- หน้าแรก
- สยบอาถรรพ์ใต้ฝ่าเท้า บรรลุเต๋าอมตะกลางกลียุค
- บทที่ 890 - ไม่เข้าใจคำว่ามาก่อนได้ก่อนหรือไง?
บทที่ 890 - ไม่เข้าใจคำว่ามาก่อนได้ก่อนหรือไง?
บทที่ 890 - ไม่เข้าใจคำว่ามาก่อนได้ก่อนหรือไง?
บทที่ 890 - ไม่เข้าใจคำว่ามาก่อนได้ก่อนหรือไง?
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความหยิ่งยโสของนักพรตเมี่ยวลู่ ผู้เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นฮว่าเสินระดับหนึ่ง เฉินฉางมิ่งก็ลอบยิ้มหยันในใจ ตอบกลับเสียงเรียบ "ผู้อาวุโส ผู้น้อยบังเอิญเจอในโบราณสถานแห่งหนึ่งน่ะขอรับ สถานที่แห่งนั้นข้าค้นจนแทบจะพลิกแผ่นดินแล้ว ไม่มีทางหลงเหลือโอสถปู่เทียนเม็ดที่สองแน่นอน"
ใบหน้าของนักพรตเมี่ยวลู่ฉายแววผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
ส่วนบรรพบุรุษเฮิ่นเตียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็หรี่ตาแคบลง จ้องมองเฉินฉางมิ่งเขม็ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ราชันอสูรเจียงหมิง เมื่อครู่นี้ข้าได้กลิ่นหลินจือมังกรโลหิตคละคลุ้งไปหมด เจ้าคงไม่ได้เอาหลินจือมังกรโลหิตไปประเคนให้ไอ้หนุ่มขั้นหยวนอิงนี่หรอกนะ?"
"สหายตัวน้อยคนนี้มอบโอสถปู่เทียนให้ข้า ข้าจะตอบแทนด้วยหลินจือมังกรโลหิต มันก็สมควรแล้วนี่" ราชันอสูรเจียงหมิงตอบกลับอย่างหนักแน่น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของนักพรตเมี่ยวลู่ก็บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บใจ
เขาอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางไกลข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเกาะอู้หยวนในซีจิ้น ก็เพื่อหลินจือมังกรโลหิต แต่กลับถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียได้
นักพรตเมี่ยวลู่ยังไม่ยอมตัดใจ พยายามปั้นยิ้มจอมปลอม เอ่ยถามเฉินฉางมิ่งว่า "สหายตัวน้อย เจ้าพอจะแบ่งหลินจือมังกรโลหิตมาให้ข้าสักชิ้นได้หรือไม่?"
"ขออภัยด้วยขอรับ ผู้อาวุโส หลินจือมังกรโลหิตชิ้นนี้มีความสำคัญต่อข้ามากจริงๆ" เฉินฉางมิ่งส่ายหน้าปฏิเสธทันที
"ดี ดีมาก" นักพรตเมี่ยวลู่พูดคำว่า 'ดี' ออกมาติดกันสองคำ ก่อนจะหันไปขยิบตาให้บรรพบุรุษเฮิ่นเตียน "ในเมื่ออาการบาดเจ็บของราชันอสูรเจียงหมิงหายดีแล้ว งั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ"
"จะปล่อยให้สหายเมี่ยวลู่กลับไปมือเปล่าได้อย่างไร?" บรรพบุรุษเฮิ่นเตียนเริ่มร้อนรน
เขาอุตส่าห์ลงทุนลงแรงเชิญนักพรตเมี่ยวลู่ออกจากถ้ำมาได้ แต่พอมาถึงเกาะอู้หยวนกลับไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลย แบบนี้มันฉีกหน้าเขากันชัดๆ
บรรพบุรุษเฮิ่นเตียนหันขวับไปทางราชันอสูรเจียงหมิง เอ่ยเสียงเข้ม "ราชันอสูรเจียงหมิง เจ้ายังมีหลินจือมังกรโลหิตเหลืออีกไหม? ข้าขอซื้อสักสองชิ้นสิ"
"หมดแล้ว" ราชันอสูรเจียงหมิงแบมือยักไหล่
หลินจือมังกรโลหิตต้องใช้เวลาตั้งสามร้อยปีกว่าจะงอกออกมาสักชิ้นหนึ่ง มันหายากมากนะ
"ไปเถอะ" นักพรตเมี่ยวลู่ตวัดสายตาอาฆาตมองเฉินฉางมิ่งที่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของราชันจิ้งจอกสวรรค์แวบหนึ่ง ก่อนจะเหาะนำออกจากหุบเขาไป
"ราชันอสูรเจียงหมิง ครั้งนี้เจ้าทำเกินไปแล้วนะ" บรรพบุรุษเฮิ่นเตียนบ่นอุบอิบใส่ราชันอสูรเจียงหมิง แล้วก็เหาะตามไปติดๆ
เมื่อทั้งสองลับสายตาไปแล้ว ราชันอสูรเจียงหมิงก็แค่นเสียงเย็นอย่างไม่สบอารมณ์ "ไม่เข้าใจคำว่ามาก่อนได้ก่อนหรือไง? อีกอย่างนะ ถึงวิชากันลู่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็ใช่ว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บของข้าได้หายขาดเสียเมื่อไหร่..."
