- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาปั้นกบฏโพกผ้าเหลืองให้สะเทือนสามก๊ก
- บทที่ 151 - สวี่จอมเชือด!
บทที่ 151 - สวี่จอมเชือด!
บทที่ 151 - สวี่จอมเชือด!
บทที่ 151 - สวี่จอมเชือด!
"สวี่เฉินโจรชั่วผู้นี้เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าหมาป่าและดุร้ายยิ่งกว่าพยัคฆ์ มันทั้งโหดเหี้ยมและอำมหิต ชื่นชอบการเข่นฆ่าเป็นชีวิตจิตใจ สำหรับพวกตระกูลขุนนางอย่างพวกเรา มันก็คือจอมเชือดผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า!"
"ใช่ๆๆ เจ้านั่นกวาดล้างพวกตระกูลขุนนางและเศรษฐีในท้องถิ่นราวกับเชือดหมูเชือดหมา ช่างวิปริตผิดมนุษย์และไม่อาจให้อภัยได้!"
"โจรชั่วผู้นี้ไปเหยียบเมืองจัวจวิ้นเพียงครั้งเดียว ก็สร้างความหายนะไปทั่วเมือง ตระกูลขุนนางและเศรษฐีในจัวจวิ้นแปดเก้าในสิบส่วนล้วนตกเป็นเหยื่ออันโหดร้ายของมัน หากมันแค่ปล้นชิงทรัพย์สินก็แล้วไปเถิด แต่โจรชั่วผู้นี้กลับไม่รู้จักพอ ถึงขั้นลงมือสังหารคนในตระกูลขุนนางครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำยังอ้างชื่อสวยหรูว่าผดุงความยุติธรรมแทนฟ้า!"
"ไม่เพียงแค่นั้น ได้ยินมาว่าหลังจากที่มันไปเมืองอวี๋หยางก็นำพาความหายนะไปด้วยเช่นกัน ตอนนี้ในเมืองอวี๋หยางและโย่วเป่ยผิงไม่มีตระกูลขุนนางหรือเศรษฐีหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เจ้านี่ไปที่ไหนก็สร้างความเดือดร้อนที่นั่น จะปล่อยให้มันเหิมเกริมสร้างความยิ่งใหญ่ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด!"
เมื่อหลิวอวี๋เอ่ยปากถาม บรรดาบัณฑิตและขุนนางเบื้องล่างก็ราวกับน้ำเดือดพล่าน แต่ละคนต่างพากันร่ายยาวถึงความผิดบาปของสวี่เฉิน
จากท่าทางที่โกรธแค้นและเดือดดาลของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเกลียดชังและหวาดกลัวสวี่เฉินรวมถึงลัทธิธรรมชาติมากเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วก็มีสายเลือดของตระกูลขุนนางและเศรษฐีจำนวนนับไม่ถ้วนที่ต้องหลั่งรินไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมากพอที่จะทำให้พวกเขารับรู้ได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของสวี่เฉินอย่างลึกซึ้ง
กงซุนจ้านปั้นหน้าเย็นชาไม่พูดไม่จา เขาเพียงแค่ลอบดูแคลนอยู่ภายในใจ
ในเมื่อเกลียดชังและหวาดกลัวเจ้าหัวโล้นสวี่เฉินถึงเพียงนี้ แต่ทำไมพอถึงเวลาปราบกบฏจริงๆ แต่ละตระกูลกลับหวงแหนทรัพย์สินเพียงหยิบมือของตนเอง ว่ากันตามตรงก็คือความเจ็บปวดยังไม่ตกถึงตัวพวกเขานั่นเอง
หลิวอวี๋ได้ฟังก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จังหวะนั้นเขาก็หันสายตาไปมองกงซุนจ้านพอดี ก่อนจะหัวเราะหึๆ ออกมา
"หลายปีมานี้ ปั๋วคุยต้องรับภาระดูแลกองทัพเพื่อต่อต้านพวกโพกผ้าเหลืองในโยวโจว ช่างเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก หากไม่ได้ปั๋วคุยคอยต้านทานไว้ สถานการณ์ในโยวโจววันนี้คงพังพินาศยิ่งกว่านี้ไปแล้ว ในแง่นี้ตระกูลขุนนางและชาวบ้านในโยวโจวทุกคนต่างก็ควรจะขอบคุณปั๋วคุยเสียด้วยซ้ำ"
คำพูดที่ดูยกย่องของหลิวอวี๋ทำให้กงซุนจ้านรู้สึกชื่นใจขึ้นมาบ้าง "ท่านโจวมู่กล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่ทำตามหน้าที่เท่านั้น โจรชั่วมีอำนาจมาก การที่ข้าสามารถปกป้องความสงบสุขได้มุมหนึ่งก็นับว่าเป็นโชคดีมากแล้ว"
พูดมาถึงตรงนี้ กงซุนจ้านก็ส่ายหน้าและถอนหายใจ "ช่างน่าเสียดาย..."
