- หน้าแรก
- เกิดใหม่หมื่นภพ ข้าก็ยังไร้เทียมทาน
- บทที่ 103 สายเรียกเข้าจากเย่เฉิน
บทที่ 103 สายเรียกเข้าจากเย่เฉิน
บทที่ 103 สายเรียกเข้าจากเย่เฉิน
"แบล็คการ์ดสุดพิเศษใบนี้เอาไว้ทำอะไรได้บ้างหรือ"
เย่เฟิงถือแบล็คการ์ดที่อีกฝ่ายยื่นให้พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"คุณเย่ ด้วยแบล็คการ์ดสุดพิเศษของเรา คุณจะได้รับส่วนลด 20% สำหรับสินค้าทุกชิ้นที่ทางคลับของเราวางจำหน่าย! หากคุณมาชมการต่อสู้บนสังเวียน คุณสามารถเข้าใช้บริการห้องวีไอพีได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องซื้อตั๋วหรือต่อคิว นอกจากนี้ เรายังมีธุรกิจรับซื้อสัตว์อสูรต่างดาว ไม่ว่าจะเป็นแบบเป็นหรือแบบตาย ด้วยแบล็คการ์ดใบนี้ ราคาประเมินรับซื้อของเราจะสูงกว่าราคาปกติถึง 10% เลยครับ"
เย่เฟิงพยักหน้ารับเมื่อได้ยินดังนั้น
ในโลกแห่งวิถียุทธ์ระดับสูง ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่อาจแยกขาดจากวรยุทธ์และสัตว์อสูรต่างดาวได้
วรยุทธ์คือรากฐานแห่งความแข็งแกร่ง คือดาบแห่งอำนาจ และเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิในการกระทำสิ่งต่างๆ
สัตว์อสูรต่างดาวคือภัยคุกคาม คือวัตถุดิบสำหรับการฝึกฝนวรยุทธ์ และเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของมวลมนุษยชาติ
มนุษยชาติเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการล่าสัตว์อสูรต่างดาว ทว่าพวกเขาก็ต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมากในระหว่างการล่าเหล่านั้นเช่นกัน
มนุษย์คืออาหารของสัตว์อสูรต่างดาว และพวกมันก็คอยรุกรานพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา
ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็นำสัตว์อสูรต่างดาวมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร กลืนกินเลือดเนื้อของพวกมันเพื่อบำเพ็ญเพียรและยกระดับพลังปราณสายเลือดของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ได้รับความแข็งแกร่งที่มากยิ่งขึ้นไปอีก
ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยยุทธศิลป์หรือกองทัพ ล้วนก่อตั้งขึ้นมาเพื่อฝึกฝนคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับสัตว์อสูรต่างดาวและเพื่อบ่มเพาะพรสวรรค์ทางด้านวรยุทธ์
ข้อแตกต่างก็คือ ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยยุทธศิลป์มักจะเป็นดั่งบุตรแห่งสวรรค์ผู้เป็นที่รัก
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยยุทธศิลป์และเข้าร่วมกองทัพ พวกเขามักจะได้รับตำแหน่งนายทหารชั้นสัญญาบัตรและได้เป็นผู้บัญชาการเขตโดยตรง
อย่างแย่ที่สุด พวกเขาก็ยังได้เป็นถึงหัวหน้าหน่วย
ทว่าการเกณฑ์เข้ากองทัพโดยตรงนั้น หมายความว่าจะต้องเริ่มต้นจากยศทหารระดับล่างสุด
และเส้นทางจากทหารเลวไปสู่หัวหน้าหน่วยนั้นก็ยากเย็นแสนเข็ญราวกับมีหุบเหวลึกขวางกั้น
มีผู้คนมากมายสักเท่าไรกัน ที่ในระดับล่างสุดนี้ต้องกลายเป็นเพียง 'กองหนุนหน้ากระดาน' เป็นอาหารของสัตว์อสูรต่างดาว และเป็นเพียงบันไดให้เหล่าอัจฉริยะที่จบจากมหาวิทยาลัยยุทธศิลป์ได้ลองผิดลองถูกเพื่อเติบโต
หลังจากออกจากลานประลอง เย่เฟิงก็โอนเงินจากแบล็คการ์ดเข้าบัญชีของตนเองโดยตรง และจัดการชำระหนี้สินทั้งหมดจนหมดเกลี้ยงในคลิกเดียว
หลังจากนั้น เขาก็รู้สึกว่าอากาศรอบตัวช่างสดชื่นปลอดโปร่งขึ้นเป็นกอง
การไร้หนี้สินช่างเป็นความรู้สึกที่เบาสบายราวกับขนนกจริงๆ!
