- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาสยบมหาเต๋า ข้าคือเทพมารกาลเวลา
- บทที่ 37 - ปะทะมหาเทพจี้ซื่อ!
บทที่ 37 - ปะทะมหาเทพจี้ซื่อ!
บทที่ 37 - ปะทะมหาเทพจี้ซื่อ!
บทที่ 37 - ปะทะมหาเทพจี้ซื่อ!
"เคร้ง!"
เสียงกระบี่ร้องกังวานก้องไปทั่วความโกลาหล ประกายกระบี่สาดส่อง พลังแห่งกาลเวลาล้วนถูกตัดขาด!
"คิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะสามารถหยุดยั้งข้าจากการสังหารเจ้าได้กระนั้นหรือ?"
ดวงตาของสือเฉินปรากฏประกายความเย็นเยียบวาบผ่าน การมาหาเรื่องลงมือกับเขาในโลกแห่งความโกลาหล ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของมหาเทพจี้ซื่อ!
"เบื้องหน้าบัลลังก์จักรพรรดิ ห้ามจับศัสตราวุธ!"
"ตู้ม!"
เมื่อสือเฉินเอื้อนเอ่ย กลิ่นอายอันสูงส่งและยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมไปทั่วโลกแห่งความโกลาหลในชั่วพริบตา!
"อะไรกัน! นั่นมันสิ่งใด!"
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมลงมาอย่างต่อเนื่อง มหาเทพจี้ซื่อก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกตกใจ เขาแหงนหน้าขึ้นมอง และได้เห็นดวงตาแห่งมหาเต๋าที่ดำรงอยู่เหนือห้วงมิติโกลาหลมาโดยตลอด การดำรงอยู่ของดวงตานั้นทำให้เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
แม้ว่ามันจะเพียงแค่ลอยอยู่นิ่งๆ ณ ที่แห่งนั้น แต่เพียงแค่ปรายตามอง เขาก็รู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นเพียงมดปลวกตัวจ้อยเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน ความรู้สึกนี้ทำให้เขากระสับกระส่ายเป็นอย่างยิ่ง
ในมหาโลกอากู่ เขากับจอมมารคือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุด นอกเหนือจากพวกเขาแล้ว ก็มีเพียงสรรพสัตว์ที่พวกเขาเป็นผู้สร้างขึ้น ไม่เคยมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่อย่างมหาเต๋าในโลกแห่งความโกลาหลปรากฏขึ้นมาก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้
และเห็นได้ชัดว่าเวลานี้สือเฉินย่อมไม่อธิบายสิ่งเหล่านี้ให้เขาฟัง มหาเต๋าคือตัวตนที่พิเศษอย่างยิ่งในโลกแห่งความโกลาหล เป็นตัวตนสูงสุดที่แม้แต่เทพมารอย่างสือเฉินก็ยังต้องให้ความเคารพยำเกรง!
"เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ สนใจแต่เรื่องของตัวเองก่อนเถิด!"
"ตู้ม!"
เสียงของสือเฉินดังก้องอยู่ข้างหูมหาเทพจี้ซื่อ พร้อมกับหมัดที่ซัดเปรี้ยงเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างจัง พลังอันน่าสะพรึงกลัวบดขยี้ร่างเนื้อของเขาจนแหลกสลายไปในชั่วพริบตา!
ละอองเลือดสีทองสาดกระเซ็นไปทั่ว ย้อมห้วงความโกลาหลบริเวณนั้นให้กลายเป็นสีทอง ทว่าเมื่อกระทำทุกอย่างเสร็จสิ้น สือเฉินกลับไม่ได้ผ่อนคลายลงแต่อย่างใด เขาทอดสายตามองไปยังจุดๆ หนึ่งอย่างสงบนิ่ง
ไม่นานนัก ภายในสายตาของสือเฉิน มหาเทพจี้ซื่อก็ประกอบร่างกลับคืนมาอีกครั้ง ทว่าเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ สภาพของเขาในยามนี้ดูทุลักทุเลไม่เบา อาภรณ์สีขาวบริเวณหน้าอกฉีกขาด เผยให้เห็นผิวอกขาวซีด และที่ตรงนั้นก็มีรอยหมัดขนาดใหญ่ประทับอยู่ มันไม่ได้เลือนหายไปพร้อมกับการประกอบร่างใหม่
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น! เหตุใดข้าประกอบร่างแล้ว รอยหมัดนี้ถึงยังไม่หายไป!"
