เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71 - การปกครองภายในเริ่มสัมฤทธิ์ผล

บทที่ 71 - การปกครองภายในเริ่มสัมฤทธิ์ผล

บทที่ 71 - การปกครองภายในเริ่มสัมฤทธิ์ผล


บทที่ 71 - การปกครองภายในเริ่มสัมฤทธิ์ผล

นับตั้งแต่กองทัพโพกผ้าเหลืองเข้าสู่เมืองอวี๋หยาง ไม่นานหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครอง หรือที่ราชวงศ์ฮั่นเรียกว่า "หลี่" ก็เริ่มมีทหารโพกผ้าเหลืองทยอยเข้าไปประจำการ

ตามโครงสร้างที่สวี่เฉินกำหนดไว้ พื้นที่ปกครองแต่ละระดับ "หลี่" เดิม จะจัดส่งทหารโพกผ้าเหลืองสิบนายเข้าไปตั้งถิ่นฐาน โดยให้ทั้งสิบนายเลือกกันเองเพื่อตั้งตัวแทนหนึ่งนายขึ้นเป็นหัวหน้าหมู่ ดังนั้นหน่วยการปกครองระดับล่างสุดของราชวงศ์ฮั่นที่เรียกว่า "หลี่" จึงถูกเปลี่ยนเป็นหน่วยการปกครองของโพกผ้าเหลืองที่เรียกว่า "หมู่" แทน

การเปลี่ยนแปลงชื่อเรียก ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะด้วย

เดิมที "หลี่" เป็นเพียงหน่วยบริหารจัดการระดับล่างของราชวงศ์ฮั่น แต่บัดนี้ได้แปรสภาพเป็น "หมู่" ซึ่งเป็นหน่วยทหารระดับรากหญ้าของกองกำลังโพกผ้าเหลือง

หน่วยที่อยู่สูงขึ้นไปอย่าง "เซียง" ของราชวงศ์ฮั่น ก็แปรสภาพเป็น "กองร้อย" ของโพกผ้าเหลือง โดยกองร้อยนี้จะคัดเลือกหัวหน้าหมู่หนึ่งคนจากทั้งหมดสิบหมู่ขึ้นมาเป็นหัวหน้ากองร้อย

เมื่อโครงสร้างนี้แผ่ขยายออกไป ภายใต้การปกครองของกองกำลังโพกผ้าเหลือง แต่ละกองร้อยจะมีทหารโพกผ้าเหลืองประจำการอยู่หนึ่งร้อยนาย ปกครองดูแลสิบหมู่ ซึ่งก็เทียบเท่ากับการปกครองประชากรในสิบ "หลี่" ของราชวงศ์ฮั่นนั่นเอง

ตามระเบียบของราชวงศ์ฮั่นที่กำหนดให้หนึ่งหลี่มีหนึ่งร้อยครัวเรือน ดังนั้นกองร้อยหนึ่งของโพกผ้าเหลืองก็จะปกครองดูแลประชากรหนึ่งพันครัวเรือน หากยึดพื้นฐานครอบครัวละสี่คนเป็นหลัก หนึ่งกองร้อยก็จะปกครองดูแลประชากรราวสี่พันคน แน่นอนว่าประชากรสี่พันคนนี้ย่อมรวมถึงคนชรา ผู้หญิง และเด็กด้วย ชายฉกรรจ์ที่สามารถใช้งานได้จริงอาจมีไม่ถึงหนึ่งพันคน

แม้เมืองอวี๋หยางจะเป็นเมืองใหญ่ในแคว้นโยวโจว แต่โดยภาพรวมแล้วประชากรในแคว้นโยวโจวนั้นเบาบางมาก เมืองอวี๋หยางทั้งเมืองมีประชากรเพียงหกถึงเจ็ดพันครัวเรือนเท่านั้น ท้ายที่สุดกองกำลังโพกผ้าเหลืองจึงจัดตั้งกองร้อยทหารขึ้นในเมืองอวี๋หยางเพียงเจ็ดกองร้อยเท่านั้น

กองร้อยทั้งเจ็ดนี้ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับทหารโพกผ้าเหลืองกว่าสามพันนายที่สวี่เฉินกระจายกำลังลงไป ตอนนี้จึงทำได้เพียงจัดสรรให้อยู่ร่วมกันไปก่อนชั่วคราว