"ไม่รู้ป่านนี้ลูกชายกำมะลอของฉันจะเป็นยังไงบ้างนะ!"
เย่เฟิงส่ายหน้าไปมา
เจ้าเด็กคนนี้ถึงกับผลาญพรสวรรค์ของเขาไปตั้งหนึ่งอย่างเชียวนะ!
ป่านนี้คงกลายเป็นหนุ่มหล่อไปแล้วมั้ง!
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเพิ่งจะเกณฑ์เข้ากองทัพไป ก็ยังไม่น่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นในตอนนี้
ท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้ทหารเกณฑ์ใหม่จะถูกส่งไปเป็นกองหนุนหน้ากระดาน พวกเขาก็ยังต้องผ่านการฝึกฝนเสียก่อนอยู่ดี
เมื่อเลิกคิดฟุ้งซ่าน เย่เฟิงก็ไปหาอาหารมื้ออร่อยทานเพื่อผ่อนคลายอารมณ์
ทว่าในระหว่างที่กำลังทานอาหารอยู่นั้น เย่เฟิงก็ตระหนักถึงปัญหาบางอย่างขึ้นมา
การครอบครองพรสวรรค์บอสระดับสูงสุด ทำให้พละกำลังและสมรรถภาพทางกายของเขาเหนือชั้นกว่าคนทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ร่างกายของเขามีความต้องการพลังงานมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัวเช่นกัน
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้คนสามารถใช้ปราณวิญญาณเพื่อหล่อเลี้ยงความต้องการพลังงานของร่างกายได้
แต่ในโลกแห่งวิถียุทธ์ระดับสูงแห่งนี้ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าร่างกายนี้จะมีรากวิญญาณหรือไม่ ในเมื่อเขายังไม่สัมผัสได้ถึงร่องรอยของปราณวิญญาณเลยแม้แต่น้อย แล้วแบบนี้จะให้เขาบำเพ็ญเพียรบ้าบออะไรได้เล่า!
หากการบำเพ็ญเพียรมันง่ายดายปานนั้น ในชาติก่อนเขาคงไม่ต้องทนรอคอยอย่างขมขื่นเพื่อให้คนที่มีรากวิญญาณปรากฏตัวขึ้นมาหรอก
ในโลกแห่งวิถียุทธ์ระดับสูง ไม่มีวิธีตรวจสอบรากวิญญาณ การพยายามกลับชาติมาเกิดหรือใช้ทักษะสิงร่างกับผู้ที่ครอบครองรากวิญญาณจึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
และสิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือ ต่อให้มีรากวิญญาณ แต่หากโลกใบนี้ไร้ซึ่งปราณวิญญาณ การบำเพ็ญเพียรย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่ดี
"น่าเสียดายจริงๆ ได้ยินมาว่าสุดยอดวิชามารสามารถทำให้ผู้คนบำเพ็ญเพียรได้แม้จะไร้ซึ่งปราณวิญญาณหรือรากวิญญาณก็ตาม เพียงแต่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารทั่วไปย่อมไม่มีทางครอบครองเคล็ดวิชาระดับนั้นหรอก"
แม้ว่าเขาจะเคยสังหารผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารระดับขั้นจินตานมาแล้ว ทว่าเคล็ดวิชามารที่อยู่ภายในแหวนมิติของคนผู้นั้น กลับเป็นเพียงวิชาที่เน้นความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และยังคงต้องอาศัยปราณวิญญาณเป็นรากฐานอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ตามบันทึกที่พบในแหวนมิติของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารผู้นั้น ระบุไว้ว่าสุดยอดวิชามารสามารถทำให้บำเพ็ญเพียรได้โดยไม่ต้องพึ่งพารากวิญญาณหรือปราณวิญญาณ
แล้วจะบำเพ็ญเพียรได้อย่างไรล่ะ
หากไร้ซึ่งรากวิญญาณ ก็ใช้ร่างของมนุษย์ปุถุชนมาหล่อหลอมเป็นกายาแห่งการบำเพ็ญเพียรเสียสิ!
