- หน้าแรก
- พลิกตำราสามก๊กฉบับยอดกุนซือ
- บทที่ 71 - กองทัพแกร่งบดขยี้ เจิ้งผิงตีเมืองปานเซี่ยนแตกอย่างรวดเร็ว
บทที่ 71 - กองทัพแกร่งบดขยี้ เจิ้งผิงตีเมืองปานเซี่ยนแตกอย่างรวดเร็ว
บทที่ 71 - กองทัพแกร่งบดขยี้ เจิ้งผิงตีเมืองปานเซี่ยนแตกอย่างรวดเร็ว
บทที่ 71 - กองทัพแกร่งบดขยี้ เจิ้งผิงตีเมืองปานเซี่ยนแตกอย่างรวดเร็ว
อำเภอปานเซี่ยน ถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการรุกรานของกบฏโพกผ้าเหลืองหนักหน่วงที่สุด
สาเหตุเพราะนายอำเภอปานเซี่ยนขี้ขลาดตาขาว ทิ้งเมืองหนีไปโดยไม่คิดจะต่อสู้ ทำให้เมืองปานเซี่ยนถูกพวกกบฏโพกผ้าเหลืองบุกเข้ายึดครองได้อย่างง่ายดายแทบจะไม่มีการต่อต้านใดๆ
โชคยังดีที่นโยบายของหลิวเป่ย ทำให้ภายในเมืองปานเซี่ยนมีการกักตุนเงินทองและเสบียงอาหารไว้เป็นจำนวนมาก
ดังนั้นพวกกบฏโพกผ้าเหลืองที่ยึดเมืองปานเซี่ยนได้ นอกจากจะสังหารพวกขุนนางที่หนีไม่ทันไปบ้างแล้ว พวกมันก็แทบจะไม่ได้แตะต้องรังแกชาวบ้านในเมืองเลย
ก็แน่ล่ะ ในเมื่อเงินทองและเสบียงอาหารที่กักตุนไว้ในเมืองมีมากพอให้พวกกบฏกินใช้ไปได้อีกพักใหญ่ แล้วพวกมันจะไปปล้นชิงเสบียงจากชาวบ้านให้เหนื่อยทำไม
แต่ความสงบสุขเช่นนี้ คงอยู่ได้ไม่นานหรอก!
สักวันหนึ่งเงินทองและเสบียงอาหารในเมืองก็ต้องหมดลง และเมื่อพวกกบฏโพกผ้าเหลืองเคยชินกับการได้กินฟรีโดยไม่ต้องออกแรง พวกมันก็คงกลับตัวกลับใจได้ยากแล้ว
เปลี่ยนจากประหยัดเป็นฟุ่มเฟือยนั้นง่าย แต่เปลี่ยนจากฟุ่มเฟือยเป็นประหยัดนั้นยากยิ่ง
เมื่อถึงเวลานั้น พวกกบฏโพกผ้าเหลืองในเมืองจะต้องหันมาปล้นสะดมเงินทองและเสบียงจากชาวบ้านอย่างแน่นอน
ชาวบ้านที่ถูกปล้นก็จะกลายสภาพไปเป็นกบฏโพกผ้าเหลืองหน้าใหม่ หรือไม่ก็กลายเป็นผู้ลี้ภัย ส่วนที่นาก็จะถูกทิ้งร้างไม่มีใครเพาะปลูก และวิกฤตภัยกบฏโพกผ้าเหลืองก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก!
หลังจากจัดการกวาดล้างพวกกบฏโพกผ้าเหลืองในอำเภออันเต๋อและอำเภอเก๋อเสร็จสิ้น เจิ้งผิงก็รีบเคลื่อนทัพมุ่งหน้ามายังอำเภอปานเซี่ยนทันที เป้าหมายก็เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่านี้
ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาว กบฏโพกผ้าเหลืองทั้งเก้าอำเภอในเมืองผิงหยวนจะต้องไม่หลงเหลือแม้แต่เมืองเดียว
"ท่านที่ปรึกษา พวกกบฏโพกผ้าเหลืองยึดเมืองไปได้ ได้ทั้งชุดเกราะและอาวุธ แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องเสบียงและเงินทองอีก แล้วแบบนี้พวกเราจะตีเมืองแตกได้อย่างไรขอรับ" เติ้งซวี่เดินตามเจิ้งผิง น้ำเสียงของเขาเริ่มแฝงความเคารพยำเกรงมากขึ้น
เจิ้งผิงจ้องมองกำแพงเมืองปานเซี่ยนตรงหน้า แววตาแฝงความเย็นชา "โจรก็คือโจร ต่อให้มีชุดเกราะอาวุธครบมือ หรือได้เปรียบเรื่องชัยภูมิ พวกมันก็ยังเป็นแค่ฝูงกาไร้ระเบียบอยู่ดี"
"ตีกลองเดินหน้า เข้าไปท้าประลองที่หน้าเมือง!"