เห็นได้ชัดว่ามหาเทพจี้ซื่อรับรู้ถึงความผิดปกติของร่างกายตนเอง เพราะบริเวณรอยหมัดนั้นถูกปกคลุมไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด มันกำลังกัดกร่อนพลังของเขาอย่างต่อเนื่อง หรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือมันกำลังกัดกร่อนจิตแห่งมรรคาวิถีของเขา
พลังของระดับสุพรีมนั้นไร้ขีดจำกัด ทว่าจิตแห่งมรรคาวิถีนั้นต่างออกไป จิตแห่งมรรคาวิถีคือความเข้าใจในมหาเต๋าของสรรพสัตว์ และยังเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงพลังของพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด หากจิตแห่งมรรคาวิถีแหลกสลาย ต่อให้เป็นระดับสุพรีมก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะร่วงหล่นและดับสูญ!
และเวลานี้ รอยหมัดที่สือเฉินทิ้งไว้ภายใต้การหนุนเสริมของกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา ก็กำลังกัดกร่อนจิตแห่งมรรคาวิถีของเขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขาเลย!
"เพิ่งจะรู้ตัวงั้นหรือ? ออกจะสายไปหน่อยนะ!"
สือเฉินแค่นยิ้มเย็นชา เบื้องหลังของเขาปรากฏจันทร์เสี้ยวค่อยๆ ลอยเด่นขึ้น เหนือจันทร์เสี้ยวมีมหาเต๋าแห่งกาลเวลาเอ่อล้นออกมา ทันทีที่มันปรากฏ กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาในโลกแห่งความโกลาหลก็เริ่มปั่นป่วนและพุ่งทะยานเข้าหาจันทร์เสี้ยวอย่างบ้าคลั่ง!
จันทร์เสี้ยวนี้ไม่ใช่วิชาเทพของสือเฉิน ทว่าเป็นของวิเศษคู่กายของเขา นามว่า กงล้อแห่งกาลเวลา มันคือหนึ่งในสองของวิเศษคู่กายของสือเฉิน เป็นของวิเศษระดับโกลาหลที่อยู่ในระดับเดียวกับบงกชขาวแห่งกาลเวลา ก่อนหน้านี้สือเฉินไม่เคยนำมันออกมาใช้เลย และนี่เป็นครั้งแรกที่เขานำมันออกมาปรากฏโฉม
"ตั้งแต่ข้าถือกำเนิดมา ข้ายังไม่เคยเรียกใช้เจ้าเลย ช่างน่าเจ็บใจแทนเจ้าจริงๆ แต่ไม่เป็นไร เลือดของยอดฝีมือระดับสุพรีมสักคน คงจะพอทำให้เจ้าพึงพอใจได้บ้างกระมัง!"
สือเฉินหันไปมองกงล้อแห่งกาลเวลาเบื้องหลัง ราวกับว่ามันฟังคำพูดของเขารู้เรื่อง กงล้อแห่งกาลเวลาหมุนวนรอบตัวเขาหลายรอบ พร้อมกับสูบซับกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาโดยรอบรวดเร็วยิ่งขึ้น
"ตัด!"
"ตู้ม!"
เมื่อสือเฉินเอ่ยปาก กงล้อแห่งกาลเวลาเบื้องหลังก็ฟาดฟันลำแสงรูปจันทร์เสี้ยวออกไปอย่างเชื่องช้า ทว่าในวินาทีนั้น ห้วงมิติโกลาหลโดยรอบกลับสว่างไสวไปด้วยแสงแห่งกฎเกณฑ์กาลเวลา!
"บัดซบ ขยับตัวไม่ได้!"
ในดวงตาของมหาเทพจี้ซื่อเต็มไปด้วยความหวาดผวา เขาพยายามจะขยับตัว ทว่าไม่เพียงแต่กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาโดยรอบที่กำลังผลักไสเขาอย่างต่อเนื่อง แต่เหนือศีรษะของเขาก็ราวกับมีพลังอันลี้ลับบางอย่างกดทับเอาไว้ ทำให้เขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย
"พรึ่บ~!"
"ตู้ม!"
ขณะที่การฟาดฟันของกงล้อแห่งกาลเวลากำลังจะฟาดลงบนร่างของเขา ในที่สุดปีกสีขาวบริสุทธิ์คู่หนึ่งก็กางออกจากแผ่นหลังและโอบล้อมร่างของเขาเอาไว้ ลำแสงจันทร์เสี้ยวพุ่งเข้าปะทะกับปีกคู่นั้น ก่อเกิดเป็นพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว!