หากมนุษย์ปุถุชนหนึ่งแสนคนไม่เพียงพอ ถ้างั้นก็ใช้หนึ่งล้านคน!
หากหนึ่งล้านคนยังไม่พอ ก็ใช้สิบล้านคน!
หากสิบล้านคนยังไม่พออีก ก็จงใช้สักร้อยล้านคน!
ใช้เลือดเนื้อนับพันล้านชีวิต เพื่อหล่อหลอมกายามารอันสูงสุด!
หากไร้ซึ่งปราณวิญญาณ ก็ใช้เลือดของมนุษย์ปุถุชนและผู้บำเพ็ญเพียรมาสกัดกลั่นเป็นปราณสายเลือดมารเพื่อใช้ทดแทน!
หลอมรวมกระดูกและเลือดเนื้อของผู้คนทั้งเมือง เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นปราณวิญญาณของตนเอง!
ทันทีที่ปราณสายเลือดมารปรากฏ ทะเลเลือดจะทะลักเดือดพล่านขึ้นสู่สรวงสวรรค์ รัศมีของดวงตะวันและจันทราจะถูกบดบังจนสิ้น!
ทว่ามีข่าวลือว่า ผู้ที่คิดค้นวิชามารอันน่าสะพรึงกลัวนี้ขึ้นมา ได้ถูกตามล่าและสังหารโดยคนทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร และเคล็ดวิชานั้นก็สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย
บันทึกในแหวนมิติยังระบุอีกว่า ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารในยุคปัจจุบัน คือการตามหาวิชามารนี้ให้พบ
ในโลกแห่งวิถียุทธ์ระดับสูงแห่งนี้ เย่เฟิงค้นพบว่าเพื่อรักษาระดับพลังงานตามที่ร่างกายต้องการ เขาจะต้องกินเนื้อของสัตว์อสูรต่างดาวที่มีพลังงานสูง
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเป็นระดับที่สูงมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น
จากนั้น ปัญหาอีกอย่างก็ผุดขึ้นมา
สัตว์อสูรต่างดาวระดับยิ่งสูง ราคาก็ยิ่งแพงหูฉี่ตามไปด้วย
อาหารเพียงจานเดียวที่ปรุงจากสัตว์อสูรต่างดาวระดับห้าหรือระดับหก อาจมีราคาสูงปรี๊ดทะลุหลักล้านได้อย่างง่ายดาย!
บัดซบเอ๊ย!
นี่เขาไม่มีปัญญาจ่ายค่าอาหารแม้แต่จานเดียวเลยงั้นหรือ!
ช่องว่างระหว่างโลกของผู้ฝึกยุทธ์กับโลกของมนุษย์ธรรมดานั้น ช่างห่างไกลกันยิ่งกว่าช่องว่างระหว่างผู้คนบนสรวงสวรรค์กับมนุษย์ปุถุชนเสียอีก!
นี่มันบังคับให้เขาต้องออกไปล่าสัตว์อสูรต่างดาวชัดๆ ไม่ใช่หรือไง!
เย่เฟิงส่ายหน้าไปมา ก่อนจะสั่งอาหารธรรมดาๆ มาทานเพื่อรองท้องไปพลางๆ
ในขณะนั้นเอง เย่เฟิงก็สังเกตเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของเขากำลังส่งเสียงร้องเตือน
เมื่อหยิบขึ้นมาดู หน้าจอโทรศัพท์ก็ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าว่า 'เย่เฉิน'
เย่เฉินงั้นหรือ นั่นมันลูกชายตัวดีของเขานี่หว่า!
