- หน้าแรก
- พลังของฉันเปลี่ยนใหม่ทุกสัปดาห์!
- บทที่ 324 เป็นแฟนฉันนะ
บทที่ 324 เป็นแฟนฉันนะ
บทที่ 324 เป็นแฟนฉันนะ
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
บทที่ 324 เป็นแฟนฉันนะ
ใจของสืออี๋้ไม่สงบเลย
เห็นกระดาษโน้ตแบบนี้ จะให้เขาใจเย็นได้ยังไงกัน
เพราะอีกฝ่ายให้เขาเลือก แต่เขากลับไม่เลือก
และสำหรับอีกฝ่าย การไม่เลือกก็คือการเลือกนั่นเอง
แน่นอน นั่นเป็นเรื่องราวเมื่อนานมาแล้ว
หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็เจอกันหลายครั้ง เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันนี่นา
จนกระทั่งก่อนเข้ามัธยมต้น ทุก ๆ ฤดูร้อน ทั้งคู่ก็เล่นด้วยกันเสมอ
แต่พอเข้ามัธยมต้น อีกฝ่ายก็ไปเรียนต่อต่างประเทศซะอย่างนั้น
แต่ทุกปีช่วงตรุษจีน เธอก็จะกลับมาอยู่บ้านสักสองสามวัน
เวลาที่หมู่บ้านมีงานศพงานแต่ง เขาก็เคยเห็นอีกฝ่าย
แต่เพราะไม่ได้เจอกันนานถึงสองปี และก็เป็นวัยที่เริ่มงุ่มง่ามในวัยมัธยม เลยทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหินขึ้นมาก
ทั้งคู่ ไม่มีใครริเริ่มทักทายกันก่อนเลย
ครั้งล่าสุดที่เจอกันน่าจะปีที่แล้ว…
ก็ที่บ้านนอกนั่นแหละ
แต่ก็แค่สบตากันแป๊บเดียวเท่านั้น
ช่างเถอะ ๆ
เรื่องสมัยประถมปีสาม อย่าไปใส่ใจมากเลย
แล้วสืออี๋้ก็กลับหอพัก
และตอนนี้ ในกลุ่มแชทสามคน พวกเขาก็เริ่มต้นกันอีกแล้ว
เฉินหยวน@สืออี๋:กลับบ้านไม่สะดวก ให้แม่แกะดูก็ได้นะ
เฉินย่าถิง@สืออี๋:ใช่ บอกแม่นายว่าอย่าไปพลิกดู รอให้นายกลับมาดูเอง
สองคนนี้ ไม่รู้ร้อนรนอะไรกันนักหนา
แต่ก็จริงอย่างที่พวกเขาพูด ถึงได้คิดจะเอาภาพในกรอบรูปออกมาดู
“……”
สืออี๋้กุมขมับ รู้สึกปวดหัวอย่างแรง
ถ้ามันง่ายเหมือนแข่งขันคณิตศาสตร์ก็ดีสิ
จนสุดท้าย เขาจำเป็นต้องปิดกรอบรูปใหม่ แล้วใช้โทรศัพท์บันทึกวิดีโอ
แกะออก เอาภาพออกมา แล้วก็เขย่าเบา ๆ แต่โชคไม่ดี ข้างในว่างเปล่า
แล้วเขาก็ส่งวิดีโอนี้ไป
แล้วก็…
เฉินหยวน@สืออี๋:อย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอาโน้ตออกมาเร็วเข้า
เฉินย่าถิง@สืออี๋:ความคิดเล็ก ๆ น้อยๆ แบบนี้ใครๆก็รู้รีบ ๆ สิรีบ ๆ
“……” สืออี๋้ถึงกับอึ้ง
ทำไมพวกนี้เรียนไม่ค่อยเก่ง แต่ด้านนี้กลับเก่งกาจเหลือเกิน เหมือนเชอร์ล็อกโฮมส์เลย
ทีนี้จะทำยังไงดี……
หลิวเฉิงซี:มีโอกาสเป็นไปได้มั้ย ว่าไม่มีโน้ตจริง ๆ ล่ะ
เยี่ยมไปเลย
ในที่สุดสืออี๋้ก็เจอคนที่เรียนไม่ค่อยเก่ง และความฉลาดทางอารมณ์ก็พอ ๆ กับตัวเอง
หลิวเฉิงซี นี่เป็นคนซื่อสัตย์จริง ๆ
เฉินย่าถิง@หลิวเฉิงซี:โง่ ๆ ๆ โง่บรม โครตโง่
เฉินหยวน@หลิวเฉิงซี:โง่ ๆ ๆ โง่บรม โครตโง่
โง่บรมคนเดียวโดนสองคนนี้รุม!
