- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในวันสิ้นโลก เริ่มต้นจากการกำราบดาวมหาวิทยาลัยผู้เย่อหยิ่ง
- ตอนที่ 149 "เบียร์นี่ฤทธิ์มันแรงจริงๆ"
ตอนที่ 149 "เบียร์นี่ฤทธิ์มันแรงจริงๆ"
ตอนที่ 149 "เบียร์นี่ฤทธิ์มันแรงจริงๆ"
กู้จวินเหลียนไม่ได้สวมชุดกระโปรงสายเดี่ยวสุดใจกล้าเหมือนเมื่อวาน แต่เปลี่ยนมาใส่ชุดเดรสแขนยาวสีเทาอ่อนที่คอเสื้อค่อนข้างสูงและชายกระโปรงยาวกรอมเท้า ปกปิดตัวเองอย่างมิดชิด กระทั่งยังผูกผ้าพันคอเอาไว้อีกด้วย
ใบหน้าของเธอยังคงซีดเซียวเล็กน้อย ใต้ตามีรอยคล้ำจางๆ
ทุกย่างก้าว คิ้วของเธอจะขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ฝีเท้าเชื่องช้าและระมัดระวัง ราวกับทุกก้าวเหยียบลงบนปุยฝ้าย แฝงไว้ด้วยความแข็งทื่อและเก้ๆ กังๆ อย่างบอกไม่ถูก
"อรุณสวัสดิ์"
น้ำเสียงของกู้จวินเหลียนแหบพร่าเล็กน้อย วินาทีที่สายตาสบเข้ากับลู่หลีอัน มันก็สั่นไหวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเบือนหนีไปทางอื่น
"อรุณสวัสดิ์"
ลู่หลีอันสีหน้าเป็นปกติ เขาลุกขึ้นตักโจ๊กให้เธอหนึ่งชาม "ยังร้อนอยู่เลย"
กู้จวินเหลียนพยักหน้า จับขอบโต๊ะแล้วค่อยๆ นั่งลง
เจียงเจาอวี๋ที่กำลังกินโจ๊กอยู่มองท่าทางระมัดระวังของเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย "จวินเหลียน ท่าเดินของเธอทำไมดูแปลกๆ ไปเดินชนอะไรมาหรือเปล่า?"
"แค่กๆ..." กู้จวินเหลียนถูกถามแบบนี้ ก็แทบจะสำลักโจ๊ก
เธอพยายามปกปิดความลุกลี้ลุกลนบนใบหน้า แล้วตอบกลับไปว่า "เปล่า... สงสัยเมื่อวานจะดื่มเยอะไปหน่อย ขาก็เลยอ่อนๆ ไม่ค่อยมีแรงน่ะ"
"ฉันว่าแล้วเชียว! เบียร์นั่นฤทธิ์มันแรงจริงๆ!"
เจียงเจาอวี๋ทำหน้าเหมือน "ฉันเข้าใจเธอเลย" แถมยังนวดขมับตัวเองไปด้วย "ตอนนี้ฉันยังปวดหัวอยู่เลย ขาก็หวิวๆ เหมือนกัน"
"ดูท่าวันนี้เราสองคนจะกลายเป็นกุ้งขาอ่อนกันไปหมดแล้ว"
กู้จวินเหลียนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พยักหน้ารับคำของเธอโดยไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกแม้แต่ครึ่งคำ ได้แต่ก้มหน้าก้มตากินโจ๊ก
ลู่หลีอันมองดูอยู่ด้านข้าง บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่
เขาเพียงแค่ดันชามซุปปลาไปตรงหน้ากู้จวินเหลียนเงียบๆ แล้วพูดขึ้นประโยคหนึ่ง "อันนี้รสชาติดีนะ"
กู้จวินเหลียนเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง เท้าใต้โต๊ะเตะเขาเบาๆ แต่เพราะไม่มีแรง มันจึงดูเหมือนกำลังออดอ้อนเสียมากกว่า
ช่วงเวลาตอนเช้าผ่านพ้นไปท่ามกลางความสงบที่ค่อนข้างน่าเบื่อหน่าย
แม้ในอพาร์ตเมนต์จะมีเสบียงอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยไร้กังวล แต่สำหรับคนยุคใหม่ที่สูญเสียอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าไป เมื่อไหร่ที่ว่างเว้นจากการทำสิ่งต่างๆ ความรู้สึกเบื่อหน่ายที่ซึมลึกถึงกระดูกก็จะเข้าจู่โจมทันที
ไม่มีโทรศัพท์ให้ไถดูคลิป ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้เล่นเกม ไม่มีทีวีให้ดูซีรีส์
กู้จวินเหลียนนั่งอยู่บนโซฟาหน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ในมือถือหนังสือนิตยสารเก่าที่หยิบมาจากชั้นหนังสือข้างๆ