"ไอ้ลูกชาย คิดถึงพ่อคนนี้หรือไง"
เย่เฟิงกดรับสายพลางเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาสามารถเรียกใครสักคนว่าไอ้ลูกชายได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แถมอีกฝ่ายยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเถียงกลับอีกด้วย
อืมม ความรู้สึกนี้มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!
หลังจากเย่เฟิงเอ่ยจบ ปลายสายก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเย่เฟิงทำเอาคนที่อยู่ปลายสายถึงกับสตั้นไปเลยทีเดียว
หลังจากเงียบไปประมาณครึ่งนาที ในที่สุดอีกฝ่ายก็เอ่ยปากพูดขึ้น
"ตาแก่ ผมโทรมาเพื่อจะบอกพ่อว่าผมทะลวงระดับกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้แล้ว! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่ง!"
"โอ้ งั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยแล้วกัน!"
เย่เฟิงพยักหน้ารับ
ดูเหมือนว่าลูกชายตัวดีของเขาคนนี้จะมีพรสวรรค์ที่ไม่เลวเลยแฮะ
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่ง หากไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยยุทธศิลป์ ก็คงสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำได้อย่างสบายๆ
เย่เฉินที่อยู่ปลายสาย คาดไม่ถึงอย่างเห็นได้ชัดว่าคำพูดของเย่เฟิงจะดูสบายๆ ไร้ความกังวลเช่นนี้
แต่นี่ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ
อย่างน้อยพ่อของเขาก็ไม่ได้อยู่ในสภาพเมามายไม่ได้สติอีกต่อไป
เมื่อก่อน ไม่ว่าจะเจอหน้ากันหรือคุยโทรศัพท์กัน พ่อก็มักจะเมาหัวราน้ำอยู่เสมอไม่ใช่หรือไง
แต่ตอนนี้ แม้ว่าน้ำเสียงจะดูยียวนกวนประสาทไปบ้าง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่ไอ้ขี้เมาคนเดิมแล้วใช่ไหมล่ะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากร้องไห้ออกมา
เขามัวแต่เป็นกังวลว่าหลังจากที่เขาจากมา จะไม่มีใครคอยดูแลตาแก่คนนี้ แล้วพ่อก็อาจจะเมาเหล้าจนตายคาเตียงไปเลยก็ได้!
ดูเหมือนว่าพ่อของเขาจะดึงสติและกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้บ้างแล้ว!
"ตอนนี้ผมกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งแล้ว ผมน่าจะเป็นแนวหน้าในหมู่ทหารเกณฑ์ใหม่ พ่อดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ ผมจะพยายามฝึกฝนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น! ผมจะโอนเงินค่าใช้จ่ายกลับไปให้เป็นประจำ พ่อก็ดูแลแม่ให้ดีๆ ด้วยล่ะ!"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เย่เฉินก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ตั้งใจเป็นทหารไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง! ฉันจะดูแลแม่ของแกเอง ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกับค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ต้องกังวลไป พ่อของแกคนนี้ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองหรอกนะ"
เย่เฉินถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ไม่ขัดสนเรื่องเงินทองงั้นหรือ พ่อของเขาเลิกขัดสนเรื่องเงินตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
อีกอย่าง พ่อจะไปเอาเงินมาจากไหน
หรือว่าพ่อจะออกไปทำงานส่งอาหาร
หรือยอมไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย
ไม่ว่าจะยังไง พ่อก็ดูเหมือนจะกลายเป็นที่พึ่งพาได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว
ขณะที่เย่เฉินกำลังคิดเช่นนั้น ประโยคถัดมาของเย่เฟิงก็ดับความคิดเหล่านั้นลงในทันที
"ว่าแต่ แม่ของแกนอนอยู่โรงพยาบาลไหน เตียงอะไรล่ะ"