- หน้าแรก
- ยุทธการพลิกฟ้า ทวงคืนต้าฮั่น
- บทที่ 181 - เกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนหน้าเมืองก่วงจง
บทที่ 181 - เกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนหน้าเมืองก่วงจง
บทที่ 181 - เกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนหน้าเมืองก่วงจง
บทที่ 181 - เกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนหน้าเมืองก่วงจง
นอกเมืองก่วงจง
ผู้ที่นำทัพใหญ่มาประชิดกำแพงเมืองในวันนี้ไม่ใช่ต่งจั๋ว แต่เป็นหลิวหาน
"กบฏบนกำแพงเมืองจงฟัง เปิ่นหวางคือเหอเจียนอ๋องแห่งต้าฮั่น หลิวหาน จงไปเรียกขุนพลสวรรค์ของพวกเจ้าออกมาพูดคุยกันเดี๋ยวนี้"
เมื่อผู้คนบนกำแพงเมืองได้ยินเช่นนั้น สายตาของทุกคนก็หันไปทางจางเจวี๋ย
"ท่านพี่ไม่ได้เด็ดขาด ไอ้เด็กเมื่อวานซืนหลิวหานผู้นี้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว การปรากฏตัวในเวลานี้อันตรายเกินไป"
จางเหลียงไม่เห็นด้วย "ให้ข้าพากำลังคนออกไปเข่นฆ่าสักตั้ง เพื่อทำลายความฮึกเหิมของทัพฮั่นก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเถิด"
จางเจวี๋ยส่ายหน้า "ซูต้ง (ชื่อรองของจางเหลียงที่นักเขียนตั้งขึ้นเอง) ข้ามีแผนการของข้าเอง เจ้าไม่ต้องเกลี้ยกล่อมแล้ว"
จางเหลียงเห็นว่าห้ามปรามไม่เป็นผล จึงไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีก
ไม่นานนัก หลิวหานที่อยู่เบื้องล่างก็มองเห็นชายวัยกลางคนผู้มีผมหงอกขาวประปราย รูปร่างผอมบาง สวมชุดนักพรต และมีใบหน้าซูบซีดยืนอยู่บนกำแพงเมือง "ข้าคือขุนพลสวรรค์จางเจวี๋ย ไม่ทราบว่าท่านอ๋องมีสิ่งใดชี้แนะ"
หลิวหานมองดูสภาพของจางเจวี๋ย พลางคำนวณวันเวลาในใจ "ดูเหมือนว่าเขาคงใกล้จะสิ้นอายุขัยเต็มทีแล้ว"
"นักพรตปีศาจ ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ"
ต่อหน้าผู้คนมากมาย หลิวหานพูดคุยกับจางเจวี๋ยราวกับกำลังไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ การกระทำเช่นนี้ทำให้ผู้คนต่างงุนงง และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ เหอเจียนอ๋องเคยพบกับจางเจวี๋ยมาก่อนงั้นหรือ
จางเจวี๋ยย่อมฟังความหมายของหลิวหานออก เขาตอบกลับอย่างสงบนิ่ง "ไม่ได้พบกันสองปี ท่วงท่าของท่านอ๋องดูสง่างามยิ่งกว่าแต่ก่อนนัก"
"เปิ่นหวางนั้นสง่างามยิ่งกว่าแต่ก่อน ทว่าเปิ่นหวางดูจากร่างกายของเจ้าที่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก กลับฉวยโอกาสตอนที่เปิ่นหวางนำทัพปราบชนเผ่าเถื่อนบนทุ่งหญ้า มาก่อความวุ่นวายใหญ่โตในต้าฮั่น ช่างประมาทเจ้าไม่ได้จริงๆ"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวหาน จางเจวี๋ยก็ยิ้มบางๆ แล้วประสานมือคารวะ "ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมจากท่านอ๋องก็แล้วกัน ไม่ทราบว่าที่ท่านอ๋องมาเยือนในวันนี้ มีสิ่งใดชี้แนะอย่างนั้นหรือ"
