- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลิโป้ในยุคสามก๊ก ขอพลิกนรกสู่บัลลังก์กษัตริย์
- บทที่ 81 - ปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุน?
บทที่ 81 - ปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุน?
บทที่ 81 - ปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุน?
บทที่ 81 - ปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุน?
ภายในเมืองหับป๋า
ลิโป้ทอดสายตามองชาวบ้านจำนวนไม่มากนักที่อยู่ภายในเมือง เขารู้ดีว่าผู้คนเหล่านี้ล้วนอพยพมาจากเมืองสิ่วชุน
อ้วนสุดถอนกำลังทหารรักษาเมืองหับป๋าหลายพันนายกลับไปยังสิ่วชุนจนหมดสิ้น ทว่าชาวบ้านตาดำๆ เหล่านี้กลับถูกทิ้งรั้งไว้เบื้องหลัง
เมื่อเห็นแววตาหวาดกลัวที่เผยออกมาจากชาวบ้านแต่ละคน ลิโป้จึงประกาศก้องขึ้นว่า
"ทุกท่านโปรดอย่าได้หวาดกลัว! ชื่อเสียงของข้าลิโป้ พวกท่านคงพอได้ยินมาบ้าง"
"เมื่อกลายมาเป็นราษฎรภายใต้การปกครองของข้า ข้าจะไม่มีวันสร้างความลำบากให้พวกท่าน ซ้ำยังจะทุ่มเทแก้ไขปัญหาปากท้องให้พวกท่านอย่างสุดความสามารถ"
"ขอเพียงพวกท่านสู้งานหนักและอดทน ไม่ช้าชีวิตความเป็นอยู่ของพวกท่านจะทวีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างแน่นอน!"
กล่าวจบลิโป้ก็สั่งให้ลูกน้องนำเสบียงอาหารจำนวนหนึ่งมาแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้าน
ช่วงเวลานี้ล่วงเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แถบลุ่มแม่น้ำเจียงหวยมีฝนตกชุกมาแต่ไหนแต่ไร นับว่าเหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง
แม้มณฑลยังจิ๋วจะไม่มีการค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองเท่ามณฑลชีจิ๋วและมณฑลอิจิ๋วทางตอนเหนือ ทว่าผลผลิตทางการเกษตรกลับติดอันดับต้นๆ มาโดยตลอด
ด้วยเหตุนี้ลิโป้จึงมีเสบียงเหลือพอที่จะเจือจานให้แก่ชาวบ้านเหล่านี้
เหล่าราษฎรเมื่อเห็นว่าลิโป้เป็นผู้ปกครองที่เข้าถึงง่ายและเมตตาต่อประชาชนดั่งคำเล่าลือ เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง
ลิโป้พึงพอใจกับปฏิกิริยาของชาวบ้านเป็นอย่างมาก
จากนั้นเขาก็กำชับให้แม่ทัพนายกองควบคุมทหารของตนอย่างเข้มงวด ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการคุกคามหรือรังแกชาวบ้านเด็ดขาด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจึงนำซุนเซ็ก จิวยี่ และคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมือง เพื่อพักผ่อนและปรึกษาหารือแผนการรบในขั้นต่อไป
จิวยี่จิบน้ำชาพลางจดจ้องไปยังโต๊ะจำลองแผนที่การรบ ก่อนจะเบือนสายตาไปยังท่าเรืออันฟงที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสิ่วชุน
ลิโป้สังเกตเห็นสายตาของจิวยี่ เขาก็พอจะเดาอะไรบางอย่างออก จึงขมวดคิ้วถามขึ้นว่า
"หรือว่ากงจิ่น... คิดจะปล่อยน้ำท่วมเมืองสิ่วชุน?"
จิวยี่เงยหน้าขึ้นขวับ เขามองลิโป้ด้วยความประหลาดใจ แววตาฉายชัดถึงความชื่นชม
"คิดไม่ถึงเลยว่านายท่านจะล่วงรู้ความคิดของข้าน้อย!"
