เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 - ปราณกระบี่กวัดแกว่งล้านลี้ กระบี่เดียวส่องสว่างสิบเก้าแคว้น!

บทที่ 39 - ปราณกระบี่กวัดแกว่งล้านลี้ กระบี่เดียวส่องสว่างสิบเก้าแคว้น!

บทที่ 39 - ปราณกระบี่กวัดแกว่งล้านลี้ กระบี่เดียวส่องสว่างสิบเก้าแคว้น!


บทที่ 39 - ปราณกระบี่กวัดแกว่งล้านลี้ กระบี่เดียวส่องสว่างสิบเก้าแคว้น!

งานสมรสสวรรค์ ก็จบลงเพียงเท่านี้

ทว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักหลิงเซียว กลับถูกเล่าขานกันปากต่อปาก และแพร่สะพัดไปทั่วฟ้าดิน

ชั่วขณะนั้น ฟ้าดินสั่นสะเทือน สรรพสัตว์ฮือฮา

"นี่ เจ้าได้ยินมาบ้างไหม ว่าศิษย์สืบทอดคนที่ห้าที่ท่านนักบุญทงเทียนแห่งนิกายเจี๋ยเพิ่งจะเลื่อนขั้นให้ มีฝีมือร้ายกาจมากเลยนะ"

"ขนาดเมาแอ๋ ยังสามารถใช้กระบี่เดียวสยบสิบสองกิมเซียนได้เลย"

"ซี๊ด...... ตัวคนเดียวเอาชนะสิบสองกิมเซียนได้ หรือว่าเซียนกระบี่สุราผู้นั้นจะเป็นยอดฝีมือระดับต้าหลัวกิมเซียน?"

"น่าเสียดายจริงๆ ที่พวกเราไม่มีคุณสมบัติพอจะไปร่วมงานที่ศาลสวรรค์เผ่าปีศาจ เลยอดเห็นภาพประวัติศาสตร์นั้นกับตาตัวเองเลย"

ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนนับไม่ถ้วนต่างก็ทอดถอนใจ ด้วยสีหน้าเสียดาย

ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ สิบสองกิมเซียนถือเป็นยอดฝีมือที่ได้รับการยอมรับจากสรรพสัตว์มาโดยตลอด

แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ยอดฝีมือเหล่านั้น กลับถูกคนเพียงคนเดียวสยบเอาได้อย่างง่ายดาย

สรรพสัตว์ต่างก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตัวกู้ฉางชิง ซึ่งเป็นศิษย์แห่งนิกายเจี๋ยผู้นี้เป็นอย่างมาก

มีบางคนถึงกับคาดเดาว่า กู้ฉางชิงอาจจะบรรลุถึงระดับต้าหลัวกิมเซียนไปแล้วก็ได้

ไม่อย่างนั้น จะสามารถมองข้ามความแตกต่างด้านจำนวน และใช้ตัวคนเดียวสยบสิบสองกิมเซียนได้อย่างไร?

......

ในขณะเดียวกัน ณ ภูเขาคุนหลุน

ภายในวังอวี้ซวี

"ไอ้พวกศิษย์ไม่เอาไหน ไอ้พวกศิษย์ไม่เอาไหน!"

"ครั้งนี้ พวกเจ้าทำให้ฉันขายขี้หน้าไปทั่วนิกายฉ่านแล้ว"

หยวนสือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ โมโหจนแทบคลั่ง

เขาชี้หน้าด่าสิบสองกิมเซียนที่อยู่ตรงหน้า นิ้วมือถึงกับสั่นเทาเล็กน้อย

สัมผัสของนักบุญครอบคลุมฟ้าดิน หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่ง

ตอนนี้เขาได้ยินเสียงสรรเสริญกู้ฉางชิง และเสียงเยาะเย้ยนิกายฉ่านจากสรรพสัตว์แล้ว

หยวนสือแทบจะเดือดดาลจนคลั่ง!

เมื่อได้ยินคำด่าทอของหยวนสือ สิบสองกิมเซียนก็เงียบกริบ อกสั่นขวัญแขวน

จวี้หลิวซุนที่เคยท้าประลองกับกู้ฉางชิงเป็นคนแรก จำใจต้องตอบกลับไปว่า:

"ขอท่านอาจารย์โปรดอภัยด้วย!"

"ครั้งนี้ เป็นเพราะพวกเราประมาทเอง......"

"กู้ฉางชิงภายนอกดูเป็นพวกเสเพล ทำตัวแปลกประหลาด แต่แท้จริงแล้วลงมืออำมหิต พวกเราก็เลยชะล่าใจไปหน่อย"

เมื่อได้ยินคำพูดของจวี้หลิวซุน กวงเฉิงจื่อและคนอื่นๆ ก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย

นี่ถือเป็นข้ออ้างที่ดีเลยทีเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว จะให้พวกเขายอมรับว่าทั้งสิบสองคนรวมพลังกันแล้ว ยังสู้กู้ฉางชิงคนเดียวไม่ได้อย่างนั้นหรือ?

นั่นมันยิ่งเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ

ทว่า หยวนสือกลับไม่ยอมรับข้ออ้างนี้

"หึ ประมาทงั้นหรือ?"