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวหานจึงเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มายังก่วงจงในวันนี้
ปัจจุบันภายในเมืองก่วงจงมีกองกำลังโพกผ้าเหลืองถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นคน รวมกับผู้ลี้ภัยอีกหลายแสนคน คนเหล่านี้ล้วนเป็นราษฎรแห่งต้าฮั่นทั้งสิ้น
ทำผิดก็ต้องยอมรับ เมื่อถูกลงโทษก็ต้องยืนหยัดยอมรับผลกรรม
หลิวหานไม่อยากให้ผู้คนมากมายเพียงนี้ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยสามารถนำไปเป็นแรงงานชั้นดีเพื่อสร้างแคว้นปิงโจวได้
"ทั้งที่รู้ว่าจะต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เหตุใดจึงยังรนหาที่ตายอยูอีก"
การก่อกบฏของจางเจวี๋ย ถูกกำหนดให้พ่ายแพ้มาตั้งแต่ต้นแล้ว
ประการแรก ต้าฮั่นหยั่งรากลึกมานานกว่าสี่ร้อยปี แม้กองทัพหลวงจะถูกปล่อยปละละเลยมานาน แต่ก็ใช่ว่ากลุ่มชาวนาจะสามารถต่อกรได้ หลังจากเกิดการก่อกบฏ กองกำลังที่เข้าปราบปรามกบฏโพกผ้าเหลืองไม่ได้มีเพียงกองทัพหลวงอันเกรียงไกรของตงฮั่นเท่านั้น แต่ยังมีกองกำลังติดอาวุธน้อยใหญ่ของเหล่าผู้มีอิทธิพลในแต่ละพื้นที่อีกด้วย
ประการที่สอง กองกำลังโพกผ้าเหลืองถูกราชสำนักจับได้จึงต้องรีบลงมืออย่างกะทันหัน กองกำลังต่อต้านในแต่ละพื้นที่แม้จะดูยิ่งใหญ่ ทว่าแท้จริงแล้วต่างคนต่างสู้โดยปราศจากการประสานงานกัน และที่สำคัญที่สุดคือจุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุดก่อนเริ่มการก่อกบฏอย่างลั่วหยาง ตราบใดที่ลั่วหยางยังปลอดภัย ราชสำนักก็สามารถทุ่มกำลังปราบปรามได้อย่างเต็มที่
ประการที่สาม ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ของการลุกฮือของชาวนา ในแง่ของความเป็นจริง กองกำลังโพกผ้าเหลืองขาดผู้นำทางการทหารที่มีวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ แผนการก่อกบฏก็ถูกวางไว้อย่างไม่สมบูรณ์แบบ หลังจากการก่อกบฏ กองกำลังในแต่ละพื้นที่ไม่ได้รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว แต่กลับกระจายกำลังและเคลื่อนไหวอย่างโดดเดี่ยว ซ้ำยังไม่ยอมช่วยเหลือหรือประสานงานซึ่งกันและกัน จนท้ายที่สุดก็ถูกกองทัพหลวงบดขยี้ไปทีละกลุ่ม ในขณะเดียวกันผู้นำกองกำลังต่อต้านก็ขาดพรสวรรค์ในการบัญชาการรบ ไม่ว่าจะเป็นจางเจวี๋ย จางเหลียง จางเป่า ปัวไฉ จางม่านเฉิง จ้าวหง หานจง และคนอื่นๆ ล้วนรู้จักแต่การตั้งรับปกป้องเมือง หรือปิดล้อมเมืองที่แข็งแกร่งเป็นเวลานาน เพื่อแย่งชิงทรัพยากรกับกองทัพตงฮั่น พวกเขาไม่รู้จักพลิกแพลงกลยุทธ์เพื่อแย่งชิงความได้เปรียบ ทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาโดยตลอดจนกระทั่งพ่ายแพ้
