็บตัวอย่างทรายและน้ำริมแม่น้ำ

จู่ๆ เขาก็เจอพื้นที่แห่งหนึ่งที่ดินร่วนซุย และข้าวสาลีปราณวิญญาณเจริญงอกงามเป็นพิเศษ จึงหยิบงูกลไกจักรกลยาวหนึ่งฉื่อออกมาจากแขนเสื้อ ปล่อยให้มันมุดลงไปในดินอย่างเงียบเชียบ

จุดประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ของเขาไม่ได้เพื่อมาหาเงิน แต่เพื่อค้นหาต้นตอของการฟื้นฟูพลังปราณวิญญาณอย่างกะทันหันบนดาวกู่เสิน

“ข้าวสาลีมันจะไปมีค่าสักกี่บาทเชียว? ดูเหมือนคนพวกนี้จะยังไม่รู้ว่า โลกกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบไหนขึ้น”

เขาพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว แล้วเดินเข้าไปในหุบเขาลึก

……

กลางดึก

เงาจิ้งจอกเดินเตร็ดเตร่อยู่ในไร่ชาที่มืดมิด นัยน์ตาสีส้มประกายเพลิงทั้งสองข้างสว่างไสวราวกับลูกไฟสองดวงในยามราตรี

นี่คือร่างจิ้งจอกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจวี๋เฟิง

เห็นได้ชัดว่าในบรรดากึ่งมนุษย์สัตว์นับหมื่นล้านคนในกาแล็กซี เธอถือเป็นตัวตนที่พิเศษมากคนหนึ่ง

อิสระที่แท้จริงคือการไม่มีเสื้อผ้ามาผูกมัด

เธอเด็ดใบชามาทำยาเส้นไปพลาง หยอกล้ออสูรสาวเก็บชาหน้าตาสะสวยแถวๆ นั้นไปพลาง ทำเรื่องที่ชอบทำ สังเกตวิถีชีวิตของพวกเธออย่างเจาะลึก

จิ้งจอกตัวหนึ่งจะมีเจตนาร้ายอะไรได้ล่ะ?

บนยอดเขาร่วงชา

ขนจิ้งจอกของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยดินและใบชา เธอนอนเอนกายอยู่ในอ้อมกอดของอสูรสาวเผ่าแกะที่อวบอิ่ม

เธอพับปลายหูเข้าไปอุดรูหู ปิดกั้นเสียงคำรามอันน่ารำคาญของเครื่องจักร ดื่มด่ำกับการอาบแสงดาวที่ชวนให้ลุ่มหลง

“เธอหมายความว่า บารอนแฟร์มาต์เคารพอสูรสาวมาก แต่มาดามกลับมีอคติกับพวกเธองั้นเหรอ?”

“อืม มาดามเข้มงวดมาก ไม่อนุญาตให้ท่านบารอนมาแตะต้องพวกเราเลย”

“มิน่าล่ะ ถึงไม่ค่อยเห็นอสูรสาวสวยๆ เลย... แน่นอนว่า เธอมีเพียงหนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร”

“ท่านจวี๋เฟิงต่างหากที่ไม่มีใครเทียบได้”

“งั้นเหรอ?”

จมูกจิ้งจอกของเธอถูไถไปที่เขาหักๆ ตรงขอบหน้าผากของสาวแกะ

เวลานั้นเอง!

หินดำส่งเสียงที่ห้อยอยู่หลังหูจิ้งจอกก็สั่นเตือนขึ้นมา

เธอผละตัวออกจากสาวแกะเขาหัก ยืนหยัดอยู่บนยอดเขาไร่ชา หินดำหลังหูกะพริบแสงโค้งเล็กน้อย

เสียงผู้หญิงที่เยือกเย็นและดังกังวานดังออกมาจากหิน

“ได้ยินว่าเธอไประบบดาวเอลมาเหรอ”

“ใช่ นานๆ ทีจะได้หยุดพักผ่อน หาความสนุกใส่ตัวบ้างผิดตรงไหน?”

“คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะหันมาสนใจผู้ชาย”

“พูดไปเธออาจจะไม่เชื่อ ฉันก็แค่อยากจะมาดูอสูรสาวแปดพันชีวิตบนดาวเกษตรกรรมสักดวง แต่แล้วเธอเดาสิว่าเป็นไง——ฉันดันบังเอิญไปเจอผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเพิ่งเคยเห็นหน้าแค่ครั้งเดียวก็เอาแต่เฝ้าละเมอหาไงล่ะ”

“เธอพูดจาเหลวไหลอะไรเนี่ย!”

“ดูสิ นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้ร้อนรนขนาดนี้?”

“ทางนี้ฉันตรวจสอบตำแหน่งของเธอแล้ว ดาวกู่เสินในระบบดาวเอล ช่วงนี้อาจจะโดนโจรสลัดอวกาศโจมตี ยานสอดแนมของกองทัพจักรวรรดิก็ลาดตระเวนอยู่แถวนั้นด้วย”

“เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน”

“ไม่ ผู้ควบคุมแมลงรีบตามไปสมทบแล้ว”

“ฉันจัดการคนเดียวได้”

“สภาผู้อาวุโสอนุมัติภารกิจลับอันใหม่มา ระบุชัดเจนว่าให้หน่วยจิ้งจอกเพลิงเป็นคนจัดการ เธอต้องรีบกลับมาเดี๋ยวนี้!”

“ฉันจะทิ้งอสูรสาวแปดพันชีวิตแล้วหนีไปคนเดียวได้ยังไง? ให้ผู้ควบคุมแมลงพกแมลงตัวใหญ่ๆ มาด้วยก็แล้วกัน”

“ผู้ชายคนนั้นก็ไปช่วยอสูรสาวด้วยเหรอ?”

“บางทีเขาอาจจะแค่อยากมาจีบสาวอสูรก็ได้นะ”

“หืม?”

“อย่าประเมินสัตว์โลกที่เรียกว่าผู้ชายสูงเกินไปนักสิ เยี่ยอู่”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 25 - อย่าประเมินสัตว์โลกที่เรียกว่าผู้ชายสูงเกินไปนักสิ

คัดลอกลิงก์แล้ว