- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 1110 - ตีหัวลอบกัด
บทที่ 1110 - ตีหัวลอบกัด
บทที่ 1110 - ตีหัวลอบกัด
บทที่ 1110 - ตีหัวลอบกัด
เมื่อมองดูกลิ่นอายของอวิ๋นเซียนไถ อวี๋มั่ว สือชิงเฟิง และบรรพชนเผ่ามนุษย์คนอื่นๆ ที่พุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง
บรรพชนระดับมหาจักรพรรดิของพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ก็ถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก
นี่มันแม่งจะหลุดโลกเกินไปแล้ว ระดับการบำเพ็ญเพียรขอบเขตมหาจักรพรรดิยังฝืนยกระดับพลังรบขึ้นไปได้อีกหรือ?
"บัดซบ"
ชั่วขณะหนึ่ง ขวัญกำลังใจของฝั่งพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ก็เริ่มตกต่ำลง โชคดีที่ในจังหวะสำคัญ เผ่าปีศาจก็ก้าวออกมาอีกครั้ง
นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด หรืออาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะกวาดล้างเผ่ามนุษย์ให้สิ้นซากแล้ว วันนี้อย่าว่าแต่แค่ยกระดับพลังรบเลย ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมาเอง ก็ต้องบดขยี้เผ่ามนุษย์ให้ตายคาที่ราบศิลาแห่งนี้ให้จงได้
ดังนั้น มหาจักรพรรดิปีศาจตนหนึ่งจึงคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ต่อให้มันยกระดับการบำเพ็ญเพียรขึ้นมาแล้วจะทำไม พวกเรามีกันตั้งเยอะแยะยังจะต้องไปกลัวพวกมันอีกหรือ? ความได้เปรียบอยู่ที่พวกเรา"
เสียงคำรามนี้ ทำให้หลายคนดึงสติกลับมาได้ ใช่แล้ว พันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ของพวกเขามีบรรพชนระดับมหาจักรพรรดิตั้งมากมาย มียอดฝีมือระดับมหาอริยะ ระดับราชันปีศาจมากมายก่ายกอง
ลองหันไปมองฝั่งเผ่ามนุษย์สิ จำนวนคนน่ะเทียบกันไม่ติดเลยสักนิด
ต่อให้ฝืนยกระดับพลังรบขึ้นมาได้ แต่ก็คงไม่อาจคงสภาพเช่นนี้ไปได้ตลอดหรอก ดังนั้นความได้เปรียบก็ยังคงอยู่ที่ฝั่งของพวกเขา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ บรรพชนพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ก็เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ส่วนยอดฝีมือระดับมหาอริยะที่อยู่เบื้องล่างเมื่อเห็นดังนั้น ก็พุ่งตามขึ้นไปติดๆ
ชั่วพริบตานั้น มหาสงครามบนน่านฟ้าก็ปะทุขึ้นในทันที
การต่อสู้ระหว่างระดับมหาจักรพรรดิและมหาอริยะของทั้งสองฝ่ายได้ปะทุขึ้นแล้ว ส่วนเบื้องล่างในที่ราบศิลา ผู้คนของพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ก็ยังคงค้นหาร่องรอยของเผ่ามนุษย์ต่อไป
"แปลกจริง เผ่ามนุษย์พวกนี้ไปไหนกันหมด ทำไมถึงไร้ร่องรอยเช่นนี้เล่า?"
"หรือว่าพวกมันจะหนีไปแล้ว?"
"เป็นไปไม่ได้ ทั่วทั้งที่ราบศิลาถูกปิดล้อมไว้อย่างแน่นหนา กระทั่งแมลงวันยังบินออกไปไม่ได้สักตัว เผ่ามนุษย์พวกนี้ต้องซ่อนตัวอยู่แน่ๆ ค้นหาให้ทั่ว ต้องลากคอพวกมันออกมาให้จงได้"
เรื่องหนีน่ะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เผ่ามนุษย์พวกนี้ต้องยังอยู่ในที่ราบศิลาเป็นแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใดก็เท่านั้น
ผู้คนของพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ค้นหาร่องรอยของเผ่ามนุษย์อย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้ตลอดทางจะเหยียบย่ำกับดักนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกคนก็ยังไม่หวั่นไหว
ก็แค่กับดักเท่านั้น วันนี้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ก็ต้องกวาดล้างเผ่ามนุษย์พวกนี้ให้จงได้
ทว่า หารู้ไม่ว่า ณ เบื้องหลังของแต่ละขบวนทัพของพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ เผ่ามนุษย์ได้มาปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบตั้งนานแล้ว
ที่ราบศิลาแห่งนี้ถือเป็นสมรภูมิรบที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ภายใต้สภาวะที่มีการเตรียมการล่วงหน้า สถานที่แห่งนี้ช่างเหมาะเจาะกับการซ่อนตัวเสียเหลือเกิน
ประกอบกับการที่สัมผัสเทวะของทุกคนถูกสะกดเอาไว้ นี่ก็ยิ่งทำให้เผ่ามนุษย์ราวกับพยัคฆ์ติดปีก
ยามนี้ ขบวนทัพย่อยขบวนหนึ่งซึ่งประกอบด้วยผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เต้าอี จำนวนคนไม่มากนัก มีเพียงแค่สิบกว่าคนเท่านั้น
พวกเขากำลังสะกดรอยตามขบวนทัพของพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ขบวนหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ผู้นำกลุ่มคือผู้อาวุโสท่านหนึ่งจากยอดเขาหลัก มีระดับการบำเพ็ญเพียรขอบเขตอริยะขั้นสมบูรณ์
"จะลงมือเลยหรือไม่?"