"ฮ่าๆ ที่พี่ใหญ่พูดก็ถูกของท่านนะ" ราชันจิ้งจอกสวรรค์หัวเราะร่วน คล้อยตามอย่างอารมณ์ดี
นางหันหน้ามาสบตาเฉินฉางมิ่งอย่างหวานเยิ้ม ประกายในดวงตาคู่สวยจับจ้องร่างของเขาอย่างหลงใหล ราวกับถูกมนตร์สะกดจนไม่อาจละสายตาได้
"พี่ใหญ่" ราชันอสูรชิงหลินพูดแทรกขึ้น
"อืม..." ราชันจิ้งจอกสวรรค์รับคำลอยๆ
ถึงนางจะมีเรียวขาขาวเนียนยาวสลวย แต่ส่วนสูงจริงๆ ก็ยังเตี้ยกว่าเฉินฉางมิ่งพอสมควร ในสายตาของคนนอก ภาพที่นางกอดเขาไว้ จึงดูเหมือนนกน้อยซบไหล่เสียมากกว่า
ราชันจิ้งจอกสวรรค์หว่านเสน่ห์แพรวพราว ยิ้มยั่วเย้า "น้องชาย เจ้าเพิ่งจะไปหักหน้ายอดฝีมือขั้นฮว่าเสินมาหมาดๆ ช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งรีบกลับไปเลย อยู่ที่นี่กับพี่สาวก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่สาวจะเป่าขลุ่ยหยอกล้อเป็นเพื่อนแก้เหงาให้ เอาไหมจ๊ะ?"
ช่างเป็นนางจิ้งจอกที่ยั่วยวนจริงๆ
เฉินฉางมิ่งแอบนินทาในใจ ถ้าไม่ใช่เพราะมังกรวิญญาณน้ำแข็งไขกระดูกเหมันต์กระซิบบอกว่านางยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ล่ะก็ เขาคงคิดว่านางต้องมีชายบำเรอเป็นพันๆ คนแน่ๆ
ร่างของเฉินฉางมิ่งขยับวูบเดียว ก็หลุดพ้นจากอ้อมกอดของราชันจิ้งจอกสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย เขาประสานมือคารวะ ส่งยิ้มอ่อนโยน "ผู้น้อยมีวิธีเอาตัวรอดอยู่แล้ว ไม่รบกวนผู้อาวุโสหรอกขอรับ"
ราชันจิ้งจอกสวรรค์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นางมั่นใจว่าตัวเองออกแรงกอดแน่นพอสมควรแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าพละกำลังของเฉินฉางมิ่งจะมหาศาลขนาดนี้ ถึงกับสะบัดหลุดจากการกอดรัดของนางได้อย่างง่ายดาย
เจ้าน้องสี่โผล่หน้ามาทำจมูกฟุดฟิด ส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก พูดจาเหน็บแนม "ราชันจิ้งจอกสวรรค์อุตส่าห์หวั่นไหวกับผู้บำเพ็ญเพียรต๊อกต๋อยอย่างเจ้าทั้งที ไหงเจ้าถึงได้ทึ่มทื่อไม่ประสีประสาแบบนี้เล่า!"