เธออ่านช้ามาก หรือจะพูดให้ถูกก็คือใจของเธอไม่ได้จดจ่ออยู่กับหนังสือเลย
สภาพของเธอในวันนี้ดูผิดปกติไปบ้างจริงๆ แม้จะเปลี่ยนมาใส่ชุดเดรสยาวแขนยาวที่มิดชิด ปกปิดร่องรอยทั่วทั้งร่างเอาไว้จนหมดสิ้น แต่ทุกครั้งที่เธอขยับเปลี่ยนท่านั่ง หรือลุกขึ้นเดิน ความรู้สึกปวดเมื่อยและผิดปกติที่มาจากส่วนลึกของร่างกาย ก็ยังคงทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวอยู่ดี
ดังนั้นกู้จวินเหลียนจึงลดการเคลื่อนไหวลง
ทว่าทุกครั้งที่ลู่หลีอันปรายตามองมา เธอจะรีบกลับมาทำท่าทีเย็นชาและเฉยเมยอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นจงใจหลบเลี่ยงสายตาของเขา ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสองคน ทำตัวห่างเหินกว่าปกติเสียด้วยซ้ำ
มีเพียงปลายหูที่แดงระเรื่อเป็นบางครั้งเท่านั้น ที่เปิดเผยให้เห็นถึงความไม่สงบในใจของเธอ
กลับเป็นเจียงเจาอวี๋ที่เดินวนไปวนมาในอพาร์ตเมนต์เหมือนแมลงวันหัวขาด ในที่สุดก็ทนอุดอู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
เธอเดินโงนเงนไปที่ข้างกายลู่หลีอันที่กำลังพิงโซฟาหลับตาพักผ่อน ทิ้งตัวลงนั่ง คว้าหมอนอิงมากอดไว้ในอกแล้วขยำเล่น ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด
"ลู่หลีอัน... ฉันเบื่อจังเลย——"
ลู่หลีอันลืมตาขึ้น มองท่าทางหมดอาลัยตายอยากของเธอ แล้วยักไหล่ น้ำเสียงราบเรียบ "ฉันก็เบื่อเหมือนกัน"
"มันไม่มีอะไรให้ทำแก้เบื่อเลยเหรอ?" เจียงเจาอวี๋บ่นกระปอดกระแปด "เมื่อไหร่ชีวิตแบบนี้มันจะจบสิ้นสักทีเนี่ย? ฉันอยากไถขว้ายอิน อยากดูซีรีส์ อยากไต่แรงก์..."
"ในฝันมีทุกอย่างแหละ"
ลู่หลีอันทำลายความหวังของเธออย่างไร้เยื่อใย "ในวันสิ้นโลก การได้มีชีวิตอยู่มานั่งเหม่อลอยแบบนี้ก็ถือว่าหรูหราที่สุดแล้ว เธอหลับตาคิดถึงพวกคนที่ยังต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่ออาหารสักคำอยู่ข้างนอกนั่นสิ"
"ฉันรู้..." เจียงเจาอวี๋พึมพำ "แต่มันน่าเบื่อจริงๆ นี่นา เมื่อก่อนเคยคิดว่าถ้าไม่มีโทรศัพท์ต้องอยู่ไม่ได้แน่ๆ ตอนนี้กลับเอาชีวิตรอดมาได้จริงๆ แต่รู้สึกเหมือนวิญญาณหายไปครึ่งหนึ่งเลย"
เธอมองเพดานอย่างเบื่อหน่าย แล้วหันไปมองเฟยอวี่เยว่ที่เงียบสงบราวกับหุ่นกระบอกอยู่ข้างๆ จู่ๆ เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้น
"จริงสิ! เมื่อวานเราเอาเสื้อผ้าใหม่กลับมาตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ?"
เธอกระโดดลุกขึ้นจากโซฟา กวาดความห่อเหี่ยวเมื่อครู่ทิ้งไปจนหมดสิ้น แล้วพุ่งพรวดไปยังมุมที่กองเสื้อผ้าเอาไว้ด้วยความตื่นเต้น
"ไหนๆ ก็ว่างจนไม่มีอะไรทำแล้ว สู้มาจัดแฟชั่นโชว์กันดีกว่า!"
ตลอดช่วงบ่ายหลังจากนั้น ห้องนั่งเล่นของอพาร์ตเมนต์ก็กลายเป็นรันเวย์ส่วนตัวของเจียงเจาอวี๋ไปโดยปริยาย
"แต่น แตน แต๊น!"
เจียงเจาอวี๋เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงผ้าชีฟองเปิดไหล่สีม่วงอ่อน เดินออกมาจากห้อง แล้วหมุนตัวต่อหน้าเขาเป็นวงกลม ชายกระโปรงพริ้วไหว
"เป็นไง? ชุดนี้ดูมีระดับไหม?"