"จนถึงป่านนี้ พวกเจ้ายังไม่รู้ตัวอีกหรือ ว่ากู้ฉางชิงมันมีความผิดปกติซ่อนอยู่?"

"ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจสั่งสอนพวกเจ้ามาเสียเปล่าจริงๆ"

หยวนสือยิ่งโกรธหนักเข้าไปอีก

การพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

แต่จนถึงป่านนี้ สิบสองกิมเซียนก็ยังคงแก้ตัว และคิดว่าเป็นเพราะความประมาทของตัวเอง

นี่มันยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟ ทำให้หยวนสือหน้าดำคร่ำเครียดเข้าไปอีก

เมื่อได้ยินดังนั้น สิบสองกิมเซียนก็ยิ่งหวาดกลัวหนักขึ้น

"ผิดปกติ?"

"ท่านอาจารย์มองออกหรือขอรับ ว่าไอ้เด็กนั่นมีอะไรที่ผิดปกติ?"

กวงเฉิงจื่อเอ่ยถามด้วยความลังเล

หยวนสือปรายตามอง ก่อนจะทำหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย

"กู้ฉางชิงไอ้เด็กนั่น ภายนอกดูเหมือนเอาแต่ดื่มเหล้า แต่แท้จริงแล้ว...... เหมือนกับกำลังใช้การดื่มเหล้าเป็นวิธีบำเพ็ญเพียร"

"ยิ่งเขาดื่มเหล้ามากเท่าไหร่ เจตจำนงกระบี่ก็ยิ่งดูเหมือนจะเฉียบคมมากขึ้นเท่านั้น"

หยวนสือสมกับเป็นนักบุญ สายตาเฉียบแหลม สัมผัสเทวะว่องไว

เมื่อนึกย้อนดู เขากก็เริ่มจะเดาเป้าหมายในการดื่มเหล้าของกู้ฉางชิงออกแล้ว

เมื่อประโยคนี้หลุดออกมา สิบสองกิมเซียนก็ถึงกับมีสีหน้าตกตะลึง

ดื่มเหล้าก็คือการบำเพ็ญเพียร?!

เรื่องแบบนี้ พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย

......

ณ สวรรค์ชั้นต้าหลัว ภายในวังปาจิ่ง!

ในนิกายเหริน

ก่อนหน้านี้ ในงานสมรสสวรรค์ของศาลสวรรค์เผ่าปีศาจ แม้นิกายเหรินจะไม่ได้แสดงความโดดเด่นอะไร หรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย

แต่เรื่องราวทั้งหมดของกู้ฉางชิง ไท่ซ่างเหลาจวินที่เป็นนักบุญ ล้วนจับตามองและเก็บมาคิดวิเคราะห์อย่างจริงจัง

"ท่านอาจารย์ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"

"สามารถคำนวณหาเบื้องลึกเบื้องหลังของกู้ฉางชิงผู้นั้นได้หรือยังขอรับ?"

เสวียนตูเอ่ยถามไท่ซ่างเหลาจวินผู้เป็นนักบุญด้วยความร้อนรน

อย่างไรก็ตาม เนิ่นนานผ่านไป ไท่ซ่างเหลาจวินก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น

เขาส่ายหน้าด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

"แปลกจริง......"

"ข้าใช้วิชาของนักบุญในการคำนวณ แต่กลับพบว่าชะตาชีวิตของกู้ฉางชิงผู้นั้นเลือนลาง ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกแห่งฮุ่นตุ้น"

ไท่ซ่างเหลาจวินกล่าวด้วยความประหลาดใจ

การที่เป็นถึงนักบุญ แต่กลับมองไม่ออกถึงชะตาชีวิตของลูกศิษย์รุ่นเยาว์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยพบเจอ

เรื่องนี้ทำให้ไท่ซ่างเหลาจวินยิ่งมั่นใจว่า กู้ฉางชิงไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาอย่างแน่นอน

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไท่ซ่างเหลาจวินก็พูดกับเสวียนตูด้วยสีหน้าจริงจังว่า:

"ศิษย์เสวียนตู วันหน้าหากต้องเผชิญหน้ากับกู้ฉางชิง เจ้าอย่าได้ทะนงตัว และประมาทเขาเป็นอันขาด"

"พวกเจ้าทั้งสองล้วนสืบเชื้อสายมาจากเผ่ามนุษย์ ไอ้เด็กนั่นจะต้องมีไม้ตายอะไรที่ไม่มีใครรู้ซ่อนอยู่อย่างแน่นอน"

"พยายามผูกมิตรกับเขาไว้ บางทีอาจจะทำให้เจ้าได้ผลประโยชน์ที่คาดไม่ถึงก็ได้"

เมื่อได้ยินคำพูดของไท่ซ่างเหลาจวิน เสวียนตูก็มีสีหน้าลำบากใจ

ท่านอาจารย์กำลังบอกให้เขาไปเรียนรู้จากกู้ฉางชิงงั้นหรือ?