หลิวอวี๋เอ่ยถาม "น่าเสียดายเรื่องอันใดหรือ"
กงซุนจ้านกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "น่าเสียดายที่ข้ามีใจอยากฆ่าโจรแต่กลับไร้ซึ่งกำลัง สรุปแล้วการปราบกบฏนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การร่วมแรงร่วมใจกันนั้นยากยิ่ง มิฉะนั้นเมื่อสองปีก่อนข้าคงจัดการสวี่เฉินไปได้แล้ว คงไม่ปล่อยให้กลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงเช่นในวันนี้หรอก"
สิ้นคำพูดนี้ บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบงัน บรรดาบัณฑิตและขุนนางต่างพากันถลึงตาใส่เขาด้วยความโกรธ
พวกเขาย่อมรู้ดีว่ากงซุนจ้านกำลังเหน็บแนมใครอยู่ แม้ว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นนั้นก็เถอะ แต่การพูดโพล่งออกมาตรงๆ เช่นนี้ถือเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง
และในเรื่องนี้ พวกเขาก็มีเหตุผลที่จะโต้แย้งเช่นกัน
กงซุนจ้านเจ้าเป็นใครกัน ก็แค่บุตรอนุภรรยาตระกูลกงซุนเท่านั้น ชาติตระกูลแค่นี้ยังริอ่านจะให้ตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ยอมก้มหัวรับใช้ เจ้าหวังสูงเกินไปหน่อยหรือไม่
ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว กงซุนจ้านแทบจะล่วงเกินบัณฑิตและขุนนางที่มาร่วมงานจนหมดสิ้น แต่เขาก็ไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะตั้งแต่แรกเขาก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากพวกตระกูลขุนนางอยู่แล้ว
หลังจากที่หลิวอวี๋มาถึง เขาก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเขาไม่มีวันได้รับความโปรดปรานจากพวกตระกูลขุนนางได้เลย
เรื่องนี้ดูได้จากท่าทีของตระกูลขุนนางที่มีต่อหลิวอวี๋ซึ่งแตกต่างจากเขาราวฟ้ากับเหว เขาก็รู้ซึ้งแล้วว่า เมื่อเทียบกับตัวเขาแล้ว เชื้อพระวงศ์และบัณฑิตผู้เลื่องชื่อระดับแผ่นดินอย่างหลิวอวี๋ต่างหากคือบุคคลที่คู่ควรในสายตาของพวกตระกูลขุนนาง
เพียงแต่สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลิวอวี๋รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย ท้ายที่สุดเขาก็ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นแทน "ปั๋วคุยได้ประมือกับพวกโพกผ้าเหลืองมาหลายครั้ง น่าจะมีความคิดเห็นต่อพวกมันเป็นของตนเอง ไม่สู้ลองเล่าให้ข้าฟังเพื่อไขข้อข้องใจของข้าหน่อยเถิด"
แม้กงซุนจ้านจะรู้สึกไม่สบอารมณ์ แต่เมื่อเห็นแก่หน้าของหลิวอวี๋ เขาจึงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วยอมตอบแต่โดยดี
"ท่านโจวมู่ควรทราบไว้ว่า โพกผ้าเหลืองในโยวโจวไม่ใช่แค่โจรป่าธรรมดา พวกมันเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่กองทัพจะมีโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบ แต่ทหารยังมีทักษะการรบที่สูงส่งมาก ข้ากล้าฟันธงเลยว่าในยามปกติพวกมันจะต้องมีการฝึกฝนที่เข้มงวดและหนักหน่วงอย่างแน่นอน"
"ยิ่งไปกว่านั้น สวี่เฉินผู้นี้มีความเชี่ยวชาญในการปลุกระดมผู้คน ทหารโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่จึงกล้าสู้ตาย และกองทัพก็มีขวัญกำลังใจสูงส่ง เมื่อใดที่ข้าปะทะกับพวกมัน หากการสู้รบรุนแรงและกินเวลานานเมื่อใด ข้าก็มักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถอยร่นกลับมาเสมอ"