แล้ว…
จะส่งให้พวกเขาดูจริง ๆ เหรอ?
มองไปที่แชทกลุ่ม แล้วก็มองไปที่โน้ต
สืออี๋้คิดว่าไม่ได้
ดังนั้น…
สืออี๋:ไม่คุยแล้ว ไฟดับแล้ว ว่างค่อยว่ากันใหม่
นี่แหละคือทักษะพิเศษของเขา——ปิดเครื่องหนี
แล้วเขาก็ไปนอน แล้วซ่อนโทรศัพท์ไว้ใต้หมอน
ส่วนกระดาษโน้ตนั้น หลังจากคิดอยู่นาน ก็เอาไปไว้ใต้หมอนด้วย……
……
“นาย?”
อู๋เวินซินค่อย ๆ ลดมือที่ปิดใบหน้าลง มองเด็กหนุ่มตรงหน้า ด้วยความงุนงง
“โรคหัดนั้น ถ้าเป็นแล้วก็จะไม่เป็นอีกแล้ว”
สืออี๋้ก็วางปากกาลง ใช้ความรู้ของเขาปลอบประโลมอีกฝ่าย
“อืม……” อู๋เวินซินก้มหน้าลง ตอบเสียงเบา
ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกด้อยค่าสุดขั้วก็หายไป
เด็กหนุ่มคนนี้ ไม่ถือสาจริง ๆ
จากน้ำเสียงของเขา ก็พอฟังออกว่า เขาถือว่าโรคหัดเป็นแค่โรคชนิดหนึ่ง ไม่มีความคิดเห็นอื่นใด
“แล้วหน้าของนาย” อู๋เวินซินเงยหน้าขึ้น ชี้ไปที่ใบหน้าของเขา พูดด้วยความกังวล “จะทำยังไงดีล่ะ”
“เย็นนี้จะล้างออก แต่ก่อนถึงเย็นนี้…”
สืออี๋้คิดสักพัก แล้วพูดว่า “ฉันนัดกับทุกคนไว้แล้ว เย็นนี้จะไปเที่ยวงานวัด เธออยากไปด้วยมั้ย”
“แต่ว่า…”
“ฉันก็เป็นเหมือนเธอนะ”
ขณะที่อู๋เวินซินลังเล สืออี๋้ชี้ไปที่ตัวเอง แล้วพูด
แน่นอน ตอนนี้เขาก็เหมือนกัน
และเขายังต้องหน้าแบบนี้ พาเธอไปเที่ยวงานวัดด้วย…
สุดท้าย เธอใช้ความกล้าทั้งหมดที่มี ตัดสินใจว่า “ได้ แต่หน้าของนายล้างออกก่อนนะ”
ถ้าเขาไม่กลัวฉัน
ไม่คิดว่าฉันเป็นคนขี้เหร่
งั้นก็ได้
จริง ๆ แล้ว ฉันอยากเล่นกับพวกเขาตั้งนานแล้ว…
ความรู้สึกที่อยู่คนเดียว มันเหงาจริง ๆ
“เธอชื่ออะไรเหรอ?” สืออี๋้ถาม
“อู๋เวินซิน แล้วนายละ”
“ฉันชื่อสืออี๋้ หินสือ อี๋ที่แปลว่าเลขหนึ่ง”
“ชื่อเท่จัง”
“ทำไมถึงคิดว่าเท่”
“ฟังดูแข็งแรงดี แล้วก็เป็นอันดับหนึ่งด้วย”
“……” สืออี๋้ไม่รู้จะตอบยังไง คิดอยู่สักพัก ก็เปลี่ยนเรื่องทันที “เย็นนี้ไปงานวัด ฉันรอเธอที่หน้าบ้านนะ”
“ได้”
อู๋เวินซินยิ้มแล้วพยักหน้า ตอบตกลงทันที ใบหน้าที่เต็มไปด้วยผื่นแดง ในช่วงฤดูร้อนนี้ มีรอยยิ้มที่สดใสเป็นครั้งแรก
“งั้นตอนนี้ ฉันเล่นซูโดกุของเธอได้มั้ย?” สืออี๋้ถาม
“ได้สิ” อู๋เวินซินตอบตกลงอย่างเต็มใจ แล้วส่งสมุดซูโดกุให้เขา
แล้วก็เห็นสืออี๋้เขียนตัวเลขในสมุดอย่างรวดเร็ว และแม่นยำมาก ไม่มีที่ไหนผิดเลย
“หรือว่าเราจะแข่งกัน ดูว่าใครเขียนซูโดกุได้เร็วกว่ากัน”
ตอนนั้น อู๋เวินซินพูดอย่างอารมณ์ดี “ถ้าฉันแพ้นาย ฉันเลี้ยงขนม ถ้านายแพ้ฉัน ก็เลี้ยงฉัน…เป็ดย่าง ไก่ย่าง ห่านย่าง…”