ประการที่สี่ แม่ทัพที่เข้าปราบปรามการก่อกบฏโพกผ้าเหลืองอย่าง หวงฝู่ซง จูจวิ้น หลูจื๋อ ล้วนเป็นขุนพลที่เก่งกาจและเชี่ยวชาญการศึก ความสามารถในการนำทัพ พรสวรรค์ในการบัญชาการรบ และการพลิกแพลงกลยุทธ์ของพวกเขา ล้วนเหนือกว่าผู้นำกองกำลังโพกผ้าเหลืองทั้งสิ้น ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะใช้กำลังที่น้อยกว่าเอาชนะกองกำลังที่มากกว่าได้เสมอ และเป็นฝ่ายปราบกองกำลังโพกผ้าเหลืองลงได้ในท้ายที่สุด
ประการที่ห้า แม้ความวุ่นวายของโพกผ้าเหลืองจะเริ่มต้นจากการลุกฮือของชาวนา ทว่าหลังจากก่อกบฏ พวกเขากลับทอดทิ้งอุดมการณ์ในตอนแรกไปจนหมดสิ้น พวกเขากระทำย่ำยีชาวนาอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าทางการในตอนนั้นเสียอีก จนสูญเสียแรงสนับสนุนจากชาวนาและกลายสภาพเป็นกลุ่มโจรอย่างเต็มตัว พวกเขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ เมื่อบวกกับการปราบปรามจากทางการ ท้ายที่สุดจึงต้องพ่ายแพ้ไป
ดังนั้นแม้หลิวหานจะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดไปมากมาย ทว่านั่นก็ไม่ส่งผลกระทบต่อบทสรุปในท้ายที่สุดอยู่ดี
"ไร้การทำลายล้างย่อมไร้การสร้างใหม่ ทำลายให้พังพินาศเพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ หลักการนี้ท่านอ๋องน่าจะเข้าใจดีกว่าข้า ต้าฮั่นนั้นเน่าเฟะไปหมดแล้ว ข้าเพียงแค่อยากจะเป็นผู้ที่ปลุกต้าฮั่นให้ตื่นขึ้นมา แม้จะต้องตัวตาย แม้จะต้องแบกรับชื่อเสียงอันเน่าเหม็นไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าก็ยอมรับมัน"
"บังอาจ นักพรตปีศาจยังกล้าพูดจาหลอกลวงผู้คนอยู่อีกงั้นหรือ"
หลิวหานยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ต่งจั๋วที่อยู่ด้านข้างก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเจ้าเพียงคนเดียว ต้าฮั่นจึงเต็มไปด้วยไฟสงครามและสรรพชีวิตต้องตกระกำลำบาก"
ต่งจั๋วพูดด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ทว่าในใจลึกๆ แล้วเขาคิดเช่นไร มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางเจวี๋ยก็ไม่ได้สนใจต่งจั๋ว ในสายตาของเขา ต่งจั๋วชั่วร้ายยิ่งกว่าพวกตระกูลขุนนางและผู้มีอิทธิพลที่รู้จักแต่การขูดรีดราษฎรเสียอีก เพราะตัวเขาเองก็เป็นผู้มีอิทธิพล ทั้งยังคอยให้ท้ายพวกตระกูลขุนนางอีกด้วย
"เหอะ ต้าฮั่นต้องพังพินาศก็เพราะตกอยู่ในมือของพวกละโมบโลภมากอย่างพวกเจ้านี่แหละ"
คำพูดเพียงประโยคเดียวของจางเจวี๋ยแทงใจดำต่งจั๋วเข้าอย่างจัง ทำให้ต่งจั๋วโกรธจัด "ใครก็ได้ออกไป..."