"หากมีเพียงแค่นี้ก็แล้วไปเถิด แต่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสวี่เฉินไปเอาเหล็กมากมายมาจากไหน ถึงขนาดสามารถติดเกราะให้ทหารได้ทั้งกองทัพ ข้าประเมินว่าอย่างน้อยพวกมันน่าจะมีทหารสวมเกราะเหล็กถึงหนึ่งหมื่นนาย เมื่อพูดถึงเรื่องยุทโธปกรณ์ ข้าก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ กงซุนจ้านก็ส่ายหน้าไม่หยุด เขาจำรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ของพวกโพกผ้าเหลืองได้แม่นยำยิ่งกว่าสมบัติในบ้านเสียอีก แต่นี่คือความรู้ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของเขาเอง
บรรดาบัณฑิตและขุนนางต่างพากันเงียบกริบ พวกเขาก็รู้ดีถึงความแข็งแกร่งของพวกโพกผ้าเหลืองในปัจจุบัน และด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงหวาดกลัวสวี่เฉินมาก เพราะรู้ดีว่าหากพวกโพกผ้าเหลืองบุกเข้ามาเมื่อใด พวกเขาทุกคนก็ต้องพินาศไปด้วย
หลิวอวี๋ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนก แม้ราชสำนักจะรู้ว่าโพกผ้าเหลืองในโยวโจวกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไข แต่ก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างละเอียด
หลังจากได้ฟังคำอธิบายของกงซุนจ้าน เขาก็เพิ่งมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับพลังรบของพวกโพกผ้าเหลือง ทว่าผลลัพธ์นี้ช่างเกินความคาดหมายจริงๆ พวกมันแข็งแกร่งขนาดนี้ยังจะเป็นแค่กบฏโพกผ้าเหลืองอยู่อีกหรือ
ในใจของหลิวอวี๋เริ่มรู้สึกถึงลางร้าย ตอนที่เขาออกเดินทางมารับตำแหน่งและได้เห็นการสวนสนามของหลิวหง เขารู้สึกว่ากองกำลังโพกผ้าเหลืองที่กงซุนจ้านอธิบายมานั้น ดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขามยิ่งกว่ากองทัพซีหยวนที่เขาได้เห็นมาเสียอีก
เดิมทีเขาคิดว่าบางทีกงซุนจ้านอาจจะพ่ายแพ้บ่อยครั้ง จึงตั้งใจพูดให้พวกโพกผ้าเหลืองดูเก่งกาจเกินจริงเพื่อหาข้อแก้ตัวให้ตนเอง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของบรรดาตระกูลขุนนางรอบข้างที่มีแต่ความกังวลใจ เขาก็รู้ทันทีว่านี่คือความจริง
โจรกลุ่มเล็กๆ ในอดีต กลับเติบโตมาถึงขั้นนี้ได้เชียวหรือ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!
ในเวลานี้เขารู้สึกโชคดีอย่างยิ่ง โชคดีที่เขาเดินทางมาในเวลานี้ อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสกอบกู้สถานการณ์ได้ หากปล่อยให้พวกโพกผ้าเหลืองพัฒนาต่อไปอีกสักสองปี คงได้เกิดเรื่องใหญ่จนฟ้าถล่มแผ่นดินทลายแน่
"พวกโจรมีอำนาจแข็งแกร่ง หากไม่ทุ่มเทกำลังทั้งหมดคงยากที่จะรับมือ ข้าตั้งใจจะรวบรวมทหารให้ได้ห้าหมื่นนายเพื่อปราบกบฏ เรื่องนี้คงต้องพึ่งพายอดคนในท้องถิ่นทุกท่านให้ช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่"
"กบฏโพกผ้าเหลืองไม่เพียงแต่เป็นภัยต่อความมั่นคงของต้าฮั่น แต่ยังเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อพวกท่านทุกคน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูร่วมกัน ข้าหวังว่าทุกท่านจะร่วมแรงร่วมใจและร่วมมือกันอย่างจริงจัง"
หลิวอวี๋กังวลเรื่องความแข็งแกร่งของพวกโพกผ้าเหลือง จึงไม่พูดจาอ้อมค้อมอีกต่อไป และเข้าสู่ประเด็นหลักทันที
หลังจากที่เขาพูดจบ บรรดาบัณฑิตและขุนนางที่อยู่ในงานก็มองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าอย่างรู้ใจ จากนั้นก็มีตัวแทนสองคนก้าวออกมา พวกเขาคือบัณฑิตนามว่าเฉิงซวี่และฉีโจว
เฉิงซวี่โค้งคำนับหลิวอวี๋ "ท่านโจวมู่ทุ่มเทแรงกายแรงใจปราบกบฏ พวกเราย่อมไม่ขัดข้อง เรื่องการจัดเตรียมกองทัพและเสบียง พวกเราจะทำอย่างสุดความสามารถขอรับ!"