ทหารท้องถิ่นเมื่อได้ยินเสียงกลอง ต่างก็ปั้นหน้าขรึมเงียบกริบ พร้อมใจกันเดินทัพประชิดกำแพงเมืองปานเซี่ยน
หลังจากคว้าชัยชนะมาได้ถึงสองครั้งติด ทหารท้องถิ่นเหล่านี้ก็มีความเชื่อมั่นในความสามารถด้านการบัญชาการรบของเจิ้งผิงอย่างเต็มเปี่ยม
คำกล่าวที่ว่า แม่ทัพคือความกล้าของทหาร ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ
ยิ่งแม่ทัพเก่งกาจมากเท่าไหร่ ทหารก็ยิ่งมีขวัญกำลังใจและฮึกเหิมมากเท่านั้น
กองทหารท้องถิ่นจำนวนหนึ่งพันนาย จัดกระบวนทัพตั้งมั่นอยู่ที่หน้าเมืองปานเซี่ยน
เติ้งซวี่ควบม้าออกไปข้างหน้า แล้วตะโกนขึ้นไปบนกำแพงเมืองเสียงดังลั่น "เติ้งซวี่ ผู้บัญชาการทหารภายใต้สังกัดใต้เท้าหลิวเป่ย สมุหเทศาภิบาลแห่งผิงหยวนอยู่ที่นี่แล้ว ใครหน้าไหนกล้าออกมาประลองฝีมือบ้าง"
การมาเยือนของกองทหารท้องถิ่น ทำให้พวกกบฏโพกผ้าเหลืองในเมืองปานเซี่ยนตื่นตระหนกตั้งแต่แรกแล้ว
ซือหม่าจวี้ หัวหน้ากบฏ ทอดสายตามองกองทหารท้องถิ่นเบื้องล่าง เห็นกระบวนทัพจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ทหารทุกนายยืนนิ่งเงียบกริบ เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ
อันที่จริงซือหม่าจวี้เคยเป็นบัณฑิตตกอับและเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างในที่ว่าการอำเภอมาก่อน แต่ถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งและใส่ร้ายป้ายสีว่าสมรู้ร่วมคิดกับโจร
ซือหม่าจวี้หนีเอาชีวิตรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ด้วยความโกรธแค้นเขาจึงไปเข้าร่วมกับพวกโจรป่าที่นำโดยติงเอ้อ
แม้จะกลายเป็นโจรป่า แต่ซือหม่าจวี้ก็ไม่ได้พอใจกับการเป็นแค่ลูกน้องหมายเลขสอง เขาฉวยโอกาสตอนที่ติงเอ้อลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ โยนงูพิษใส่ ทำให้ดูเหมือนว่าติงเอ้อถูกงูกัดตายจากอุบัติเหตุ
และซือหม่าจวี้ก็ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าโจรป่าได้อย่างราบรื่น
ซือหม่าจวี้เป็นคนมีการศึกษา เขารู้ดีว่าการเป็นแค่หัวหน้าโจรป่าไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้
ดังนั้น ซือหม่าจวี้จึงแอบอ้างชื่อลัทธิไท่ผิง ตั้งตนเป็นผู้สืบทอดของแม่ทัพพระแม่ธรณีเตียวโป้ ออกเผยแผ่ลัทธิในแถบอำเภอปานเซี่ยน เล่อหลิง และเยี่ยนสือ
แล้วซือหม่าจวี้ก็สามารถรวบรวมสาวกได้กลุ่มหนึ่งจริงๆ