นอกจากนี้คำว่าหนึ่งหมู่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจัดทหารโพกผ้าเหลืองเข้าไปอยู่รวมกันสิบนายเสมอไป เมื่อเวลาผ่านไปและการปกครองของโพกผ้าเหลืองเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่ละหมู่อาจเหลือทหารโพกผ้าเหลืองประจำการไว้เพียงนายเดียวก็เพียงพอแล้ว

เมื่อถึงเวลานั้นดินแดนในความครอบครองก็จะค่อยๆ ขยายตัว ทหารโพกผ้าเหลืองกว่าสามพันนายที่ถูกกระจายลงไปนี้ก็จะค่อยๆ กระจายตัวออกไปเรื่อยๆ ซึ่งจะสามารถสร้างได้ถึงสามพันหมู่ หรือสามร้อยกองร้อยเลยทีเดียว

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงสถานการณ์ในอุดมคติที่สุด เมื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมิสงคราม กองกำลังโพกผ้าเหลืองย่อมต้องมีการสูญเสียกำลังพลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตราบใดที่โครงสร้างองค์กรนี้ยังคงอยู่ ก็จะสามารถเกณฑ์กำลังพลเข้ามาเสริมทัพได้อย่างต่อเนื่อง

หากทหารโพกผ้าเหลืองทั้งหมดสามารถกระจายตัวควบคุมพื้นที่ได้เต็มรูปแบบตามที่ตั้งเป้าไว้ เมื่อนั้นกองกำลังโพกผ้าเหลืองก็น่าจะยึดครองดินแดนได้เทียบเท่ากับหนึ่งแคว้นเลยทีเดียว

ในเวลานั้น ระบบการปกครองทางทหารรูปแบบนี้ย่อมไม่เหมาะสมกับสถานการณ์อีกต่อไป

ระบบย่อมต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ การบริหารจัดการแบบทหารและพลเรือนเป็นหนึ่งเดียวก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแยกการบริหารการทหารและการเมืองออกจากกัน กองกำลังโพกผ้าเหลืองต้องสร้างระบบการปกครองของแว่นแคว้นที่สมบูรณ์แบบเสียก่อน ถึงจะสามารถเบนเข็มสายตาไปสู่การแย่งชิงแผ่นดินทั่วหล้าได้

หัวหน้ากองร้อยและหัวหน้าหมู่ที่กระจายตัวอยู่ตามกองร้อยในท้องถิ่นปัจจุบัน กับกองกำลังทหารประจำการจำนวนหนึ่งพันห้าร้อยนายซึ่งเป็นนายทหารระดับล่างที่สวี่เฉินเก็บไว้ใช้งานนั้น แท้จริงแล้วถูกแบ่งแยกเป็นสองส่วนชัดเจน

หากมีศึกสงคราม หัวหน้ากองร้อยและหัวหน้าหมู่ในท้องถิ่นจะต้องรับหน้าที่เกณฑ์ทหาร เกณฑ์แรงงาน และรวบรวมเสบียงจากในพื้นที่ของตน เพื่อส่งไปสนับสนุนกองกำลังประจำการ กองกำลังประจำการหนึ่งพันห้าร้อยนายที่มีโครงสร้างหลักเป็นนายทหารระดับล่างนี้ จะสามารถขยายขนาดกองทัพเพิ่มเป็นหลายพัน หลายหมื่น หรือทะลุหลักแสนคนได้ในพริบตาตามสัดส่วนของพื้นที่ที่ยึดครองได้ ซ้ำยังคงมีขีดความสามารถในการรบที่ได้มาตรฐานอีกด้วย

บรรดาหัวหน้ากองร้อยและหัวหน้าหมู่ในท้องถิ่นเหล่านี้ ในระบบโครงสร้างปัจจุบัน พวกเขายังคงมีสถานะเป็นทหารในกองทัพโพกผ้าเหลือง เพียงแต่มีหน้าที่ควบรวมการดูแลบริหารท้องถิ่นไปด้วย

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มขุนนางสำรองที่สวี่เฉินเตรียมไว้สำหรับอนาคต เมื่อถึงเวลาอันควร พวกเขาจะถูกดึงตัวออกจากกองทัพโพกผ้าเหลืองอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อมาทำหน้าที่ปกครองดูแลท้องถิ่นให้เขาโดยเฉพาะ

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สวี่เฉินยุติการทำศึกสงครามกับภายนอกอย่างสิ้นเชิงในเมืองอวี๋หยาง เขารักษาเพียงท่าทีตั้งรับเอาไว้เท่านั้น จุดประสงค์ก็เพื่ออาศัยช่วงเวลาที่บ้านเมืองค่อนข้างสงบสุขเช่นนี้ ทำให้ระบบการบริหารจัดการทางทหารนี้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นก็เดินหน้าโครงการกวาดล้างความไม่รู้หนังสือในหมู่ทหารโพกผ้าเหลือง เพื่อค่อยๆ หล่อหลอมให้พวกเขากลายเป็นนายทหารอาชีพและขุนนางปกครองท้องถิ่นในอนาคต