เฉินฉางมิ่งถึงกับหน้าเจื่อน
เจ้าตัวเล็กนี่ มันช่างพูดจาไม่เข้าหูคนเสียจริงๆ
ราชันจิ้งจอกสวรรค์หน้าม้าน คว้าร่างเจ้าน้องสี่ลอยหวือขึ้นมากลางอากาศ ดุเสียงเขียว "ลูกรัก พูดจาเหลวไหลแบบนี้ เดี๋ยวแม่ก็ตีตูดลายซะหรอก"
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
ราชันจิ้งจอกสวรรค์เงื้อแขนเรียวสวย ฟาดก้นเจ้าน้องสี่ไม่ยั้ง
เจ้าน้องสี่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ร้องไห้กระซิกๆ
"เอาล่ะๆ พอได้แล้ว" ราชันอสูรเจียงหมิงทนดูไม่ได้ ต้องเอ่ยปากห้าม
ราชันจิ้งจอกสวรรค์จึงยอมวางเจ้าน้องสี่ลง มันรีบวิ่งแจ้นไปฟ้องเฉินฉางมิ่ง อ้อนวอนเสียงสั่น "เร็วเข้า ช่วยใช้เคล็ดวิชาเซียนหุยชุนรักษาให้ข้าที!"
เมื่อเห็นก้นของเจ้าน้องสี่แดงเถือก เฉินฉางมิ่งก็อดขำไม่ได้
เขาร่ายเคล็ดวิชาเซียนหุยชุน รักษาแผลฟกช้ำที่ก้นของเจ้าน้องสี่จนหายสนิท
"สหายตัวน้อย" ราชันอสูรเจียงหมิงมองหน้าเฉินฉางมิ่ง เอ่ยด้วยความหวังดี "ถ้าเจ้าต้องการ ข้าจะให้ราชันจิ้งจอกสวรรค์ตามไปคุ้มครองเจ้าได้นะ"
"ไม่ต้องหรอกขอรับ" เฉินฉางมิ่งปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
จากนั้น เขาก็ประสานมือคารวะอำลาเหล่าราชันอสูร ก่อนจะหมุนตัวเหาะออกจากหุบเขาไป
เจ้าน้องสี่ยกสองเท้าหน้าขึ้นป้องปาก ตะโกนไล่หลัง "นี่ ไอ้แซ่เฉิน รอให้ข้าทะลวงถึงระดับสิบเอ็ดเมื่อไหร่ ข้าจะไปหาแก แล้วอัดแกให้หมอบคลานเป็นหมาเลยคอยดู! ฮ่าๆๆ..."
"ยินดีต้อนรับเสมอ" เสียงของเฉินฉางมิ่งดังก้องมาจากนอกหุบเขา
ราชันอสูรชิงหลินมองหน้าราชันอสูรเจียงหมิง เอ่ยด้วยความกังวล "พี่ใหญ่ เจ้าอัปมงคลนี่มันฝึกวิชาเร็วมาก ข้าสังหรณ์ใจว่าอีกไม่นาน มันคงจะเก่งกาจเทียบเท่าพวกเราแล้ว"
ราชันอสูรเจียงหมิงถอนหายใจยาว "มันเป็นสัตว์อสูรสายพันธุ์พิเศษ ความเร็วในการฝึกฝนของมัน สร้างสถิติใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ของมวลหมู่สัตว์อสูรในต้าจิ้นไปแล้วล่ะ"
ราชันอสูรชิงหลินดวงตาวาวโรจน์ด้วยรังสีอำมหิต "พี่ใหญ่ ข้าอยากจะฆ่ามันทิ้งเสียแต่ตอนนี้ ตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่มันจะปีนเกลียวขึ้นมาข่มเหงรังแกพวกเรา"
เจ้าน้องสี่ได้ยินก็โกรธจัด สวนกลับทันควัน "ราชันอสูรชิงหลิน ระวังตัวไว้เถอะ สักวันนายท่านสี่จะถอนเกล็ดแกให้หมดเกลี้ยง ให้แกกลายเป็นงูลอกคราบไปเลย!"
งูลอกคราบงั้นรึ?
ราชันจิ้งจอกสวรรค์นึกภาพตามแล้วก็หลุดขำก๊ากออกมาอย่างไม่แคร์สื่อ
ราชันอสูรเจียงหมิงก็อดยิ้มไม่ได้เช่นกัน
"น้องเจ็ด เกาะอู้หยวนของเราแม้จะมีเผ่าอสูรอาศัยอยู่มากมาย แต่ก็มีอสูรแปลงกายอยู่น้อยนิด พลังของพวกเราจึงมีขีดจำกัด สู้พวกยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ไม่ได้หรอก" ราชันอสูรเจียงหมิงมองราชันอสูรชิงหลิน เอ่ยอย่างจริงจัง "ดังนั้น หากเจ้าน้องสี่เติบใหญ่ขึ้นมาได้เมื่อไหร่ มันก็จะได้เป็นราชันเหนือมวลหมู่อสูร ถึงตอนนั้น พวกเราทุกคนก็จะได้พึ่งใบบุญของมันไปด้วย"
เจ้าน้องสี่ได้ยินก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
มันยืนสองขา ยกขาหน้าขึ้นข้างหนึ่ง ทำท่าทางเคร่งขรึม ประกาศก้อง "ตั้งแต่นี้ต่อไป ข้าคือราชันเหนือมวลหมู่อสูร พวกเจ้าทุกคน ล้วนเป็นข้าแผ่นดินของข้า"
ผัวะ!
