- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาสยบมหาเต๋า ข้าคือเทพมารกาลเวลา
- บทที่ 70 - ช่องทางเปิดแล้ว คนไปไหนเสียล่ะ?
บทที่ 70 - ช่องทางเปิดแล้ว คนไปไหนเสียล่ะ?
บทที่ 70 - ช่องทางเปิดแล้ว คนไปไหนเสียล่ะ?
บทที่ 70 - ช่องทางเปิดแล้ว คนไปไหนเสียล่ะ?
"โลกฝั่งนู้นก็กำลังโจมตีรอยแยกมิตินี้ด้วยงั้นหรือ?"
ทันใดนั้น จอมมารแห่งการทำลายล้างที่กำลังตีเหล็กดังเคร้งๆ อยู่ ก็หยุดมือลงกะทันหัน เพราะเขาสัมผัสได้ว่าความเร็วในการเปิดรอยแยกมิตินี้กลับรวดเร็วยิ่งกว่าตอนเริ่มแรกเสียอีก แม้เขาจะโจมตีอย่างต่อเนื่อง แต่ตามความเร็วของเขา อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหลายสิบล้านปีกว่าจะเปิดกว้างพอให้สรรพสัตว์ข้ามผ่านได้ เพราะรอยแยกนี้มันเล็กราวกับเส้นผมเท่านั้น
ทว่าเวลานี้กลับต่างออกไป ผ่านไปไม่นานนัก มันก็มีขนาดใหญ่เท่าท่อนแขนแล้ว ซ้ำเขายังสังเกตเห็นว่าแม้เวลานี้เขาจะหยุดมือ รอยแยกมิตินี้ก็ยังคงขยายตัวกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้มีเพียงสองกรณีเท่านั้น ประการแรกคือรอยแยกมิติกำลังขยายตัวด้วยตัวมันเอง และประการที่สอง ย่อมต้องมีผู้อื่นฝั่งนู้นพยายามขยายรอยแยกมิติเฉกเช่นเดียวกับเขา
และเมื่อเขาหยุดมือลง ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงเคร้งๆ ที่ดังแว่วมาจากฝั่งนู้น เขาก็ประจักษ์ทันทีว่ามันคือกรณีที่สอง
"นึกไม่ถึงเลยว่าโลกฝั่งนู้นก็มียอดฝีมือระดับสุพรีมด้วยหรือ? ชักจะยุ่งยากเสียแล้วสิ!"
จอมมารแห่งการทำลายล้างรำพึงด้วยสีหน้าย่ำแย่ เดิมทีเขาคิดว่าเป็นเพียงโลกธรรมดาสามัญใบหนึ่ง เช่นนั้นเขาย่อมสามารถยึดครองมาเป็นบ้านหลังที่สองของสรรพสัตว์แห่งมหาโลกอากู่ได้อย่างง่ายดาย ทว่าบัดนี้เมื่อโลกฝั่งนู้นมีระดับสุพรีมอยู่ด้วย เรื่องมันก็ไม่ง่ายเสียแล้ว
เวลานี้มหาเทพจี้ซื่อก็หายสาบสูญไป เขาไม่รู้เลยว่าฝั่งนู้นมียอดฝีมือระดับสุพรีมอยู่กี่ตน หากมีเพียงตนเดียวก็ยังพอว่า เขาเชื่อมั่นในความไร้เทียมทานของตนเอง สามารถบุกไปสะกดข่มและยึดครองมาเป็นของตนได้ ทว่าหากมีระดับสุพรีมถึงสองตน เรื่องมันก็ยุ่งยากแล้วสิ!
"ช่างเถิด อย่างไรเสียโลกก็กำลังจะดับสูญ นี่คือความหวังเพียงหนึ่งเดียว ทำได้เพียงลองเสี่ยงดูสักตั้ง!"
ท้ายที่สุด ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดก็มีชัยเหนือความหวาดผวาต่อสิ่งลี้ลับ จากนั้นเขาก็เริ่มลงมือทำงานอย่างหนักอีกครั้ง หวังจะเบิกทางให้รอยแยกนี้กว้างขึ้นโดยเร็ว
"ผานกู่ เจ้านอนไม่อิ่มหรือไร เรี่ยวแรงถึงได้น้อยนิดเพียงนี้ แถมยังเชื่องช้าอีกต่างหาก!"