สืออี๋้มองเด็กหญิงคนนี้ พูดเร็วได้คล่องแคล่ว เห็นได้ชัดว่ามีความสามารถทางด้านตลกอยู่บ้าง ไม่เข้าใจว่าทำไมโรคหัดถึงทำให้เธอเก็บตัวมากขนาดนี้…
“ได้ มาแข่งกันเถอะ”
ถึงแม้จะไม่มั่นใจว่าจะชนะ แต่สืออี๋้ก็รับคำท้า
เพราะเขา อยากเล่นซูโดกุจริง ๆ
…………
หลังจากอู๋เวินซินกินข้าวเย็นเสร็จ ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าสวย ๆ ปล่อยผมยาว ปกติไม่ค่อยไว้ผมหน้าม้า ก็ปล่อยลงมา ใส่หน้ากาก หน้าอกยังแขวนกล้องดิจิตอลตัวเล็ก ๆ แล้วก็แอบดูอยู่ที่หน้าต่างชั้นสอง รอสืออี๋้เดินผ่านหน้าบ้าน
แล้วก็เห็นสืออี๋้กับเพื่อน ๆ ของเขา
ทุกคนยืนอยู่ใต้บ้านเธอ
อู๋เวินซินเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา
หัวใจเต้นตุ๊บ ๆ ๆ
เดี๋ยวลงไป ถ้าทุกคนเห็นฉันแบบนี้ พวกเขาจะหนีไปมั้ย…
ขณะที่เธอกำลังคิดอย่างนั้น สืออี๋้ที่อยู่ข้างล่าง ก็พูดขึ้นมา
“บอกทุกคนเรื่องนึง” สืออี๋้ยืนอยู่หน้าทุกคน คิดอยู่สักพัก แล้วพูด “อู๋เวินซิน ก็เด็กที่บ้านหลังนี้แหละ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยยอมออกมา เป็นโรคหัด”
พอพูดถึงคำนี้ ทุกคนต่างตกใจ
“โรคหัดเหรอ งั้นก็หมายความว่าหน้ามีจุดแดงเยอะมาก…”
“แล้วนี่มันติดต่อได้หรือเปล่า?”
“ถึงฉันจะเคยฉีดวัคซีน ก็ยังกลัวอยู่ดี”
เมื่อเจอคำถาม สืออี๋้พูดว่า “แต่ว่า เธอจะใส่หน้ากากเวลาออกไปข้างนอก ถ้าใครเคยฉีดวัคซีน ก็ไม่ต้องกังวล และเว้นระยะห่างก็จะไม่ติด”
หลังจากที่เขาอธิบายไว้ล่วงหน้า ทุกคนก็เริ่มลังเล
อู๋เวินซินก็มองดู เหมือนกำลังรอการตัดสิน
สุดท้าย…
ทุกคนเลือกที่จะปฏิเสธ
“ช่างเถอะ เราไปกันเองเถอะ”
“ใช่ ถ้าติดก็จะขึ้นจุดแดง”
“ไป ๆ เถอะ ก็ไม่ค่อยสนิทกันอยู่แล้ว”
อู๋เวินซินหันหลังกลับช้า ๆ แล้วก็คุกเข่าลง กอดเข่าไว้
ตอนนั้น ด้านนอกก็ยังมีเสียงอยู่
“สืออี๋้ไปเถอะ อย่าไปสนใจเลย”
ดูท่า ฉันก็ยังเข้าไปร่วมกลุ่มไม่ได้
และสืออี๋้ ก็จะเลือกสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
ด้านหนึ่งก็มีเพื่อน ๆ เยอะแยะ อีกด้านหนึ่งก็เป็นเพื่อนที่เพิ่งรู้จัก
และเด็กผู้ชายวัยนี้ส่วนใหญ่ชอบเล่นกับเด็กผู้ชาย
กับฉัน เขาแค่สงสาร เลยอยากพาไปเล่นด้วย
ช่างเถอะ ไม่ไปแล้ว
อู๋เวินซินลุกขึ้น กำลังจะกลับไปนอน
แต่ตอนนั้น ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจ ทำให้เธอหันกลับไป
แล้วก็เห็นสืออี๋้ที่ ‘เดียวดาย’ ยืนอยู่ใต้บ้านเธอ รออยู่อย่างเงียบ ๆ
“ไปเที่ยวกันเถอะ!”