จนถึงตอนนี้ การวางรากฐานการบริหารจัดการภายในก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงไปได้ระดับหนึ่งแล้ว

เมื่อโครงสร้างองค์กรถูกสร้างขึ้นจนสำเร็จ สวี่เฉินผู้เป็นผู้นำศาสนาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าการบริหารจัดการเมืองอวี๋หยางนั้นรวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพียงแค่เขาสั่งการลงไป คำสั่งก็จะถูกส่งต่อไปยังทุกๆ หมู่ในอวี๋หยางอย่างรวดเร็ว จากนั้นทหารโพกผ้าเหลืองก็จะเป็นผู้จัดตั้งชาวบ้านในหมู่ของตนเพื่อลงมือปฏิบัติตามคำสั่งนั้น

เมืองอวี๋หยางที่ปราศจากองค์กรย่อมมีพลังที่แตกฉานซ่านเซ็น แต่เมืองอวี๋หยางในปัจจุบันได้หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว

เมื่อกำหมัดแน่นพร้อมแล้ว สวี่เฉินก็เริ่มพิจารณาว่าถึงเวลาที่จะชกออกไปหรือยัง เพียงแต่ก่อนที่จะลงมือชกออกไป เขาก็ไม่ลืมที่จะปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดบ้านของตนเองเสียก่อน

กองกำลังโพกผ้าเหลืองลงหลักปักฐานในเมืองอวี๋หยางได้เพียงสามเดือนเศษ โครงสร้างองค์กรก็เพิ่งจะวางรากฐานเสร็จสมบูรณ์ อาจกล่าวได้ว่าเพิ่งจะก้าวเดินเป็นก้าวแรกเท่านั้น ทว่าเพียงก้าวแรกนี้เอง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระดับรากหญ้าก็เผยโฉมออกมาให้เห็นเสียแล้ว

หลายเดือนที่ผ่านมา สวี่เฉินมักจะพาเถียนสือโถวลงพื้นที่ตรวจตราอยู่เสมอ จนตอนนี้พวกเขาได้คิดค้นระบบตรวจสอบการทำงานระดับรากหญ้าขึ้นมาแล้ว ซึ่งในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างเห็นผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม อย่างเช่นทหารโพกผ้าเหลืองที่ถูกคุมตัวมาอยู่ตรงหน้าในขณะนี้ ก็ถูกกระชากหน้ากากออกมาด้วยระบบตรวจสอบที่ว่านี้นี่เอง

ภายใต้การชี้แนะของเขา ทุกครั้งที่เถียนสือโถวเดินทางไปถึงหมู่ใดหมู่หนึ่ง ก็จะจัดให้มีการประชุมลูกบ้านร่วมกับทหารโพกผ้าเหลืองในหมู่บ้านนั้น โดยทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจะต้องส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมด้วย

ส่วนเนื้อหาของการประชุมนั้น เถียนสือโถวในฐานะผู้ตรวจการ จะรับฟังการประเมินและสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของทหารโพกผ้าเหลืองประจำหมู่จากปากของชาวบ้านโดยตรง

ทหารโพกผ้าเหลืองในท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถหรือไม่ ผลการทำงานดีหรือแย่ มีการทุจริตยักยอกเข้ากระเป๋าตัวเองหรือไม่ มีพฤติกรรมข่มเหงรังแกชาวบ้านหรือไม่ เรื่องราวทั้งหมดนี้ ชาวบ้านสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

ทันทีที่ชาวบ้านตั้งข้อสงสัย ทหารโพกผ้าเหลืองที่ถูกกล่าวหาก็จะต้องชี้แจง และเถียนสือโถวในฐานะหัวหน้ากองทหารคุมกฎก็จะเริ่มดำเนินการสืบสวนทันที

ตอนนี้เถียนสือโถวกำลังดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมดในหมู่บ้านแห่งนี้ ท่ามกลางการเฝ้าดูของสวี่เฉิน และพบว่าหัวหน้าหมู่ของหมู่บ้านนี้มีพฤติกรรมทุจริตรับสินบนจริงๆ!