ลิโป้ลอบถอนหายใจในใจ
ในชาติก่อนเขาเล่นเกมสามก๊กสิบเอ็ดอยู่บ่อยครั้ง ย่อมเคยสัมผัสความสะใจเวลาใช้กลยุทธ์น้ำท่วมสิ่วชุนจนจำนวนศัตรูลดฮวบฮาบมาแล้ว
แต่ทหารในเกมก็เป็นเพียงตัวเลขโปรแกรมเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริงพวกเขาคือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและลมหายใจ
หากเปิดประตูระบายน้ำเมื่อใด ผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตจมน้ำตายจะไม่ใช่แค่ทหารในเมืองเท่านั้น ทว่ายังรวมถึงชาวบ้านตาดำๆ นับไม่ถ้วน!
การกระทำที่โหดร้ายขัดต่อหลักฟ้าดินเช่นนี้ จิตวิญญาณคนยุคปัจจุบันอย่างเขาไม่อาจทำใจยอมรับได้จริงๆ
เมื่อเห็นลิโป้ขมวดคิ้วแน่น จิวยี่ก็เดาความคิดของเขาออก จึงเอ่ยปลอบใจยิ้มๆ ว่า
"นายท่านโปรดอย่าวิตก ท่านอุตส่าห์กอบกู้ชื่อเสียงของตนเองจนมีชาวบ้านมากมายหลั่งไหลมาพึ่งพิง"
"กงจิ่นจะใช้แผนพิษร้ายทำลายชื่อเสียงของท่านได้อย่างไร"
"ต่อให้ใช้แผนนี้แล้วเอาชนะได้ชั่วคราว แต่มันจะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตกองทัพของเราแน่นอน"
ลิโป้ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาพยักหน้ายิ้มๆ
"กงจิ่นรู้ใจข้าแท้... ทว่าทหารของอ้วนสุดหนึ่งหมื่นห้าพันนายตั้งรับอยู่หลังกำแพงสูงลิ่ว"
"หากพวกเราบุกโจมตีเต็มกำลัง เกรงว่าจะต้องสูญเสียไม่น้อยเลยทีเดียว"
จิวยี่รับคำเบาๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังท่าเรืออันฟง
"เพราะเหตุนี้ พวกเราจึงยังต้องใช้แผนนี้อยู่ดี..."
แววตาของลิโป้พลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบ
"สรุปคือ เจ้าก็ยังคิดจะปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุนอยู่งั้นหรือ!"
พอหลุดปากพูดออกไป เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเปลี่ยนบทสนทนาทันที
"เดี๋ยวก่อน! หรือว่าเจ้ากำลังคิดจะ..."
มุมปากของจิวยี่ยกขึ้น แววตาชื่นชมในตัวเจ้านายฉายชัดยิ่งกว่าเดิม
เจ้านายคนใหม่ของเขาช่างมีไหวพริบฉับไวเหลือเกิน
ต่อให้ปั๋วฝูมีสักพันหัวก็คงไม่มีทางคิดตามทันได้เร็วถึงเพียงนี้
คิดได้ดังนั้น จิวยี่ก็เงยหน้าขึ้นมองซุนเซ็กที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่ฝั่งตรงข้าม
ซุนเซ็กมองจิวยี่สลับกับลิโป้ไปมา ก่อนจะเกาหัวแกรกๆ ด้วยใบหน้ามึนงง...
สองวันต่อมา
เมื่อพักฟื้นกองกำลังจนพร้อมสรรพ ลิโป้ก็สั่งให้ซุนเซ็กนำทหารห้าพันนายมุ่งหน้าสู่อำเภออันฟงทันที
อำเภออันฟงเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ถูกอ้วนสุดทอดทิ้ง ไม่มีทหารเฝ้ารักษาการณ์แม้แต่คนเดียว
ซุนเซ็กจึงยึดครองอันฟงได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็รีบแบ่งกำลังทหารหนึ่งพันนายรุดหน้าไปยังท่าเรืออันฟงทางทิศเหนือ
ในขณะเดียวกัน ภายในเมืองสิ่วชุนก็มีข่าวลือแพร่สะพัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
กองทัพลิโป้เตรียมพังทำนบกั้นน้ำที่ท่าเรืออันฟง เพื่อปล่อยมวลน้ำมหาศาลเข้าท่วมเมืองสิ่วชุน!