อู๋เวินซินเปิดกระจก ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประกบกันที่ปาก แล้วตะโกนใส่สืออี๋้ โดยไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น
นี่คือช่วงเวลาที่พวกเขากลายเป็นเพื่อนกัน
ต่อมา…
สืออี๋้ก็ยังนึกย้อนกลับไป
รูปในกรอบรูปนั้น ดูเหมือนจะถ่ายในวันนั้น
เขาถ่ายรูปกับอู๋เวินซินที่เป็นโรคหัด ในงานวัด
และตอนนั้น ดูเหมือนจะมีเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นอีก…
งานวัดคนเยอะมาก
ตอนที่พวกเขาไป เป็นช่วงที่มีคนมากที่สุด
แต่เพราะคนเยอะ เลยดูสนุกสนานและน่าสนใจ
ในงานวัดยังมีตลาดนัด สืออี๋้กับอู๋เวินซินเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน นี่เป็นความสุขที่หาไม่ได้ในเมืองเซี่ยงไฮ้
“นายเรียนโรงเรียนไหนเหรอ?” อู๋เวินซินถาม
“โรงเรียนประถมฉงหมิง” สืออี๋้พูด
“โรงเรียนประถมฉงหมิงเหรอ? นั่นไม่ใช่โรงเรียนประถมที่ดีที่สุดในเซี่ยงไฮ้เหรอ นายเข้าได้ยังไง”
“……เข้าเพราะอยู่ในเขตพื้นที่” สืออี๋้ตอบ
“อ้อ…อย่างนั้นเอง”
“แล้วเธอละ” สืออี๋้ถาม
“ฉันเรียนที่เจ็ดเล็ก อยู่ไกลจากโรงเรียนประถมฉงหมิง…”
“รถเมล์ไปไม่ถึง ไกลอยู่ ไม่ใช่สิ ไกลมาก ๆ อันนึงอยู่ทางใต้ อีกอันนึงอยู่ทางเหนือเลย”
“แล้วนายจะกลับบ้านนอกเล่นทุก ๆ ฤดูร้อนใช่มั้ย”
“ใช่”
“อย่างนั้นเอง ดีจัง”
ทั้งคู่คุยกันสักพัก อู๋เวินซินก็เห็นคุณตาคนนึง แบกของที่เหมือนไม้กวาด ขายลูกอมเคลือบน้ำตาล เลยรีบพูดว่า “ฉันแพ้ซูโดกุ เดี๋ยวเอาให้นายเอง รอฉันหน่อย!”