"คราวก่อนปล่อยให้เจ้าลอบโจมตีสำเร็จ ครั้งนี้จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก!"
เมื่อฝุ่นควันจางลง มหาเทพจี้ซื่อก็กลับคืนสู่สภาพเดิมดังตอนแรก เห็นเพียงเขากระชับกระบี่ยักษ์ในมือที่สูงและกว้างพอๆ กับตัวเขา ยืนตระหง่านอยู่กลางห้วงความโกลาหล บนกระบี่ยักษ์เล่มนั้นแผ่ซ่านไปด้วยพลังแห่งการทำลายล้าง
"อาวุธมรรคาวิถีที่หลอมด้วยกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้างอย่างนั้นหรือ?"
เพียงแค่ปรายตามอง สือเฉินก็ประเมินระดับของอาวุธในมืออีกฝ่ายได้คร่าวๆ มันคืออาวุธมรรคาวิถีที่แฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้าง และดูจากสภาพแล้ว น่าจะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายหลอมขึ้นมาด้วยตนเอง
อาวุธมรรคาวิถีไม่ใช่ของวิเศษคู่กาย ทว่าเป็นสมบัติที่ยอดฝีมือหลอมขึ้นมาเอง โดยปกติแล้วของวิเศษจะถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ของวิเศษทั้งสามชิ้นในมือผานกู่ หรือบงกชขาวแห่งกาลเวลาและกงล้อแห่งกาลเวลาในมือสือเฉิน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของวิเศษคู่กายทั้งสิ้น
แต่หากสือเฉินออกรวบรวมวัตถุดิบมาหลอมอาวุธด้วยตนเอง สิ่งนั้นจะเรียกว่าอาวุธมรรคาวิถี ซึ่งระดับของมันก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้หลอม ด้วยพลังของสือเฉินในปัจจุบัน อาวุธมรรคาวิถีที่เขาหลอมได้อย่างมากก็อยู่แค่ระดับอาวุธวิเศษโกลาหล สูงขึ้นไปอีกก็คือระดับของวิเศษวิญญาณโกลาหล แต่การจะหลอมอาวุธให้ถึงระดับของวิเศษสูงสุดโกลาหลนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของวัตถุดิบอีกต่อไป ทว่าต้องอาศัยพลังและระดับความเข้าใจในมหาเต๋าที่สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง!
และกระบี่ยักษ์ในมือของอีกฝ่าย แท้จริงแล้วก็คือของวิเศษระดับอาวุธวิเศษโกลาหล ทว่าอย่าลืมสิว่า กงล้อแห่งกาลเวลาในมือสือเฉินนั้น คือของวิเศษระดับสูงสุดโกลาหล!
"เข้ามา!"
"แสงแห่งการทำลายล้าง เพลิงแห่งการกอบกู้!"
เห็นเพียงกระบี่ยักษ์ในมือของมหาเทพจี้ซื่อปลดปล่อยพลังแห่งการทำลายล้างออกมา ทว่าบนร่างของเขากลับมีเปลวเพลิงแห่งชีวิตลุกโชน พลังสองสิ่งที่ขัดแย้งกันกลับปรากฏขึ้นพร้อมกันบนร่างของคนๆ เดียว แม้แต่สือเฉินก็ยังแอบประหลาดใจ
เห็นได้ชัดว่ามหาเทพจี้ซื่อครอบครองเพียงพลังแห่งการรังสรรค์ ทว่าเหตุใดเขาจึงสามารถใช้พลังแห่งกฎเกณฑ์การทำลายล้างได้เล่า? เป็นเพียงเพราะกระบี่ยักษ์ในมืออย่างนั้นหรือ? แต่ผู้ที่บำเพ็ญเพียรกฎเกณฑ์แห่งการรังสรรค์ดีๆ เหตุใดถึงไปหลอมอาวุธมรรคาวิถีด้วยกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้างเล่า? อีกทั้งสือเฉินยังสัมผัสได้ว่า บนกระบี่ยักษ์เล่มนั้นดูเหมือนจะมีกลิ่นอายของผู้อื่นแฝงอยู่ ไม่ใช่แค่กลิ่นอายของมหาเทพจี้ซื่อเพียงผู้เดียว ทว่ากลิ่นอายนั้นช่างคล้ายคลึงกับของมหาเทพจี้ซื่อย่นัก!