เมื่อข่าวลือล่วงรู้ถึงหูอ้วนสุด เขาก็ร้อนรนจนกระโดดลงจากแท่นบรรทม รีบเรียกประชุมเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊กลางดึกเพื่อหารือรับมือเรื่องนี้
เอี้ยวหงมองเห็นใบหน้าตื่นตระหนกของอ้วนสุด จึงรีบเอ่ยปลอบประโลมว่า
"ฝ่าบาทโปรดพระทัยเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ! นี่ต้องเป็นข่าวลือที่ศัตรูจงใจปล่อยออกมาอย่างแน่นอน"
"ช่วงนี้ลิโป้เอาแต่ชูธงแสดงความเมตตาปรานีต่อราษฎร หากเขาปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุนในยามนี้ ชื่อเสียงของเขาย่อมป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!"
"อีกอย่าง หากพวกเขาคิดจะทำน้ำท่วมสิ่วชุนจริงๆ เหตุใดต้องป่าวประกาศให้รู้กันทั่วเช่นนี้ด้วย"
"นี่ต้องเป็นอุบายลวงให้พวกเรายกทัพออกจากเมืองไปยังท่าเรืออันฟง แล้วฉวยโอกาสตีกองทัพของเราให้แตกพ่ายอยู่นอกเมืองเป็นแน่!"
"ขอเพียงกองทัพของเราปักหลักตั้งรับอย่างเหนียวแน่น ศัตรูก็ย่อมหมดปัญญาทำอะไรพวกเราได้!"
เมื่อได้ฟังบทวิเคราะห์ของเอี้ยวหง อ้วนสุดก็เริ่มใจเย็นลงบ้าง เขารู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผลไม่น้อย
ทว่าเวลานั้นเอง อ้วนหวนกลับก้าวออกมาเบื้องหน้าแล้วแย้งขึ้น
"แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่หากลิโป้จนตรอกแล้วตัดสินใจปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุนขึ้นมาจริงๆ พวกเราจะทำเช่นไรเล่า"
พอได้ยินประโยคนี้ หัวใจที่เพิ่งสงบลงของอ้วนสุดก็พลันกระตุกวูบขึ้นมาอีกครั้ง
เอี้ยวหงรีบโต้กลับทันควัน
"พวกเราย่อมต้องเตรียมการป้องกันไว้ในเมืองอยู่แล้ว โดยการขนย้ายเสบียงอาหารและสัมภาระทั้งหมดขึ้นไปไว้บนที่สูง"
"ต่อให้น้ำทะลักเข้ามาจริงๆ ขอเพียงทหารรักษาเมืองไม่ได้รับผลกระทบ กองทัพศัตรูก็ไม่มีทางบุกเข้ามาได้เช่นกัน"
อ้วนหวนแค่นเสียงเย็นชา
"ทหารน่ะไม่ได้รับผลกระทบหรอก แต่ชาวบ้านเกือบแสนคนในเมืองเล่า จะให้พวกเขากอดคอกันเอาชีวิตรอดได้อย่างไร"
ยังไม่ทันที่เอี้ยวหงจะตอบ อ้วนสุดก็แทรกขึ้นมาทันที
"จะไปสนใจพวกชาวบ้านชั้นต่ำพวกนั้นทำไม วันๆ เอาแต่ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญว่ายากจน"
"พอถึงเวลาเก็บภาษีก็ทำท่าเหมือนจะขาดใจตาย ต่อให้ตายตกกันไปจนหมดก็ไม่มีอะไรให้น่าเสียดายสักนิด!"