คนที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถามเสียงเบา เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสท่านนี้ก็จ้องเขม็งไปที่ผู้บรรลุอริยะเผ่าคนเถื่อนคนหนึ่งซึ่งอยู่รั้งท้ายขบวน พลางพยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนก็สะกดรอยตามไปอย่างเงียบเชียบ
จากนั้น ณ บริเวณหัวมุมแห่งหนึ่ง คนข้างหน้าได้เดินพ้นไปหมดแล้ว ส่วนผู้บรรลุอริยะเผ่าคนเถื่อนที่อยู่รั้งท้ายคนนี้ ก็กำลังเตรียมจะก้าวตามไป
ทว่าจู่ๆ เชือกมัดปีศาจเส้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในพริบตา มันพุ่งเข้ามัดเขาเป็นบ๊ะจ่างในทันที
"ข้า............."
เมื่อตระหนักได้ถึงอันตราย ผู้บรรลุอริยะเผ่าคนเถื่อนผู้นี้ก็คิดจะตะโกนร้อง ทว่าวินาทีต่อมา ปากของเขาก็ถูกปิดสนิท
"อู้อู้อู้.........."
จากนั้นก็รู้สึกได้เพียงว่ามีคนกระชากเขาจากด้านหลัง แล้วผู้บรรลุอริยะเผ่าคนเถื่อนผู้นี้ก็หายวับไปจากตรงนั้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเงียบกริบไร้ร่องรอย จนสหายที่อยู่เบื้องหน้าไม่ทันได้รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นกลุ่มคนก็คอยตามติดขบวนทัพของพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ขบวนนี้ไปตลอดทาง
ขอเพียงมีโอกาส ก็จะลอบกัดจัดการไปทีละคน
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ขบวนทัพของพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ขบวนนี้ที่เดิมทีมีกันถึงยี่สิบสามสิบคน หลังจากเลี้ยวผ่านหัวมุมมาหลายครั้ง ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่สามคนเท่านั้น
ทว่าทั้งสามคนนี้ก็ยังไม่รู้ตัวถึงความผิดปกติ พวกเขายังคงสอดส่องหาร่องรอยของเผ่ามนุษย์ต่อไป
"บัดซบ กระทั่งรอยเท้าก็ยังไม่มีสักรอย"
"พวกเจ้ามีเบาะแสอันใดบ้างหรือไม่?"
"ไม่มีเลย"
"คนอื่นๆ ล่ะ?"
ผู้บรรลุอริยะเผ่าบรรพกาลที่เป็นผู้นำกลุ่มเอ่ยถาม ทว่าเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับอยู่นาน เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น หันขวับกลับไปหมายจะตำหนิสักสองสามประโยค ทว่าเมื่อหันกลับไป เขาก็ถึงกับยืนตะลึงงันไปในทันที
เห็นเพียงว่า ขบวนทัพที่เดิมทีมีกันยี่สิบสามสิบคน ตอนนี้กลับเหลือเพียงสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาเท่านั้น
"คนไปไหนกันหมดล่ะ?"
ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย คนอื่นๆ หายไปไหนกันหมด? เหตุใดจึงเหลือกันแค่สามคนเล่า?
อีกสองคนก็ชะงักไปเช่นกัน นั่นสิ คนหายไปไหนหมด?
"หรือว่าจะหลงทางกันไปแล้ว?"
"เหอะ เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ?"
แม่งก็ระดับขอบเขตอริยะกันหมดแล้วนะ จะยังเดินหลงกันได้อีกหรือ?
