- หน้าแรก
- สยบอาถรรพ์ใต้ฝ่าเท้า บรรลุเต๋าอมตะกลางกลียุค
- บทที่ 740 - จับตัวมาสอบสวนให้รู้เรื่อง
บทที่ 740 - จับตัวมาสอบสวนให้รู้เรื่อง
บทที่ 740 - จับตัวมาสอบสวนให้รู้เรื่อง
บทที่ 740 - จับตัวมาสอบสวนให้รู้เรื่อง
"หนอย จินจื่ออัน ถึงกับกล้าเอาโอสถปลอมมาหลอกพวกเรา!" อวี๋ไห่หลงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นอวี๋ไห่หลงฮึดฮัดจะไปเอาเรื่องตระกูลจิน เฉินฉางมิ่งก็รีบปล่อยพลังเวท จำแลงเป็นท่อนแขนเลือนรางคว้าตัวเขาเอาไว้
"ศิษย์พี่อวี๋ ใจเย็นๆ ก่อน โอสถที่จินจื่ออันให้มาก็ใช่ว่าจะไม่มีผลเสียทีเดียว แขนของข้ายาวขึ้นมานิดหน่อยแล้ว ดังนั้นจะบอกว่าโอสถไจ้จ้าวนี้เป็นของปลอมก็คงไม่ถูกนัก" เฉินฉางมิ่งอธิบาย
อวี๋ไห่หลงถอนหายใจยาว "ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ขาดทุนย่อยยับเลยสิ"
"ก็ไม่ได้ขาดทุนหรอก วิชาพิรุณทิพย์นั่น พวกเขาก็ฝึกได้ไม่ถึงขั้นของข้าหรอกนะ" เฉินฉางมิ่งยิ้มบางๆ
การแลกเปลี่ยนวิชาพิรุณทิพย์กับโอสถไจ้จ้าวในครั้งนี้ ถือว่าเจ๊ากันไป
ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้ในสิ่งที่หวัง
ผลลัพธ์การฝึกวิชาพิรุณทิพย์ของบรรพบุรุษตระกูลจิน ก็คงไม่ต่างอะไรกับอวี๋ไห่หลงหรอก
เมื่อพูดถึงวิชาพิรุณทิพย์ อวี๋ไห่หลงก็กระตือรือร้นขึ้นมาอีกครั้ง
"ศิษย์น้องเฉิน ถ้าอย่างนั้นข้าไปหาคนมาทดลองดูก่อนนะ" พูดจบ เขาก็รีบร้อนเดินออกไปทันที
เมื่อมองตามแผ่นหลังที่รีบร้อนของอวี๋ไห่หลง เฉินฉางมิ่งก็ทำเพียงยิ้มอย่างเข้าใจ ก่อนจะปิดประตู แล้วเริ่มฟื้นฟูร่างกายต่อ
ในส่วนลึกของป่ารกร้าง
ภายในตำหนักใต้ดิน
พระแม่ทอดพระเนตรมองชายชุดดำที่บาดเจ็บอยู่เบื้องล่างบัลลังก์มังกร ขมวดคิ้วรำพึงว่า "แปลกจริง วิชาพิรุณทิพย์นี่ทำไมผลลัพธ์มันถึงได้ไม่ได้เรื่องแบบนี้"
ชายชุดดำลมหายใจรวยริน เอ่ยเสียงแผ่วเบา "ท่านพระแม่ ท่านไม่ต้องเปลืองแรงเปล่าหรอก อาการบาดเจ็บของข้ามันสาหัสเกินไป รักษาไม่หายหรอก"
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
พระแม่ไม่ยอมแพ้ ร่ายวิชาพิรุณทิพย์ติดๆ กันถึงสามครั้ง ทว่าเมื่อแสงสีเขียวตกลงไปในร่างของชายชุดดำ อาการของเขากลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เด่นชัดเลย
วิชาพิรุณทิพย์ของนาง ก็เปรียบเสมือนสะเก็ดไฟดวงน้อยที่ถูกโยนลงไปในตุ่มน้ำ เพียงพริบตาก็มอดดับไปจนหมดสิ้น
"หรือว่าพรสวรรค์ของข้ายังไม่พอ? ไม่อย่างนั้นทำไมวิชาพิรุณทิพย์ถึงได้มีผลลัพธ์ธรรมดาๆ เช่นนี้?" พระแม่พึมพำกับตัวเอง ใบหน้าค่อยๆ ปรากฏร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว
ทั่วทั้งเกาะรกร้างแห่งนี้ นอกจากใต้เท้าฉู่ที่มีพลังเหนือกว่านางแล้ว ยังมีผู้ใดที่มีระดับการฝึกตนและพรสวรรค์เหนือกว่านางอีกล่ะ?