"แถมถ้าหากรักษาเมืองไว้ไม่ได้ จะเก็บพวกชาวบ้านพวกนี้ไว้ก็ไร้ประโยชน์!"
"เย่าชิงไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว พวกเราต้องปักหลักรักษาเมืองให้มั่น ห้ามยกทัพออกไปเด็ดขาด!"
เมื่อเห็นอ้วนสุดยืนกรานหัวชนฝา อ้วนหวนจึงได้แต่ทอดถอนใจแล้วถอยกลับไปเงียบๆ
อีกด้านหนึ่ง
ซุนเซ็กที่ยึดอันฟงไว้ได้เห็นสิ่วชุนเงียบเชียบไม่มีวี่แววจะส่งทหารออกมาเลย ก็เดาได้ทันทีว่าอุบายของจิวยี่ถูกมองทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว
ซุนเซ็กหันไปมองจิวยี่ที่เดินทางมาด้วยกันแล้วเอ่ยถาม
"กองทัพศัตรูไม่หลงกลพวกเรา แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ หรือว่าพวกเราจะต้องปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุนจริงๆ"
จิวยี่ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับปฏิกิริยาของเมืองสิ่วชุนเลยแม้แต่น้อย
ในฐานะกุนซือระดับแนวหน้า เขาย่อมต้องไตร่ตรองถึงทุกความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบอยู่แล้ว
ยิ่งคิดการไกล ยิ่งตัดตัวเลือกที่เปราะบางทิ้งไปได้มากเท่าไหร่ โอกาสที่แผนการจะสำเร็จก็ยิ่งมีสูงมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เขาได้คาดการณ์ล่วงหน้าไว้ตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้แล้ว
เขาตบไหล่ซุนเซ็กเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ตอนนี้พวกเราก็แค่รออยู่ที่นี่แหละ"
"รอ? รออะไรล่ะ" ซุนเซ็กถามด้วยสีหน้ามึนตึ้บ
รอยยิ้มลึกลับผุดขึ้นบนใบหน้าของจิวยี่
"รอสายฝนยังไงล่ะ"
...
สองวันต่อมา พายุฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เมืองสิ่วชุนพลันตกอยู่ในความโกลาหล
เด็กหนุ่มสวมหมวกฟางคนหนึ่งพร้อมกับลูกน้องวิ่งพล่านไปทั่วเมือง พลางตะโกนบอกทุกคนที่พบเห็นว่า
"ฝนตกหนักแล้ว! ทหารในเมืองเริ่มขนย้ายเสบียงขึ้นที่สูงแล้ว! กองทัพลิโป้กำลังจะปล่อยน้ำท่วมสิ่วชุนแล้ว!"
เมื่อข่าวลือแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ชาวบ้านในเมืองก็ยิ่งตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก!
ชาวบ้านบางส่วนพยายามจะหนีออกจากเมืองสิ่วชุน ทว่ากลับถูกทหารรักษาเมืองขับไล่ต้อนกลับมาอย่างไม่ไยดี
เมื่อสายฝนยังคงตกกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง เมืองสิ่วชุนซึ่งมีพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เริ่มมีน้ำท่วมขัง
บ้านเรือนราษฎรหลายหลังถูกน้ำท่วม เสบียงอาหารที่เก็บหอมรอมริบมานานถูกแช่น้ำจนขึ้นรา
บางครอบครัวถึงกับต้องสูญเสียลูกน้อยที่จมน้ำตายขณะนอนหลับในยามวิกาล...
ทว่าเหล่าผู้นำและขุนนางในเมืองกลับทำเป็นหูทวนลม ไม่แยแสต่อความทุกข์ยากของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
เสียงก่นด่าและเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นของประชาชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ!
ในที่สุด เมื่อล่วงเข้าสู่วันที่สามที่สายฝนยังคงตกหนักไม่ขาดสาย ความโกรธแค้นที่สะสมมานานของชาวเมืองก็ปะทุขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ!
[จบแล้ว]