"ระวังตัวกันด้วย"
เรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในอย่างแน่นอน ทั้งสามคนเริ่มระแวดระวังตัว ทว่าเพิ่งจะมารู้ตัวตอนนี้ เห็นทีจะสายเกินไปเสียแล้ว
ในเมื่อเหลือเพียงสามคน ฝั่งเผ่ามนุษย์ย่อมไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป
ฉับพลันนั้น เหล่าผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เต้าอีก็ปรากฏตัวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
สิบกว่าคนรุมสามคน มันเป็นเรื่องที่จับวางได้อย่างแม่นยำอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ได้เลย
"พวกเจ้า........... เผ่ามนุษย์ ฝีมือพวกเจ้าใช่หรือไม่?"
เมื่อเห็นขบวนทัพเผ่ามนุษย์ปรากฏตัวขึ้น ผู้บรรลุอริยะเผ่าบรรพกาลที่เป็นผู้นำกลุ่มก็กระจ่างแจ้งในทันที ดูเหมือนว่าคนก่อนหน้านี้คงจะพบเจอเรื่องเลวร้ายเข้าให้แล้ว
ต่อข้อซักถามนี้ ฝั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เต้าอีไม่ได้เอ่ยตอบ แต่เลือกที่จะลงมือเลย
ผู้อาวุโสสิบกว่าคนรุมทึ้ง แม้ผู้บรรลุอริยะสามคนจากพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์นี้จะพยายามต่อต้านอย่างสุดกำลัง ทว่าผลลัพธ์สุดท้ายก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
ไม่นาน ผู้บรรลุอริยะทั้งสามคนนี้ก็ถูกสังหารคาที่
"ไปเถอะ"
เมื่อจัดการผู้บรรลุอริยะจากพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์กลุ่มนี้ได้แล้ว ทุกคนก็ไม่ได้รั้งรออยู่นาน
ยามนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรีบลดช่องว่างด้านจำนวนคนของทั้งสองฝ่ายให้เร็วที่สุด
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่จุดเดียว ในยามนี้ ขบวนทัพแต่ละขบวนของพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ ล้วนถูกเผ่ามนุษย์ลอบโจมตี
เดินๆ อยู่ก็พบว่าคนในขบวนหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา
ตีหัวลอบกัด เผ่ามนุษย์เล่นงานเสียจนอยู่หมัด กระทั่งหายตัวไปอย่างที่ผีไม่รู้เทวดาไม่เห็นเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ก็เริ่มเกิดความระส่ำระสาย
"บัดซบ เผ่ามนุษย์พวกนี้ช่างต่ำทรามถึงขีดสุดจริงๆ"
"แน่จริงก็ออกมาสู้กันซึ่งๆ หน้าสิวะ"
"กล้ามาดวลกันตัวต่อตัวหรือไม่เล่า"
"เผ่ามนุษย์อย่างพวกเจ้าดีแต่ลอบกัดหรืออย่างไร? ล้วนเป็นพวกตาขาวกันทั้งนั้นหรือ?"
หมายจะใช้กลยุทธ์ยั่วยุเพื่อบีบให้เผ่ามนุษย์ปรากฏตัว น่าเสียดายนัก ที่วิธีเช่นนี้ สำหรับเผ่ามนุษย์แล้ว มันช่างไร้ผลโดยสิ้นเชิง
แค่คำพูดไม่กี่ประโยคก็คิดจะให้ข้าปรากฏตัว ช่างอ่อนหัดเกินไปแล้ว
ฝั่งเผ่ามนุษย์ไม่ได้หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ยังคงคอยฉวยโอกาสลอบกัดตีหัวอยู่อย่างนั้น
ทำเอาพันธมิตรห้าเผ่าพันธุ์ถึงกับไม่กล้าขยับเขยื้อน ทว่าการยืนนิ่งอยู่กับที่ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีเช่นกัน
ส่วนผู้คนภายนอก เมื่อเห็นว่าสถานการณ์การสู้รบค่อยๆ พัฒนาไปในทิศทางนี้ เผ่ามนุษย์มากมายก็ถึงกับดูจนตาค้าง
ข้าแม่ง ทำไมถึงได้สู้กันอีหรอบนี้ล่ะเนี่ย
แม้แต่เด็กน้อยบางคนของเผ่ามนุษย์ ยังเงยหน้าถามผู้อาวุโสด้วยความไร้เดียงสาเลยว่า
"ท่านพ่อ ท่านพ่อ เหตุใดการสู้รบครั้งนี้ถึงไม่เหมือนกับที่ท่านพ่อเล่าให้ฟังเลยล่ะขอรับ ไม่เห็นจะเร้าใจเลยสักนิด"
หืม???
เมื่อเจอคำถามจากเด็กน้อย ผู้เป็นบิดาก็ถึงกับใบ้กิน ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ก็จริงนะ การต่อสู้ครั้งนี้มัน........ จะพูดยังไงดีล่ะ อธิบายยากจัง แต่พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันนี่นา ว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
(จบแล้ว)