ฉีโจวก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน "แม้กบฏโพกผ้าเหลืองจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อมีท่านโจวมู่เป็นผู้นำ พวกเราก็มั่นใจว่าจะสามารถระงับความวุ่นวายนี้ได้ขอรับ"
เมื่อได้รับคำยืนยันเช่นนี้ หลิวอวี๋ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา เขาประสานมือและยิ้มให้ทุกคนเช่นกัน "ทุกท่านช่างมีน้ำใจอันประเสริฐ ในวันข้างหน้าเมื่อปราบกบฏสำเร็จ ข้าจะต้องทูลขอความดีความชอบให้ทุกท่านต่อราชสำนักอย่างแน่นอน"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ผลัดกันไปมา แผนการปราบกบฏก็ถูกกำหนดขึ้นมาในเบื้องต้น
เพียงแต่บรรยากาศที่กลมเกลียวเช่นนี้ กลับทำให้กงซุนจ้านอิจฉาจนหน้ามืด
ตอนที่เขาต้องการกองทัพสองหมื่นนาย เขาต้องกราบไหว้ขอร้องแทบเป็นแทบตาย แต่ตอนนี้หลิวอวี๋เพียงแค่อ้าปากขอทหารห้าหมื่นนาย พวกตระกูลขุนนางกลับตอบตกลงโดยไม่กระพริบตาเลยแม้แต่น้อย
ตอนที่ยังไม่มีข้อเปรียบเทียบ กงซุนจ้านยังไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่าใดนัก จนกระทั่งตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่าช่องว่างระหว่างเขากับหลิวอวี๋นั้นห่างไกลกันเพียงใด
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าก็คือ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตนเองกำลังถูกผลักไสให้กลายเป็นคนนอก แม้ว่าเขาจะคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ เขาก็ยังรู้สึกโกรธเคืองอยู่ดี
ตำแหน่งเจี้ยงหลู่เสี้ยวเว่ยถือเป็นตำแหน่งทหารจากราชสำนักส่วนกลาง ตามหลักการแล้วจึงไม่ได้ขึ้นตรงต่อโจวมู่อย่างหลิวอวี๋
แต่ในทางทฤษฎีก็เรื่องหนึ่ง ความเป็นจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ความเป็นจริงก็คือพวกตระกูลขุนนางไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาเลย เสียงของเขาในโยวโจวจึงไม่มีน้ำหนักอะไรนัก หลังจากนี้เขาก็คงต้องทนดูสีหน้าของหลิวอวี๋อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังจากนั้นก็หนีไม่พ้นการดื่มสุราเฉลิมฉลอง เมื่อตกลงเรื่องต่างๆ สำเร็จทุกคนต่างก็มองเห็นอนาคตที่สดใส มีเพียงกงซุนจ้านเท่านั้นที่เดินจากไปพร้อมกับความกลัดกลุ้มใจ
ส่วนฉีโจวและเฉิงซวี่ก็ไม่ได้จากไปไหนหลังงานเลี้ยงเลิกรา พวกเขาเลือกที่จะอยู่เคียงข้างหลิวอวี๋ต่อไป
ในฐานะตัวแทนของพวกตระกูลขุนนาง หลังจากนี้พวกเขาย่อมต้องรับหน้าที่เป็นขุนนางผู้ช่วยทำงานอยู่ข้างกายหลิวอวี๋ ซึ่งนี่ถือเป็นความเข้าใจที่ตรงกันในหมู่ตระกูลขุนนาง
เมื่อพวกเขาตามหาหลิวอวี๋ในเวลาต่อมา ก็พบว่าหลิวอวี๋กำลังเรียกพบพ่อค้าคนหนึ่งอยู่พอดี
"ได้ยินมาว่าหลายปีมานี้เจ้าเดินทางไปค้าขายในอาณาเขตของพวกโพกผ้าเหลืองอยู่บ่อยครั้ง น่าจะรู้สถานการณ์ที่นั่นดีไม่น้อย ข้ากำลังต้องการข้อมูลพอดี เจ้าลองเล่ามาให้ข้าฟังหน่อยสิ"
หลิวอวี๋พยักหน้าทักทายเฉิงซวี่และฉีโจว ก่อนจะหันไปซักไซ้พ่อค้าต่อ
พ่อค้าที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกตัวมารู้สึกหวาดกลัวอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้พบกับบุคคลสำคัญระดับหลิวอวี๋ก็ยิ่งลนลาน เมื่อถูกถามก็รีบตอบรับ ท่าทางให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
หลิวอวี๋ถาม "ตามที่เจ้าได้ไปค้าขายมา ชาวบ้านภายใต้การปกครองของพวกโพกผ้าเหลืองมีท่าทีต่อพวกมันอย่างไรบ้าง"
เมื่อถูกถามเรื่องนี้ พ่อค้าก็มีท่าทีประหลาดใจไม่น้อย "เรื่องนี้ก็น่าแปลกอยู่เหมือนกันขอรับ จากที่ข้าน้อยได้เห็นมา ชาวบ้านในเมืองอวี๋หยางล้วนแต่กล่าวชื่นชมและยกย่องพวกโพกผ้าเหลืองกันทั้งนั้น หากใครกล้าพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับพวกโพกผ้าเหลืองแม้แต่คำเดียว พวกเขาก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟราวกับคนรู้จักแต่โพกผ้าเหลืองและลืมเลือนต้า..."