ฝ่ามือฟาดลงมาอย่างแรง ปลิวเจ้าน้องสี่กระเด็นไปไกล
"แกมันก็แค่ตัวอัปมงคล กว่าแกจะโต พวกข้าก็คงตายกันหมดแล้ว เพราะงั้น ตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะอัดแกให้หนำใจไปเลย" ราชันอสูรชิงหลินไม่เชื่อเรื่องคำสาปแช่ง พุ่งเข้าไปเตะต่อยเจ้าน้องสี่อย่างเมามันส์
"น้องเจ็ด หยุดเถอะ" ราชันอสูรเจียงหมิงตกใจ ขืนปล่อยให้ตีต่อไปมีหวังตายแน่ เขารีบเข้าไปห้ามทัพ
"พวกคนของสำนักกันลู่ แม้จะได้ชื่อว่ามีเมตตาธรรมคอยช่วยเหลือผู้คนในตงจิ้น แต่จริงๆ แล้วพวกมันก็มีวิชาต่อสู้ที่เก่งกาจไม่เบาเลยนะ..." ราชันจิ้งจอกสวรรค์มองตามทิศทางที่เฉินฉางมิ่งหายไป รู้สึกเป็นห่วงเขาขึ้นมาจับใจ จึงตัดสินใจกลายร่างเป็นลำแสงสีขาว เหาะตามเขาออกไปนอกหุบเขา
ณ มุมหนึ่งบนเกาะอู้หยวน
เฉินฉางมิ่งเพิ่งจะเหาะออกมาจากหุบเขาของราชันอสูรได้ไม่ถึงพันลี้ จู่ๆ ก็มีเงาร่างสองสายร่อนลงมาจากฟากฟ้า ขวางทางเขาเอาไว้
ผู้ที่มาขวางทาง ก็คือบรรพบุรุษเฮิ่นเตียนและนักพรตเมี่ยวลู่นั่นเอง
"นักพรตเมี่ยวลู่ผู้นี้ ช่างตื๊อไม่เลิกจริงๆ" เมื่อเห็นทั้งสองคน เฉินฉางมิ่งก็ลอบยิ้มหยันในใจ
นักพรตเมี่ยวลู่มีระดับพลังแค่ขั้นฮว่าเสินระดับหนึ่ง ส่วนบรรพบุรุษเฮิ่นเตียนมีระดับพลังสูงกว่าหน่อย คือขั้นฮว่าเสินระดับสอง
ด้วยพลังที่เฉินฉางมิ่งมีในตอนนี้ เขาไม่หวั่นเกรงการรุมกินโต๊ะของสองคนนี้เลยแม้แต่น้อย
"หึหึ น่าสนใจดีนี่" นักพรตเมี่ยวลู่หรี่ตาแคบลง หัวเราะเบาๆ อยู่คนเดียว "ข้าก็นึกว่าไอ้หนุ่มนี่จะต้องใช้เวลาอีกหลายวัน กว่าจะผละจากอ้อมอกอันอบอุ่นของราชันจิ้งจอกสวรรค์ออกมาได้ ไม่คิดเลยว่าจะออกมาเร็วขนาดนี้..."
"สหายเมี่ยวลู่ เรื่องคราวนี้ทำให้เจ้าต้องเสียหน้า ข้าต้องขออภัยจริงๆ" บรรพบุรุษเฮิ่นเตียนค่อยๆ ยกมือขึ้นข้างหนึ่ง เอ่ยเสียงขรึม "ส่วนหลินจือมังกรโลหิตที่เจ้าอยากได้ ข้าจะไปทวงคืนมาให้เอง!"
ท้องฟ้ามืดครึ้มลงในพริบตา ราวกับถูกสาดด้วยหมึกสีดำ
พายุโหมกระหน่ำรุนแรง
มือยักษ์สีดำทะมึนแหวกกลุ่มเมฆ พุ่งแหวกอากาศลงมา หมายจะคว้าตัวเฉินฉางมิ่งอย่างเกรี้ยวกราด
(จบแล้ว)