นี่ทำให้เสวียนตูรู้สึกแปลกๆ อยู่ลึกๆ

แต่ด้วยความยำเกรงในบารมีของไท่ซ่างเหลาจวิน หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เสวียนตูก็พยักหน้าตอบรับ

......

และเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่ตึงเครียดหรือเคร่งขรึมของนิกายเหรินและนิกายฉ่านแล้ว

ในเวลานี้ที่นิกายเจี๋ย กลับมีบรรยากาศที่คึกคักและเต็มไปด้วยความปิติยินดี

"ศิษย์พี่ฉางชิงแสดงพลังไร้เทียมทาน สร้างชื่อเสียงให้นิกายเจี๋ยของพวกเรา!"

"ฮ่าฮ่า สะใจจริงๆ แค่ได้ฟังวีรกรรมของศิษย์พี่ฉางชิง พวกเราก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูกแล้ว"

"ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่สามสำนักมารวมตัวกัน นิกายฉ่านก็มักจะหาเรื่องมาดูถูกพวกเราเสมอ"

"ครั้งนี้ ก็ถึงเวลาที่พวกมันจะต้องถูกเหยียบย่ำ และอับอายขายหน้าบ้างแล้ว"

ศิษย์นิกายเจี๋ยนับแสนคนพากันหัวเราะร่วน ชื่นชมวีรกรรมของกู้ฉางชิงกันอย่างไม่ขาดปาก

แม้พวกเขาจะไม่ได้เห็นภาพตอนที่สิบสองกิมเซียนถูกจัดการกับตาตัวเอง แต่ก็รู้สึกสะใจ และความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานก็มลายหายไปจนหมดสิ้น

หากก่อนหน้านี้ การที่กู้ฉางชิงได้เป็นศิษย์สืบทอดคนที่ห้าของนักบุญ ยังมีศิษย์ร่วมสำนักบางคนที่ไม่ยอมรับ

ครั้งนี้ ศิษย์นิกายเจี๋ยกว่าแสนคน ก็ไม่มีใครมีข้อกังขาอีกต่อไปแล้ว

วีรกรรมนี้สร้างชื่อเสียงให้กับนิกายเจี๋ย ทำให้ศิษย์นิกายเจี๋ยทุกคนยอมศิโรราบ

ทว่า กู้ฉางชิงผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง กลับไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้เขารีบร้อนกลับมาที่นิกายเจี๋ย ก็มุ่งตรงเข้าถ้ำพำนักของตัวเอง แล้วก็ดื่มเหล้าต่อทันที

ไม่ใช่ว่าเขาตะกละตะกลามอะไรหรอก

แต่เป็นเพราะกู้ฉางชิงสัมผัสได้ลางๆ ว่า ตัวเองกำลังจะทะลวงผ่านคอขวดของการบำเพ็ญเพียรระดับใหญ่แล้ว

คิดว่าอีกไม่นาน โอกาสในการทะลวงระดับก็จะมาถึง และจะทำให้เขาก้าวเข้าสู่ระดับต้าหลัวกิมเซียนได้ในรวดเดียว

หากเปลี่ยนเป็นศิษย์คนอื่นๆ คงต้องเก็บตัวฝึกฝน และตั้งใจรู้แจ้งเต๋าอย่างจริงจังแล้ว

แต่กู้ฉางชิงกลับไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวายขนาดนั้น

แค่มีเหล้าอยู่กับตัว ขอแค่ดื่มให้ถึงปริมาณที่กำหนด โอกาสในการทะลวงระดับก็จะมาถึงเอง

ดังนั้น เพียงแค่ไม่กี่วัน เขาก็ทำให้ตัวเองเมาแอ๋อีกครั้ง และหลับลึกไปในถ้ำพำนัก

ลมหายใจของกู้ฉางชิงทอดยาว ร่างกายเปล่งประกาย ลมปราณและเลือดเนื้อพลุ่งพล่าน

มวลเต๋าพวยพุ่งและหลอมรวมกัน ลอยขึ้นและจมลง ซึมซาบเข้าสู่เลือดเนื้อและเส้นเอ็นกระดูกของเขาอย่างต่อเนื่อง

ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินก็ควบแน่นเป็นรูปร่าง หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาล และพุ่งเข้าสู่ร่างกายของกู้ฉางชิง

เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้จบ!

บนเกาะจินอ๋าว มักจะมีความสงบสุขและร่มรื่นอยู่เสมอ

วันนี้ กู้ฉางชิงที่กำลังนอนหลับอยู่ จู่ๆ ก็ขยับริมฝีปากเบาๆ

"ปราณกระบี่กวัดแกว่งล้านลี้ กระบี่เดียวส่องสว่างสิบเก้าแคว้น!"

เขาเปล่งประโยคนี้ออกมา

ชั่วพริบตานั้น บนเกาะจินอ๋าว ลมพายุพัดกระหน่ำ แสงเทวะสาดประกายเจิดจ้า

ศิษย์นับแสนคน ต่างก็หันมามองเป็นตาเดียว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 39 - ปราณกระบี่กวัดแกว่งล้านลี้ กระบี่เดียวส่องสว่างสิบเก้าแคว้น!

คัดลอกลิงก์แล้ว