"ตู้ม!"
"ตอนนี้รู้สึกมีแรงขึ้นมาหรือยัง?"
ผานกู่เงื้อขวานสับเข้าใส่เทพมารโกลาหลที่เอ่ยปากนั้นทันที พลังอันน่าสะพรึงกลัวซัดนางจนกระเด็นตกจากบัลลังก์จักรพรรดิ ก่อนที่เสียงอันเย็นเยียบของเขาจะดังตามมา
ส่วนความโกลาหลที่นั่งอยู่ด้านข้าง เวลานี้ก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมขมับ เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเทพมารแห่งระเบียบไปเอาความกล้ามาจากที่ใด ผานกู่กำลังสับรอยแยกอย่างแข็งขัน แต่เจ้ากลับนั่งดูมหรสพแล้วยังไปเย้าแหย่อีก ความโกลาหลรู้สึกว่าผานกู่ออกแรงน้อยไปเสียด้วยซ้ำ สมควรจะเพิ่มแรงอีกนิด สับบัลลังก์จักรพรรดิของเทพมารแห่งระเบียบให้แหลกไปเลยจะดีกว่า
"ก็ใช้แรงแค่นี้แหละ สับช้าปานนั้น ข้าจะหลับอยู่แล้ว!"
เทพมารแห่งระเบียบทรงตัวได้จากที่ไกลลิบ ก่อนจะบินกลับมานั่งบนบัลลังก์จักรพรรดิดังเดิม พร้อมกับไม่ลืมที่จะเอ่ยบ่นผานกู่
ความโกลาหลที่อยู่ด้านข้าง ขยับบัลลังก์จักรพรรดิของตนถอยห่างจากเทพมารแห่งระเบียบอย่างเงียบๆ เขาไม่อยากโดนลูกหลงไปด้วยหรอกนะ จึงขอถอยห่างออกมาเสียหน่อย ส่วนวัฏจักรสงสารที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็กระทำเช่นเดียวกัน การเคลื่อนไหวของทั้งสองแทบจะพร้อมเพรียงกัน เห็นได้ชัดว่ายามนี้พวกเขาหวาดกลัวที่จะต้องนั่งใกล้กับเทพมารแห่งระเบียบ ท้ายที่สุด แม่นางผู้นี้มักจะโพล่งคำพูดที่ล่วงเกินตัวตนอย่างสือเฉินและผานกู่เสมอ หัวใจดวงน้อยๆ ของพวกเขารับไม่ไหวหรอกนะ!
"ให้เจ้ามาทำแทนเอาหรือไม่?"
"ไม่ๆๆ ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น พูดเล่นน่ะ"
ได้ยินคำกล่าวของผานกู่ เทพมารแห่งระเบียบก็รีบโบกมือปฏิเสธ มหาเต๋าของนางก็เหมือนกับของสือเฉินและคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ถนัดเรื่องการโจมตีโดยตรง งานพรรค์นี้ให้ผานกู่ทำน่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว หากให้นางทำ เกรงว่าจะช้ากว่าผานกู่ไม่รู้กี่เท่า!
"หึ หากขืนพล่ามอีก ข้าจะสับบัลลังก์จักรพรรดิของเจ้าทิ้งเสียเลย!"
ผานกู่เอ่ยอย่างไม่พอใจนัก ก่อนจะปรายตามองไปทางสือเฉิน เป็นเชิงบอกให้ดูแลคนของตัวเองให้ดี มิฉะนั้นอย่าหาว่าเขาไม่เกรงใจเทพมารแห่งระเบียบก็แล้วกัน
สือเฉินเองก็รู้สึกจนปัญญา ไฉนตอนนั้นเขาถึงได้หน้ามืดไปเลือกเทพมารแห่งระเบียบมาได้เล่า? ตอนนี้เขาอยากจะถามแค่คำเดียวว่า ตอนนี้จะขอคืนคำยังทันหรือไม่?