ปีนี้ฝนแล้ง ผลผลิตในนาตกต่ำ ในแถบอำเภอปานเซี่ยน เล่อหลิง และเยี่ยนสือ มีขุนนางกังฉินสมรู้ร่วมคิดกับพวกเศรษฐีหน้าเลือดมากมาย ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนและโกรธแค้นกันถ้วนหน้า
ซือหม่าจวี้เห็นเป็นโอกาสดี จึงอาศัยจังหวะนี้ลอบโจมตีเมืองเยี่ยนสือในเวลากลางคืน สังหารนายอำเภอเยี่ยนสือรวมถึงขุนนางอีกหลายสิบคน ยึดครองอาวุธและชุดเกราะมาได้
จากนั้นก็บุกโจมตีเมืองเล่อหลิง และสังหารนายอำเภอเล่อหลิงทิ้ง
เมื่อยกทัพมาถึงเมืองปานเซี่ยน นายอำเภอปานเซี่ยนก็หวาดกลัวจนทิ้งเมืองหนีไปโดยไม่คิดสู้
สิ่งนี้ทำให้ซือหม่าจวี้ได้ใจเป็นอย่างมาก
แต่ซือหม่าจวี้เป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกล แม้เขาจะเป็นตัวการใหญ่ที่นำทัพตีเมืองปานเซี่ยน เล่อหลิง และเยี่ยนสือจนแตก แต่กลับไม่ค่อยมีใครรู้จักชื่อของซือหม่าจวี้เลย
ในหมู่พวกกบฏโพกผ้าเหลืองมักจะเรียกเขาว่า "แม่ทัพพระแม่ธรณี" ตามที่เขากล่าวอ้างว่าเป็นผู้สืบทอดของแม่ทัพพระแม่ธรณี
"ตั้งรับรักษาเมืองเอาไว้ ไม่ต้องไปสนใจพวกมัน!"
ซือหม่าจวี้รู้จักประเมินตัวเองดี แม้ตอนนี้จะมีทั้งชุดเกราะและอาวุธ แต่พวกทหารกบฏโพกผ้าเหลืองนั้นไร้ระเบียบวินัย อาจจะพอรังแกพวกทหารท้องถิ่นที่อ่อนแอได้ แต่ถ้าต้องไปปะทะกับกองทหารที่จัดทัพมาอย่างดี ซือหม่าจวี้ก็ไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น
เติ้งซวี่ตะโกนด่าทออยู่นาน แต่กลับเห็นพวกกบฏโพกผ้าเหลืองบนกำแพงเมืองไม่มีทีท่าว่าจะออกมาสู้รบเลย เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
"แปลกจริง พวกกบฏโพกผ้าเหลืองนี่ หดหัวอยู่ในกระดองเต่ากันหมดเลยหรือไง"
เติ้งซวี่ควบม้ากลับมาที่กระบวนทัพหลัก เพื่อรายงานเจิ้งผิง "ท่านที่ปรึกษา พวกกบฏโพกผ้าเหลืองตั้งรับอยู่ในเมือง ไม่ออกมาสู้เลยขอรับ!"
"ตั้งรับอยู่ในเมืองงั้นรึ" เจิ้งผิงมองขึ้นไปบนกำแพงเมือง แววตาแฝงรอยยิ้มเยาะ "การหดหัวอยู่ในกระดองเต่า มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ ถ่ายทอดคำสั่ง ให้พ่อครัวตั้งหม้อหุงหาอาหาร ส่วนทหารหน่วยรบให้ฝึกซ้อมค่ายกลสี่ทิศ"
เติ้งซวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง "ท่านที่ปรึกษา เราจะฝึกซ้อมค่ายกลสี่ทิศกันที่หน้าเมืองเลยหรือขอรับ แล้วถ้าพวกกบฏโพกผ้าเหลืองบุกออกมาล่ะ จะทำยังไง"
เจิ้งผิงหัวเราะเบาๆ แล้วย้อนถามว่า "เจ้ากลัวพวกมันออกมางั้นรึ"
เติ้งซวี่นึกขึ้นได้ทันที เขาหัวเราะร่วน "ไม่ได้กลัวพวกมันออกมาหรอกขอรับ แต่กลัวพวกมันจะเอาแต่หดหัวเป็นเต่าอยู่แต่ในเมืองมากกว่า!"