ลู่หลีอันวางแก้วน้ำในมือลงอย่างจนใจ แล้วพยักหน้า "ก็ดี ขับผิวให้ดูขาวขึ้น"
"ขอไปทีชัดๆ!"
เจียงเจาอวี๋แค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ แต่ก็ยังวิ่งไปส่องกระจกตรงหน้าต่างบานใหญ่ด้วยความอารมณ์ดี
ผ่านไปไม่นาน เธอก็เปลี่ยนเป็นชุดเสื้อแจ็กเก็ตและกระโปรงหนังสีดำสไตล์ไบค์เกอร์ สวมรองเท้าบูตทรงสูงเดินออกมา พร้อมกับโพสท่าเท่ๆ
"แล้วชุดนี้ล่ะ? เท่สุดๆ ไปเลยใช่ไหม? ฉันว่าชุดนี้เหมาะกับการต่อสู้มากๆ เลย!"
"อืม ก็จริง" ครั้งนี้ลู่หลีอันประเมินอย่างจริงจังขึ้นมาหน่อย "เคลื่อนไหวสะดวก แล้วก็มีพลังป้องกันในระดับหนึ่งด้วย รองเท้าบูตคู่นี้ใช้ได้เลย"
เจียงเจาอวี๋ยิ่งลองก็ยิ่งคึก ลากเอาเฟยอวี่เยว่มาเป็นนางแบบด้วย
"เฟยอวี่เยว่ เธอใส่ชุดสีแดงตัวนี้นะ!"
"ว้าว! เหมาะมาก! นี่มันตัดมาเพื่อเธอชัดๆ!"
เฟยอวี่เยว่ปล่อยให้เธอจับแต่งตัวตามใจชอบ เปลี่ยนมาสวมชุดเดรสยาวผ้ากำมะหยี่สีแดงสไตล์เรโทร
สีสันอันร้อนแรงดั่งเปลวไฟขับเน้นเส้นผมสีเงินให้ขาวราวหิมะ ดวงตาสีแดงฉานราวกับปีศาจ งดงามจนน่าตื่นตะลึง
แม้กระทั่งกู้จวินเหลียนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ มาตลอด ตอนนี้ก็ยังถูกดึงดูดสายตาด้วยความครึกครื้นทางฝั่งนี้
เธอเฝ้ามองเจียงเจาอวี๋กับเฟยอวี่เยว่ลองเสื้อผ้าอย่างเงียบๆ ในแววตาเผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ
"จวินเหลียน! เธอเองก็มาลองสิ!"
เจียงเจาอวี๋ถือชุดเดรสยาวผ้าลูกไม้สีขาววิ่งเข้ามา "ชุดนี้ดูเป็นนางฟ้ามาก เหมาะกับเธอสุดๆ!"
กู้จวินเหลียนชะงักไปเล็กน้อย จิตใต้สำนึกสั่งให้เธออยากปฏิเสธ
สภาพร่างกายของเธอในตอนนี้ แค่ขยับตัวก็เหนื่อยแล้ว ไม่อยากจะไปวุ่นวายอะไรอีกจริงๆ
"ฉันไม่ลองดีกว่า..." เธอพูดเสียงเบา "รู้สึกเหนื่อยๆ น่ะ"
"โธ่ ลองหน่อยเถอะน่า! ยังไงก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว!"
เจียงเจาอวี๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยัดชุดกระโปรงใส่อกเธอ แล้วดึงตัวเธอให้ลุกขึ้นมาอย่างดึงดัน
กู้จวินเหลียนจนใจ ทำได้เพียงยอมให้เธอดันตัวเข้าไปในห้อง
เมื่อกู้จวินเหลียนเปลี่ยนชุดเสร็จและเดินออกมา ห้องนั่งเล่นก็ตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ
ชุดเดรสยาวผ้าลูกไม้สีขาวตัวนั้นตัดเย็บมาอย่างพอดีตัว ขับเน้นรูปร่างที่บอบบางและเพรียวยาวของเธอออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เธอจัดชายกระโปรงด้วยความรู้สึกไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเล็กน้อย ดวงตาหลุบต่ำลงนิดๆ ท่าทีที่ดูเย็นชาทว่าแฝงไว้ด้วยความขวยเขินนั้น งดงามราวกับดอกบัวขาวที่กำลังตูมรอวันเบ่งบาน
สายตาของลู่หลีอันทอดมองมาที่ตัวเธอ พวงแก้มของกู้จวินเหลียนก็ปรากฏรอยริ้วสีแดงระเรื่อจางๆ ขึ้นมา
เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินกลับไปนั่งที่เดิมของตัวเองเงียบๆ หยิบนิตยสารขึ้นมาบังใบหน้าไปซะครึ่งหนึ่ง