ในฐานะยอดฝีมือระดับจินตันระดับสิบจุดสูงสุด ที่ขาดอีกเพียงครึ่งก้าวก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นหยวนอิง นางมั่นใจว่าพลังฝีมือของนางนั้น ไร้คู่ต่อสู้บนเกาะรกร้างแห่งนี้มาตั้งนานแล้ว
แม้พลังของนางจะแข็งแกร่ง แต่นางก็ไม่กล้าออกหน้า
เพราะในฐานะพระแม่ไร้ชีพแห่งพรรคบัวดำ นางมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของพันธมิตรเซียนแห่งต้าฉิน หากโผล่หัวออกไปให้พันธมิตรเซียนแห่งต้าฉินรู้เข้าล่ะก็ นางคงต้องตายอย่างไร้ที่ฝังเป็นแน่
หากเฉินฉางมิ่งเข้ามาในที่แห่งนี้ ย่อมต้องจำสัญลักษณ์ดอกบัวสีดำบนเสื้อคลุมของผู้คุ้มกันสวมหน้ากากได้ทันที ว่านี่คือสัญลักษณ์เฉพาะของ "พรรคบัวดำ"
ในความทรงจำของเฉินฉางมิ่ง พระแม่ไร้ชีพน่าจะถูกแมลงกลืนวิญญาณระเบิดตายไปตั้งนานแล้ว
แต่เขาคงคาดไม่ถึงว่า พระแม่ไร้ชีพยังมีชีวิตอยู่ แถมยังไปหาที่พึ่งพิงที่มีพลังแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมได้อีกด้วย
เมื่อสองร้อยปีก่อน พระแม่ไร้ชีพยังคงดิ้นรนวางแผนอย่างยากลำบากเพื่อหมายจะทะลวงขั้นจินตัน แต่หลังจากสวามิภักดิ์ต่อใต้เท้าฉู่ผู้นี้ นางกลับสามารถบรรลุขั้นจินตันได้อย่างง่ายดาย
"ในเมื่อใต้เท้าฉู่คุ้นเคยกับวิชาพิรุณทิพย์เป็นอย่างดี บางทีข้าอาจจะไปถามเขาดูได้กระมัง?" พระแม่ไร้ชีพครุ่นคิดในใจ
แต่วินาทีต่อมา นางก็ปัดความคิดนี้ทิ้งไป
ใต้เท้าฉู่กำลังเก็บตัวฝึกตน แม้แต่ต้นไม้มารโลหิตที่สุ่มเสี่ยงจะคลุ้มคลั่ง เขาก็ยังไม่สนใจ มอบหมายให้นางดูแลแทนทั้งหมด หากนางไปรบกวนเขาอย่างวู่วามในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นต้องโดนด่าเปิงแน่
เมื่อนึกถึงอารมณ์ร้ายกาจของใต้เท้าฉู่ พระแม่ไร้ชีพก็ถึงกับสะดุ้งเฮือก ไม่กล้าคิดจะไปรบกวนใต้เท้าฉู่อีกเลย
"ผู้ผูกปมย่อมต้องเป็นผู้แก้ปม ศิษย์น้องของอวี๋ไห่หลงผู้นั้นอาจจะมีเคล็ดลับการฝึกฝนเฉพาะตัวก็เป็นได้ สู้ข้าให้จินหนานอู๋ไปจับตัวมันมาสอบสวนให้รู้เรื่องไปเลยดีกว่า" จู่ๆ พระแม่ไร้ชีพก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
หากถามอะไรไม่ได้ความ นางก็จะควบคุมคนผู้นี้ บังคับให้มันเข้าร่วมกับพรรคบัวดำ และแต่งตั้งให้เป็นมหาปุโรหิตของพรรคบัวดำเสียเลย
ให้ทำหน้าที่รักษาอาการบาดเจ็บของสาวกในพรรคเป็นการเฉพาะ
เมื่อคิดได้ดังนี้ พระแม่ไร้ชีพก็หยิบป้ายสื่อสารออกมา เริ่มติดต่อไปหาจินจื่ออัน
ตระกูลจิน
ดวงตาของเทวรูปภายในตำหนักใต้ดินเริ่มเปล่งแสง จากนั้นเสียงอันไพเราะก็ดังกังวานขึ้น
"จินหนานอู๋ รีบมาพบข้าเดี๋ยวนี้"