พูดจบ เธอก็เดินตามไป
“อืม” สืออี๋้ก็ยืนรออยู่ตรงนั้น
คนในตลาด เยอะมาก ๆ
เหมือนกับเอาคนจากเมืองใกล้ ๆ มารวมกันเลย
อู๋เวินซินก็หายไปในฝูงชน ยิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ
สืออี๋้เริ่มกังวลขึ้นมา
เพราะรอค่อนข้างนาน
เลยตามไปทางที่เธอไป
แต่คนเยอะมาก และอีกฝ่ายก็เหมือนกับเม็ดทรายในทะเล ยากมากจริง ๆ
และตอนนั้น เขาก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังลั่น——
อู๋เวินซินร้องไห้
หาคุณตาขายลูกอมเคลือบน้ำตาลไม่เจอ และเธอยังหลงทางอีก
ในสถานที่แปลก ๆ เธอไม่รู้จักใครเลย
และหาสืออี๋้ไม่เจอ
หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
เลยทำให้ความกลัวเข้ามาครอบงำ
ทำให้เธอร้องไห้ออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้
คนรอบข้างก็เดินกันอย่างรีบเร่ง ไม่มีใครสนใจเธอเลย
เธอเหมือนกับถูกทิ้งไว้ในโลกที่ไม่คุ้นเคย
เสียงร้องไห้ หยุดไม่ได้เลย
จนกระทั่ง มีมือเล็ก ๆ ขาว ๆ ยื่นออกมาจากฝูงชน…
แล้ว สืออี๋้ก็ฝ่าฝูงชนออกมา ยิ้มแล้วพูดกับเธอว่า “หวุดหวิดไป โชคดีที่เธอร้องไห้”
“……” มองสืออี๋้ ตาของอู๋เวินซินส่องประกาย เปลี่ยนจากความเศร้าเป็นความดีใจ เพียงเสี้ยววินาที แล้วก็หน้าแดง ถามเสียงเบา “ความหมายก็คือ ถ้าฉันร้องไห้ นายก็จะมาตามหาฉันใช่มั้ย”
“……”
สืออี๋้กำลังคิด
อีกฝ่ายร้องไห้เสียงดังมาก เสียงนั้นไม่มีทางไม่ได้ยิน
ได้ยิน ก็ต้องตามหาสิ
เลยพยักหน้า “ใช่”
อู๋เวินซินหน้าแดงขึ้นมาอีก หันหน้าหนี เปลี่ยนเรื่องพูดว่า “งั้น งั้นเราไปซื้อขนมกันเถอะ ยังไม่ได้ให้ขนมที่สัญญาไว้เลย”
แต่ขณะที่เธอกำลังจะเดิน มือข้างหนึ่ง ก็คว้ามือเธอไว้
อู๋เวินซินหันกลับ เห็นสืออี๋้จับมือเธอไว้
“คนเยอะ ง่ายต่อการหลงทาง” สืออี๋้อธิบาย
“……อืม” อู๋เวินซินพยักหน้าเบา ๆ ตอบเสียงเบา
เสียงเบามาก พูดออกไปเหมือนจะละลายหายไปในแสงจันทร์
“งั้นไปกันเถอะ” สืออี๋้พูด
“รอ รอหน่อย”
ตอนนั้น อู๋เวินซินหยิบกล้องดิจิตอลที่แขวนอยู่ที่คอออกมา หันกล้องไปที่ตัวเอง
เห็นอย่างนั้น สืออี๋้ก็เข้ามาใกล้
ทั้งสองคน ยืนอยู่ใกล้กัน จับมือกัน ‘คลิก’ ถ่ายรูปนั้นลงไป
………
เช้าวันต่อมา หลังแปรงฟันเสร็จ กำลังจะไปที่โรงอาหาร สืออี๋้ก็หยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาอีกครั้ง
ในรูป เป็นเด็กผู้หญิงใส่หน้ากาก ตาโต และมีจุดแดงอยู่บนใบหน้าบ้าง
ตอนนี้เธอ…
ไม่ใช่ น่าจะเป็นเธอเมื่อปีที่แล้ว โตขึ้นแล้ว
ประมาณ 164 ไว้ผมยาว
แต่ผอม เหมือนตอนเด็ก ๆ
ส่วนเรื่องหน้าตา…
จริง ๆ แล้วสืออี๋้ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ เขาจำหน้าผู้หญิงที่เคยสารภาพรักกับเขาตอนอยู่ชั้นมัธยมต้นห้องสองไม่ได้
แต่อู๋เวินซินตอนนี้ ดูดีกว่าตอนเด็ก ๆ เขาวิเคราะห์ได้
ตอนนั้น เขาดูกลุ่มแชทสามคน
แน่นอน สองคนนั้นใจร้อนมาก อยากดูโน้ต
โน้ตอะไร ไม่มี๊จริง ๆ
สืออี๋้เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
แล้วก็เอาโน้ตใส่กลับเข้าไปในกรอบรูป
เลยยกหมอนขึ้นมาจะเอา
และด้วยกระแสลม กระดาษโน้ตปลิวตกลงมาที่พื้น——
สืออี๋้ เป็นแฟนฉันนะ
แต่เด็ก ๆ ยังไม่สามารถมีแฟน จะโดนผู้ใหญ่หัวเราะเยาะ
เรื่องที่เป็นแฟนฉัน
รู้กันแค่เราสองคนเท่านั้น
พอเราโตแล้ว
ค่อยบอกคนอื่น
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_