ไม่นานนัก
ทหารท้องถิ่นก็เริ่มแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน
พ่อครัวต่างพากันง่วนอยู่กับการตั้งหม้อหุงข้าว ส่วนทหารหน่วยรบก็เข็นรถเสบียงไปวางตามจุดที่กำหนด พร้อมกับโปรยหนามเตยไม้ดักไว้เป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีทหารช่วยกันแบกแผ่นไม้ มาประกอบเป็นแท่นบัญชาการขึ้นมา
เสียงตะโกนฝึกซ้อมรบดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้พวกกบฏโพกผ้าเหลืองบนกำแพงเมืองถึงกับยืนอึ้งตะลึงงัน
"พวกมันตั้งหม้อหุงข้าว แถมยังฝึกทหารให้พวกเราดูต่อหน้าต่อตาเลย นี่มันหยามกันเกินไปแล้ว!"
"ท่านแม่ทัพ ออกไปลุยกับพวกมันเลยเถอะ แค่ทหารทางการกลุ่มเดียว สองสามวันมานี้พวกเราก็ฆ่าพวกมันไปตั้งเยอะแล้วไม่ใช่หรือ"
"ใช่ อาศัยจังหวะที่กระบวนทัพพวกมันยังไม่เข้าที่ ฆ่าพวกมันให้หมดเลย"
"ถ้ากำจัดทหารพวกนี้ได้ ท่านแม่ทัพก็สามารถนำทัพบุกไปถึงเมืองผิงหยวน แล้วจับไอ้คนที่ชื่อหลิวเป่ยมาเชือดทิ้งได้เลย"
"ท่านแม่ทัพ ออกรบเถอะขอรับ!"
"..."
การที่เจิ้งผิงสั่งตั้งหม้อหุงข้าวและฝึกซ้อมทหารต่อหน้าพวกกบฏโพกผ้าเหลือง ถือเป็นการหยามเกียรติกันอย่างรุนแรง
ราวกับว่าเขาไม่ได้เห็นพวกกบฏโพกผ้าเหลืองในเมืองปานเซี่ยนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
ซือหม่าจวี้กำหมัดแน่น
ตั้งแต่ตั้งตัวเป็นใหญ่ ซือหม่าจวี้ก็หลงคิดมาตลอดว่าตัวเองนั้นมีสติปัญญาเป็นเลิศ การยึดเมืองก็เป็นแค่เรื่องกล้วยๆ
แต่ตอนนี้กลับถูกเจิ้งผิงหยามเกียรติด้วยวิธีที่โอหังถึงเพียงนี้
"ออกจากเมือง!"
ซือหม่าจวี้กัดฟันกรอด
ตอนที่ทหารทางการจัดทัพเป็นระเบียบข้าไม่กล้าออก แต่ตอนนี้ทหารทางการกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ข้ายังจะต้องกลัวอะไรอีก
"แอ๊ด..."
ประตูเมืองปานเซี่ยนถูกเปิดออก กองกำลังกบฏโพกผ้าเหลืองพรั่งพรูออกมาตราราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
พวกมันไม่พูดพร่ำทำเพลง หรือส่งเสียงข่มขู่ใดๆ พุ่งตรงเข้าใส่ทหารท้องถิ่นทันที
"บุกเข้ามาตรงๆ เลยรึ" เติ้งซวี่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "นึกว่าพวกกบฏที่ยึดเมืองได้จะมีฝีมือซะอีก ที่แท้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกกบฏโพกผ้าเหลืองในอำเภออันเต๋อเลยนี่นา"
เติ้งซวี่นึกถึงคำพูดของเจิ้งผิงที่เคยประเมินพวกกบฏโพกผ้าเหลืองไว้ว่า 'โจรก็คือโจร ต่อให้มีชุดเกราะอาวุธครบมือ หรือได้เปรียบเรื่องชัยภูมิ พวกมันก็ยังเป็นแค่ฝูงกาไร้ระเบียบอยู่ดี'
ในสายตาของซือหม่าจวี้ ทหารท้องถิ่นนั้นยืนกันอย่างสะเปะสะปะไม่มีกระบวนทัพ
แต่ในความเป็นจริง ทหารท้องถิ่นเหล่านี้ได้จัดกระบวนทัพเตรียมพร้อมไว้แล้ว แถมยังได้รับคำสั่งให้พร้อมรบ หากต้องปะทะด้านหน้า หรือประสานงานด้านข้าง หรือจะรวมตัวกันตอนไหน หรือจะกระจายกำลังออกไปตอนไหน ล้วนมีแบบแผนกำหนดไว้หมดแล้ว
ความกระจัดกระจาย เป็นเพียงแผนลวงเพื่อล่อให้กบฏโพกผ้าเหลืองออกจากเมืองเท่านั้น
"ตีกลอง เข้าประจำที่!"