จินหนานอู๋ที่กำลังฝึกตนอยู่ในบ้านบรรพบุรุษ จู่ๆ ป้ายหยกรับคำสั่งในอกเสื้อก็สั่นเครือ เขารู้ทันทีว่านี่คือเสียงเรียกจากเทวรูปพระแม่ในตำหนักใต้ดิน จึงรีบรุดไปยังตำหนักใต้ดินทันที
"ท่านพระแม่ ท่านเรียกข้าหรือขอรับ?" เขาเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
เสียงของพระแม่ไร้ชีพดังมาจากเทวรูป "วิชาพิรุณทิพย์นี้ แม้ข้าจะฝึกสำเร็จแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นที่น่าพอใจนัก ดังนั้นข้าขอสั่งให้เจ้าหาทางจับตัวศิษย์น้องของอวี๋ไห่หลงมาให้ข้า ข้าจะสอบสวนมันด้วยตัวเอง"
"ได้ขอรับ ท่านพระแม่" แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยต่อคำพูดของพระแม่ แต่จินหนานอู๋ก็ยังคงรับปากอย่างแข็งขัน
แสงสว่างจากเทวรูปหม่นแสงลง
จินหนานอู๋ออกจากตำหนักใต้ดินกลับไปยังบ้านบรรพบุรุษ จากนั้นก็เรียกตัวบุตรชายขั้นจินตันอีกสามคน ตลอดจนผู้นำตระกูลจินจื่ออันมาพบ
"ท่านพ่อ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ?" เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของจินหนานอู๋ จินเยว่ก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
บรรพบุรุษขั้นจินตันทั้งสี่ของตระกูลจิน ได้แก่ จินหนานอู๋ จินเยว่ จินซาน และจินหู โดยมีเพียงจินหนานอู๋ผู้เดียวที่อยู่ขั้นจินตันระดับสาม ส่วนอีกสามคนที่เหลือล้วนอยู่ขั้นจินตันระดับหนึ่งทั้งสิ้น
จินหนานอู๋หรี่ตาแคบ กล่าวว่า "เรื่องที่ข้าให้จื่ออันไปใช้วิชาพิรุณทิพย์แลกกับโอสถไจ้จ้าวที่ตระกูลอวี๋ พวกเจ้ารู้เรื่องนี้ใช่ไหม?"
ทั้งสี่คนพยักหน้า
จินจื่ออันรู้สึกร้อนตัวเล็กน้อย ท้ายที่สุดเขาก็แอบก๊อปปี้วิชานี้เก็บไว้ชุดหนึ่ง แถมช่วงนี้เขายังฝึกจนสำเร็จแล้วด้วย
"นี่คือสิ่งที่ใต้เท้าผู้นั้นต้องการ" พอพูดถึงใต้เท้า สีหน้าของจินหนานอู๋ก็เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "หลังจากท่านผู้นั้นฝึกวิชาพิรุณทิพย์แล้ว พบว่าผลลัพธ์ในการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจนัก จึงสั่งให้ตระกูลจินของเราจับตัวศิษย์น้องของอวี๋ไห่หลงไปส่งให้เขา..."
จินจื่ออันนัยน์ตาทอประกายวาบ แค่นหัวเราะ "ศิษย์น้องของอวี๋ไห่หลงก็อยู่แค่ขั้นสร้างรากฐานเอง ตระกูลจินของเราจะจับตัวคนผู้นี้มา มันก็ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก"
"เจ้ารู้อะไรบ้าง?" จินหนานอู๋ถลึงตาใส่เขา กล่าวเสียงต่ำว่า "คนผู้นี้ระดับการฝึกตนไม่น่าห่วงก็จริง แต่ในมือเขากลับมีแมลงกลืนหัวใจเส้นเงินอยู่หนึ่งตัว แมลงตัวนี้สามารถสังหารยอดฝีมือขั้นสร้างรากฐานระดับสิบจุดสูงสุดได้อย่างง่ายดาย ข้าเดาว่ามันต้องเป็นสัตว์อสูรระดับห้าขั้นต้นเป็นอย่างน้อยแน่"
สัตว์อสูรระดับห้าขั้นต้นรึ?