เรื่องตลกขบขันนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสือเฉินและผานกู่อย่างใด เป็นเพียงการทำให้บรรยากาศที่แสนจืดชืดดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างเท่านั้น และหลังจากที่ผานกู่ถูกเทพมารแห่งระเบียบก่อกวน เขาก็กระหน่ำฟาดขวานเบิกฟ้าในมืออย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่ากำลังสับรอยแยกมิติราวกับเป็นเทพมารแห่งระเบียบก็ไม่ปาน
"น่าจะพอได้แล้ว!"
เมื่อกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนแม้แต่สือเฉินและคนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ในที่สุดเมื่อผานกู่สับขวานลงไปเป็นครั้งสุดท้าย รอยแยกมิติแห่งโลกก็กว้างพอที่จะให้สรรพสัตว์ข้ามผ่านได้แล้ว
สรรพสัตว์ที่ว่านี้ หมายถึงพวกเทพมารนอกรีต ไม่ใช่เทพมารโกลาหลอย่างพวกสือเฉิน ท้ายที่สุดแล้วขนาดตัวของพวกเขาก็เทียบกันไม่ได้เลย หากต้องเปิดให้กว้างเท่าขนาดตัวของพวกเขา นั่นคงไม่เรียกว่ารอยแยกแล้ว แต่เป็นประตูมิติขนาดยักษ์
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น รอยแยกที่กว้างพอสำหรับเทพมารนอกรีต ก็ยังมีความสูงถึงหลายแสนล้านจั้ง ซึ่งสำหรับโลกฝั่งตรงข้าม มันกว้างขวางพอที่จะให้สรรพสัตว์ทั้งหมดทยอยกันข้ามมาได้อย่างสบายๆ!
"ฝั่งนู้นหยุดแล้วในที่สุด!"
เวลานี้จอมมารแห่งการทำลายล้างอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงบนหน้าผาก แท้จริงแล้วเขาอยากจะหยุดมือมาตั้งนานแล้ว ทว่าฝั่งนู้นเอาแต่โจมตีไม่หยุด หากเขาหยุดมือลงก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ช่วยฝั่งนู้นเบิกทางต่อไปก็แล้วกัน
หลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งมหายุค ฝั่งนู้นก็หยุดมือลง และเมื่อมองดูรอยแยกมิติขนาดมหึมาตรงหน้า แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกเหลือเชื่อ เพราะมันใหญ่โตเกินไปแล้ว เดิมทีเขาเพียงอยากจะเปิดรอยแยกขนาดพอดีตัว เพื่อข้ามไปสืบดูสถานการณ์ในโลกฝั่งนู้นเสียก่อน ทว่าบัดนี้ ต่อให้สรรพสัตว์ทั้งหมดพากันเดินต่อแถวข้ามไป ก็ย่อมผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ
"จะลองเข้าไปดูสักหน่อยดีหรือไม่?"
หากเป็นก่อนหน้านี้ จอมมารแห่งการทำลายล้างคงจะบุกเข้าไปดูแล้ว ทว่าบัดนี้เขากลับรู้สึกลังเล สาเหตุหลักก็เพราะอีกฝั่งเปิดรอยแยกมิติให้กว้างใหญ่จนเกินไป ขนาดของมันกว้างพอๆ กับกายมรรคาวิถีของเขาเลยทีเดียว
"หรือว่าจะไม่ไปดี?"
"จะไม่ไปงั้นหรือ?"
เวลานี้จอมมารแห่งการทำลายล้างกำลังลังเลใจ ส่วนทางฝั่งสือเฉินในโลกแห่งความโกลาหลก็กำลังรู้สึกกลัดกลุ้มเช่นกัน
"เจ้านั่นฝั่งนู้นอยากจะข้ามมาไม่ใช่หรือ? เหตุใดพอพวกเราเปิดช่องทางให้แล้ว บัดนี้กลับไม่ยอมข้ามมาเสียเล่า?"
ผานกู่มองสือเฉินพลางเอ่ยถามด้วยความฉงน เทพมารโกลาหลตนอื่นก็มองสือเฉินเช่นเดียวกัน ทำราวกับว่าสือเฉินล่วงรู้ทุกสิ่งอย่างนั้นแหละ
"เจ้ามาถามข้า แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าไม่ใช่หมอดูเสียหน่อย!"
(จบแล้ว)