"ชูธงขึ้น!"
เจิ้งผิงออกคำสั่งทางยุทธวิธีอย่างใจเย็น ไม่มีความลนลานแม้แต่น้อย
พลตีกลองและพลถือธง ก็เริ่มถ่ายทอดคำสั่งทางยุทธวิธีของเจิ้งผิงไปยังทหารท้องถิ่นทั้งหมด
ในชั่วพริบตา
ทหารท้องถิ่นที่ดูเหมือนจะแตกกระจายไร้ระเบียบในสายตาของซือหม่าจวี้ จู่ๆ ก็กลับมารวมตัวกันเป็นกระบวนทัพที่แข็งแกร่งอีกครั้ง
"ติดกับดักแล้ว!"
ซือหม่าจวี้เพิ่งจะรู้ตัว เขาก็เข้าใจทันทีว่าเรื่องการตั้งหม้อหุงข้าวหรือการฝึกซ้อมทหาร ล้วนเป็นเพียงกลอุบายล่อเสือออกจากถ้ำเท่านั้น
เป้าหมายก็เพื่อหลอกให้เขาออกมาจากเมืองนั่นเอง
เมื่อปราศจากความได้เปรียบของกำแพงเมือง การจะแพ้หรือชนะก็ต้องขึ้นอยู่กับว่ากองทัพของฝ่ายไหนจะทำงานร่วมกันได้ดีกว่า!
ไปคาดหวังความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากพวกกบฏโพกผ้าเหลืองงั้นหรือ
ซือหม่าจวี้เองยังไม่กล้าเชื่อเลย!
"ลุย บุกทะลวงแท่นบัญชาการ!"
ตอนนี้ลูกธนูถูกง้างขึ้นสายแล้ว ซือหม่าจวี้รู้ตัวว่าเสียรู้แต่ก็ต้องฝืนสั่งให้พวกกบฏโพกผ้าเหลืองบุกต่อไป
ขอเพียงแค่ฆ่าเจิ้งผิงที่อยู่บนแท่นบัญชาการได้ ต่อให้ทหารท้องถิ่นพวกนี้จะจัดทัพมาดีแค่ไหน ก็ต้องแตกพ่ายไปเอง!
แต่ในเมื่อซือหม่าจวี้เดินเข้าสู่กรงดักแล้ว เจิ้งผิงจะยอมให้ซือหม่าจวี้บุกทะลวงเข้ามาถึงแท่นบัญชาการได้อย่างง่ายดายได้อย่างไร
"ทหารโล่ถอยกลับมา คุ้มกันแท่นบัญชาการ!"
"ทหารม้าปีกซ้ายและขวา อ้อมไปตลบหลังพวกมัน!"
พอธงคำสั่งโบกสะบัด ทหารโล่ก็เริ่มถอยร่นลงมาเพื่อตั้งแนวป้องกันแท่นบัญชาการอย่างแน่นหนา ส่วนทหารม้าที่ซุ่มอยู่ทั้งสองปีก ก็เริ่มตีวงอ้อมไปทางด้านหลังของพวกกบฏโพกผ้าเหลือง
นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างทหารทางการที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี กับพวกกบฏโพกผ้าเหลือง
ด้วยกำลังพลที่เท่ากัน พวกกบฏโพกผ้าเหลืองทำเป็นแค่การรวมกลุ่มพุ่งชนตะลุมบอน แต่ทหารทางการกลับสามารถแบ่งบทบาทหน้าที่ของทหารแต่ละหน่วยในสนามรบได้อย่างชัดเจน
การจัดการกับพวกกบฏโพกผ้าเหลืองระดับนี้ เจิ้งผิงแทบจะไม่ต้องใช้กลยุทธ์วางกับดักซุ่มโจมตีในป่าเขา หรืออาศัยภูมิประเทศสร้างค่ายกลเลยด้วยซ้ำ
วิธีรับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่ง ก็ต้องมีแผนการสำหรับศัตรูที่อ่อนแอ
ส่วนวิธีรับมือกับศัตรูที่อ่อนแอน่ะหรือ แค่ใช้กำลังบดขยี้ซึ่งๆ หน้าก็พอแล้ว
ภายใต้การบัญชาการอันเชี่ยวชาญของเจิ้งผิง พวกกบฏโพกผ้าเหลืองก็ค่อยๆ ถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ
ความฮึกเหิมดุดันในตอนแรก เริ่มมลายหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเวลาผ่านไป
ทหารไม่รู้จักแม่ทัพ แม่ทัพไม่รู้จักทหาร กลายเป็นเพียงเศษทรายที่แตกกระจายไม่มีชิ้นดี
"ถอย ถอยกลับเข้าเมือง!"