อีกหลายคนที่เหลือถึงกับใจหายวาบ รู้สึกได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ขึ้นมาทันที
"ท่านพ่อ แล้วท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ?" จินเยว่ถาม
แววตาของจินหนานอู๋ทอประกายคมปลาบ แค่นยิ้มเหี้ยม "กางค่ายกล สร้างค่ายกลที่สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับหกขั้นกลางได้ อาศัยพลังของค่ายกล บดขยี้แมลงตัวนี้ให้แหลกคามือไปเลย"
"ได้ขอรับ ท่านพ่อ พวกเราขอทำตามที่ท่านสั่งทุกประการ" จินเยว่รีบพยักหน้ารับ
ตระกูลจินของพวกเขามีขุมกำลังที่แข็งแกร่ง การจะสร้างค่ายกลระดับนี้ขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
"ค่ายกลนี้ยังต้องใช้เวลาอีกสามวันในการจัดเตรียม หลังจากเตรียมการเสร็จสิ้น จินจื่ออัน เจ้าก็เดินทางไปที่ตระกูลอวี๋สักรอบ ไปเชิญตัวสองศิษย์พี่ศิษย์น้องตระกูลอวี๋มา" จินหนานอู๋สั่งการ
"ขอรับ" จินจื่ออันรีบรับคำ
"จะเชิญคน ก็ต้องมีข้ออ้างสักหน่อย... เจ้าก็บอกไปว่า ข้าฝึกวิชาพิรุณทิพย์แล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่ค่อยดีนัก เลยอยากจะเชิญคนแซ่เฉินมาแลกเปลี่ยนความรู้กันสักหน่อย" จินหนานอู๋คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวต่อ
"ท่านบรรพบุรุษ ท่านช่างรอบคอบ คาดการณ์ได้อย่างแม่นยำจริงๆ!" จินจื่ออันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยประจบ
"รีบไสหัวไปจัดการได้แล้ว" จินหนานอู๋ด่ากลั้วหัวเราะ ยัดรายการสิ่งของใส่มือจินจื่ออันไปแผ่นหนึ่ง
สามวันต่อมา
รุ่งสาง ขณะที่ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นยอดเขา ร่างของเฉินฉางมิ่งก็สั่นสะท้านเบาๆ ปลดปล่อยกลิ่นอายของขั้นจินตันออกมา
"ในที่สุดก็ฟื้นฟูถึงขั้นจินตันระดับหนึ่งแล้วสินะ" สัมผัสได้ถึงพลังเวทอันเปี่ยมล้นมหาศาลภายในจุดตันเถียน เฉินฉางมิ่งก็แอบดีใจอยู่ในใจ
ขอเพียงทะลวงผ่านระดับเล็กๆ ไปได้อีกระดับ เขาก็น่าจะสามารถใช้วิชาเซียนหุยชุนในการฟื้นฟูร่างกายได้แล้วล่ะ
วิชาซ่อนเร้นลมปราณถูกใช้งาน กลิ่นอายของเฉินฉางมิ่งก็ลดระดับกลับมาอยู่ที่ขั้นสร้างรากฐานระดับสิบจุดสูงสุดอีกครั้ง
เหตุผลที่เขาทำเช่นนี้ ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ศิษย์พี่อวี๋ไห่หลงต้องชอกช้ำใจหรอกนะ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
อวี๋ไห่หลงมาถึงในลานบ้าน เคาะประตูห้องของเฉินฉางมิ่ง
"ฮ่าๆ... ศิษย์น้องเฉิน ดูเหมือนข้าจะไม่ได้เป็นคนเดียวที่พรสวรรค์ไม่ดีแฮะ แม้แต่ท่านบรรพบุรุษหนานอู๋แห่งตระกูลจิน ฝึกวิชาพิรุณทิพย์แล้ว ผลลัพธ์ก็งั้นๆ เหมือนกันแหละ" ทันทีที่เห็นหน้าเฉินฉางมิ่ง อวี๋ไห่หลงก็หัวเราะร่วนอย่างคนหัวอกเดียวกัน
(จบแล้ว)