"หุบปาก" หลิวหานขัดจังหวะคำพูดของต่งจั๋ว "เปิ่นหวางอนุญาตให้เจ้าสอดปากงั้นหรือ"
หลิวหานมองต่งจั๋วด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร ราวกับกำลังมองคนตาย "มาถึงป่านนี้แล้ว ไอ้หมูตอนนี่ยังคิดจะให้จางเจวี๋ยเปิดศึกกับข้า เพื่อหวังจะทำให้กองทัพของข้าได้รับบาดเจ็บอย่างหนักอีกงั้นหรือ"
ต่งจั๋วถูกหลิวหานจ้องจนเสียวสันหลังวาบ เขาจึงล่าถอยไปด้านหลังอย่างรู้ตัวและไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
หลังจากเอ่ยเตือนต่งจั๋ว หลิวหานก็ขมวดคิ้วและพูดด้วยความจริงใจ "ยอมจำนนเสียเถิด เปิ่นหวางขอรับรองว่าพวกเขาจะไม่ต้องตายจนหมดสิ้น ส่วนตัวเจ้านั้น เปิ่นหวางจะพยายามรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์ที่สุดก็แล้วกัน"
เมื่อจางเจวี๋ยได้ยินเช่นนั้น เขาก็หัวเราะร่วน "ท่านอ๋องบุกตะลุยในทุ่งหญ้ามาหลายปี ในมือมีดวงวิญญาณไม่ต่ำกว่าสี่แสนดวง ยังจะมาสนใจกองกำลังโพกผ้าเหลืองเพียงหนึ่งแสนห้าหมื่นคนของข้าอีกงั้นหรือ สังหารพวกเขาทิ้งให้หมดเพื่อรับความดีความชอบไม่ดีกว่าหรือ"
"เรื่องนี้คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายให้ท่านอ๋องฟังหรอกนะ เพียงแค่ปิดล้อมเมืองก่วงจงต่อไปอีกไม่กี่เดือน เมื่อเสบียงอาหารในเมืองหมดลง โดยที่ยังไม่ทันได้หลั่งเลือด ศีรษะของชายชราผู้นี้ก็จะถูกนำไปถวายต่อหน้าท่านอ๋องเอง"
หลิวหานมองจางเจวี๋ยพลางแค่นเสียงเย็นชา "นักพรตปีศาจ ดาบของเปิ่นหวางไม่เคยฟาดฟันราษฎรแห่งต้าฮั่นแม้แต่คนเดียว ผู้ที่เปิ่นหวางสังหารล้วนเป็นพวกชนเผ่าเถื่อนที่เห็นชาวฮั่นเป็นเพียงผักปลาทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น เปิ่นหวางรู้ซึ้งถึงความทุกข์ยากของพวกเจ้าดี พวกเจ้าก็เป็นเพียงกลุ่มผู้ลี้ภัยที่หิวโหยจนไม่อาจมีชีวิตรอดได้ ในเมื่อไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ต้องตายอยู่ดี สู้ยอมแลกด้วยชีวิตบุกทำลายที่ว่าการเมืองและปล้นสะดมคลังเสบียงเสียยังจะดีกว่า"
"ซี๊ด..."
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง "ท่านอ๋องเสียสติไปแล้วหรือ หากกล่าวเช่นนี้ การก่อกบฏก็ไม่มีความผิดงั้นหรือ"
จางเจวี๋ยเองก็ตกตะลึงกับคำพูดของหลิวหานเช่นกัน แม้เขาจะรู้ว่าเหอเจียนอ๋องผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เขาก็ใช้เวลาตั้งสติอยู่นาน ก่อนจะจ้องมองหลิวหานอย่างจริงจัง "ท่านอ๋อง ข้าสามารถเชื่อใจท่านได้หรือไม่"
หลิวหานมองจางเจวี๋ยอย่างจริงจังเช่นกัน "ณ เวลานี้ ในต้าฮั่น นอกจากเปิ่นหวางแล้ว เจ้ายังจะเชื่อใจใครได้อีก"