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ พ่อค้าก็ชะงักปากไป เขาสะดุ้งตกใจกับคำพูดของตัวเอง เกือบจะหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปเสียแล้ว
แม้เขาจะรีบกลืนคำพูดกลับลงไปได้ทัน แต่ฉีโจวและเฉิงซวี่มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการสื่อ ทั้งสองคนจึงแค่นเสียงเย็นชาออกมา พ่อค้าเห็นดังนั้นก็รีบประสานมือขอขมาทันที
หลิวอวี๋ไม่ได้ตำหนิอะไร เพียงแต่โบกมือปัดไป แทนที่จะเอาเรื่องเอาราวกับพ่อค้า เขาอยากรู้มากกว่าว่าพวกโพกผ้าเหลืองทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร
"พวกโพกผ้าเหลืองแต่งตั้งขุนนางและแบ่งที่ดินกันอย่างไร ชาวบ้านต้องเสียภาษีเท่าใด แล้วในพื้นที่ปกครองมีผู้อพยพเร่ร่อนหรือไม่..."
หลิวอวี๋ไม่อยากถามทีละคำถามอีกต่อไป เขามีความเชี่ยวชาญด้านความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ว่าจะไปรับตำแหน่งที่ใดเขาก็สามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับท้องถิ่นได้เสมอ มิฉะนั้นคงไม่ได้รับเสียงสรรเสริญจากชาวบ้านมาตลอด
และสิ่งที่เขาให้ความสนใจมากที่สุด ก็ย่อมเป็นการปกครองของพวกโพกผ้าเหลือง เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดพวกโพกผ้าเหลืองถึงได้รับความรักและการสนับสนุนจากชาวบ้านถึงเพียงนี้
ในสายตาของเขา พวกโพกผ้าเหลืองทำตัวราวกับพวกที่รีดนาทาเร้นเพื่อทำศึกสงคราม การจะเลี้ยงดูกองทัพที่เก่งกาจปานนั้นและจัดหาเกราะอาวุธนับหมื่นชุด หากไม่ขูดรีดเงินทองจากชาวบ้านแล้ว จะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร
แต่ใครจะรู้ว่าพ่อค้าเมื่อได้ยินดังนั้น กลับถอนหายใจออกมายาวๆ
"จะว่าไปแล้วพวกโพกผ้าเหลืองก็ดีต่อชาวบ้านจริงๆ ขอรับ ชาวบ้านจ่ายภาษีเพียงแค่สองส่วนเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีภาษีจุกจิกอื่นๆ อีก ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่การเข้าร่วมกองทัพ พวกโพกผ้าเหลืองก็ยังจ่ายเงินเดือนให้ หากตายในสนามรบก็ยังมีเงินชดเชยให้อีกต่างหาก"
"ที่อื่นข้าน้อยไม่รู้ แต่อย่างน้อยในเมืองอวี๋หยาง ชาวบ้านทุกคนล้วนเต็มใจเข้าร่วมกองทัพเพื่อออกรบ ทุกครัวเรือนต่างก็มีเสบียงเหลือเก็บ ถึงขั้นสามารถซื้อหาสิ่งของเครื่องใช้ได้มากมาย ยิ่งดูชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ ขอรับ"
[จบแล้ว]