เสบียงอาหารและเงินกษาปณ์ถุงเล็กๆ นั้นคือทรัพย์สินที่หัวหน้าหมู่รับสินบนมา ส่วนสิ่งที่หัวหน้าหมู่กระทำตอบแทนก็คือการแอบจัดสรรที่ดินแปลงใหญ่ให้กับครอบครัวที่ติดสินบนในช่วงที่มีการแบ่งที่ดินนั่นเอง

เรื่องนี้ชาวบ้านที่พบเห็นความผิดปกติเป็นผู้แจ้งเบาะแสขึ้นมาเอง จากนั้นเถียนสือโถวก็ลงมือตรวจสอบการรังวัดที่ดินใหม่และเข้าตรวจค้น จนสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ในที่สุด

ทว่าแม้หลักฐานจะมัดตัวแน่นหนา แต่หัวหน้าหมู่ผู้นี้ก็ยังคงปากแข็งไม่ยอมรับสารภาพ ทั้งๆ ที่เขาเองก็เห็นกับตาว่าของกลางถูกค้นพบจากบ้านของตน เขาก็ยังยืนกรานเสียงแข็งว่าของเหล่านี้ไม่ใช่ของเขา

การร้องโอดครวญด้วยท่าทีที่แทบจะเรียกได้ว่าหน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนตัวแทนชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุมต่างก็พากันสงสัยว่า หัวหน้าหมู่ผู้นี้จะได้รับจุดจบเช่นไร แม้ว่าหัวหน้าหมู่จะทำผิด แต่เขาก็คือทหารโพกผ้าเหลือง กองทัพคุณธรรมจะเข้าข้างคนของตัวเองหรือไม่

ตลอดการประชุมนี้ สวี่เฉินไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่มองดูเถียนสือโถวจัดการปัญหา เขาเชื่อมั่นว่าจากการลงพื้นที่ทดลองปฏิบัติงานด้วยกันมาหลายเดือน เถียนสือโถวน่าจะมีความสามารถเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้แล้ว

แม้จะสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้นำศาสนาและชาวบ้านที่ยืนล้อมรอบ แต่เถียนสือโถวก็ไม่ได้ลุกลี้ลุกลน เมื่อเผชิญหน้ากับการปฏิเสธเสียงแข็งของหัวหน้าหมู่ เขาก็เพียงแค่ชี้ไปยังถุงเงินและเสบียงนั้น แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เจ้ายอมรับเรื่องการรับสินบนหรือไม่"

แม้หัวหน้าหมู่จะเหงื่อแตกพลั่ก แต่เขาก็ยังคงกัดฟันแน่นและปฏิเสธเสียงแข็ง "ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้เรื่องจริงๆ ต้องมีคนจงใจกลั่นแกล้งข้าแน่ๆ นี่ไม่ใช่เงินของข้า นี่ไม่ใช่เงินของข้า ท่านผู้นำศาสนา ท่านต้องเชื่อข้านะขอรับ!"

หัวหน้าหมู่ทรุดตัวลงคุกเข่า โขกศีรษะให้สวี่เฉินอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่าทางที่ร้องไห้น้ำตานองหน้านั้น ดูราวกับว่าเขาถูกใส่ร้ายป้ายสีจริงๆ

ทว่าสวี่เฉินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย นิ่งสงบราวกับรูปปั้นดินเหนียว ไม่ได้แสดงการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น

เถียนสือโถวแค่นเสียงเย็นชา จากนั้นก็โบกมือเรียก ทหารโพกผ้าเหลืองสองคนก็คุมตัวชาวบ้านที่ดูท่าทางหวาดกลัวลนลานคนหนึ่งเข้ามา

เมื่อสายตาเย็นชาของเถียนสือโถวกวาดมองมา ชาวบ้านคนนั้นก็สะดุ้งโหยงด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะยกมืออันสั่นเทาชี้ไปที่หัวหน้าหมู่ "นายท่าน เป็นข้า... เป็นข้าน้อยเองที่มอบเงินและเสบียงให้หัวหน้าหมู่ เพื่อแลกกับการได้ที่ดินเพิ่มขึ้นอีกแปลงขอรับ"

ทันทีที่ชาวบ้านพูดจบ ใบหน้าของหัวหน้าหมู่ก็ซีดเผือดลงในพริบตา ร่างกายทั้งร่างทรุดฮวบลงกับพื้น ท่าทางดูสิ้นหวังราวกับคนไร้ชีวิตจิตใจ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 71 - การปกครองภายในเริ่มสัมฤทธิ์ผล

คัดลอกลิงก์แล้ว