จางเจวี๋ยเผยรอยยิ้มออกมา สายตาที่มองหลิวหานเต็มไปด้วยความชื่นชม "ตั้งแต่ที่ข้ารู้ว่าท่านอ๋องเข้าร่วมศึก ข้าก็รู้ทันทีว่าพ่ายแพ้อย่างแน่นอน หากท่านอ๋องต้องการปราบกบฏจริงๆ เพียงแค่กองทัพปิงโจวเคลื่อนพลลงใต้ ไม่เกินสามเดือนพวกข้าก็ต้องตกเป็นนักโทษแล้ว ทว่าจนถึงบัดนี้ ท่านอ๋องกลับยังคงทำเช่นนี้ ข้าได้ยินมาว่าหลังจากจบศึก ท่านอ๋องก็สั่งให้คนไปรักษาผู้บาดเจ็บ และส่งเชลยศึกไปตั้งรกรากที่ปิงโจว ข้าขอขอบคุณสำหรับความตั้งใจอันดีงามของท่านอ๋อง"
หลังจากกล่าวจบ แท้จริงแล้วจางเจวี๋ยก็ตัดสินใจเลือกทางเดินในใจได้แล้ว เมื่อเขาคลายความกังวลลง เขาก็ราวกับแก่ลงไปสิบปีในพริบตา ร่างกายของเขาโงนเงนไปมา
"ท่านพ่อ"
"ท่านพี่"
จางหนิงและจางเหลียงที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนั้น ก็รีบวิ่งเข้าไปพยุงจางเจวี๋ยเอาไว้
จางเจวี๋ยฝืนยืนหยัดเอาไว้ "ชั่วชีวิตของข้าจางเจวี๋ยพบเจอผู้คนมามากมาย ผู้ที่ข้าเลื่อมใสที่สุดก็คือท่านอ๋อง ข้าหวังว่าท่านอ๋องจะรักษาสัญญา เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่ต้องอดอยาก และไม่ต้องระหกระเหินอีกต่อไป
ต้าฮั่นเน่าเฟะไปหมดแล้ว พวกผู้มีอิทธิพลมีความผิด ตระกูลขุนนางมีความผิด เหล่าขุนนางในราชสำนักล้วนมีความผิด หรือแม้แต่ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรก็มีความผิดเช่นกัน
แต่ราษฎรแห่งต้าฮั่นของข้าไม่มีความผิด
พวกเขาไม่มีความผิด
พวกเขาถูกบีบบังคับ
ถูกบีบบังคับจนไร้หนทาง"
"พรวด"
เมื่อกล่าวจบ จางเจวี๋ยก็กระอักเลือดออกมาคำโตและหมดสติไป
"ท่านพ่อ"
"ท่านพี่"
บนกำแพงเมืองเกิดความโกลาหลขึ้นทันที
หลิวหานที่อยู่เบื้องล่างรู้ดีว่า จางเจวี๋ยหมดสิ้นเรี่ยวแรงและใกล้จะสิ้นลมหายใจเต็มทีแล้ว
"ถ่ายทอดคำสั่งให้กองทัพถอนกำลัง ล่าถอยไปตั้งค่ายห่างออกไปสิบลี้"
"ขอรับ"
ต่งจั๋วก้าวออกมาข้างหน้าและเอ่ยถาม "ท่านอ๋อง ท่านจะปล่อยพวกเขาไปจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ แล้วยังจะมีจางเจวี๋ยอีก"
หลิวหานปรายตามอง "แล้วจะให้ทำเช่นไร สังหารให้หมดเลยงั้นหรือ สร้างกองภูเขาซากศพงั้นหรือ"
ต่งจั๋วรีบเอ่ยปากบอกว่ามิกล้า
ขุนพลคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าก้าวออกไปพูดอะไรอีก นักพรตปีศาจอย่างจางเจวี๋ยกล่าววาจาโอหังไม่เห็นหัวองค์ฮ่องเต้และไม่เคารพบรรพบุรุษเช่นนี้ ถือเป็นความผิดถึงขั้นประหารชีวิต ทว่าคนผู้นี้กลับไม่เอ่ยปากว่าอันใด แล้วพวกเขาจะยังพูดอะไรได้อีก
เอาเป็นว่าทำตามคำสั่งก็แล้วกัน ไม่ว่าอย่างไรหากเกิดเรื่องขึ้นก็ยังมีคนผู้นี้คอยรับหน้าให้ จะไปกังวลให้ปวดหัวทำไมกัน
[จบแล้ว]