ซือหม่าจวี้ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว เขาไม่กล้าสู้รบพัวพันกับพวกทหารท้องถิ่นอีกต่อไปแล้ว
แต่ทว่าเมื่อซือหม่าจวี้หันหัวม้ากลับหมายจะหนีเข้าเมือง เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า บริเวณสะพานแขวนหน้าประตูเมือง ได้ถูกทหารท้องถิ่นยึดครองไว้หมดแล้ว
กองทหารม้าที่ควบม้าพุ่งชนไปมา ทำให้ซือหม่าจวี้เกิดความหวาดกลัวจับใจ
ซือหม่าจวี้ไม่กล้าหนีกลับเข้าเมือง เขาอาศัยให้ทหารองครักษ์ช่วยสู้เปิดทางหนีตาย มุ่งหน้าหลบหนีไปทางอำเภอเล่อหลิง
เมื่อ "แม่ทัพพระแม่ธรณี" เผ่นหนีไปแล้ว พวกกบฏโพกผ้าเหลืองที่เหลือก็ยิ่งหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อ ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ
"ใครทิ้งอาวุธไว้ชีวิต ใครขัดขืนฆ่าทิ้งให้หมด!"
เจิ้งผิงปรายตามองซือหม่าจวี้ที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุน แต่กลับไม่ได้ออกคำสั่งให้ไล่ตาม
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย คงไม่มีใครที่อยากจะตายจริงๆ หรอก
พวกกบฏโพกผ้าเหลืองที่หัวไวรีบโยนอาวุธทิ้ง แล้วเอามือกุมหัวนั่งยองๆ ลงกับพื้น ส่วนพวกที่หัวช้าตอบสนองไม่ทัน ก็ถูกมองว่าเป็นผู้ต่อต้านและถูกทหารท้องถิ่นฟันฉับเข้าให้
บนสนามรบไม่มีใครมีเวลามานั่งถามทีละคนหรอกนะ ว่าจะยอมจำนนหรือไม่
ใครก็ตามที่ยังมีอาวุธอยู่ในมือ ล้วนถือว่าเป็นศัตรูทั้งสิ้น!
จนกระทั่งกบฏโพกผ้าเหลืองที่ถืออาวุธคนสุดท้ายถูกสังหาร ทหารกบฏที่ยอมจำนนก็ถูกต้อนให้ไปรวมตัวกันที่ลานกว้าง
เจิ้งผิงไม่ได้รีบจัดการกับเชลยศึกกลุ่มนี้ทันที แต่เขากลับสั่งให้หมอทหารรีบเข้าไปรักษาทหารท้องถิ่นที่ได้รับบาดเจ็บก่อน
สงครามนั้นไร้ความปรานี
ต่อให้เจิ้งผิงจะบัญชาการรบเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความสูญเสียไปได้
สิ่งเดียวที่เจิ้งผิงทำได้ คือพยายามช่วยเหลือรักษาทหารบาดเจ็บให้ได้มากที่สุดหลังจากจบการต่อสู้
เมื่อได้ยินเสียงโอดครวญของเหล่าทหารบาดเจ็บ เจิ้งผิงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
"รอให้ใต้เท้าหลิวตั้งหลักที่เมืองผิงหยวนได้มั่นคงเมื่อไหร่ คงต้องไปเชิญพี่หยวนฮว่ามาช่วยซะแล้ว"
"หากไม่มียาชาหม่าเฟ่ยซ่าน ทหารบาดเจ็บคงต้องทนเจ็บปวดทรมานเจียนตายแน่ๆ"
เจิ้งผิงมีความสนิทสนมกับฮว่าทัวอยู่ไม่น้อย ฮว่าทัวเคยสอนท่ารำออกกำลังกายสัตว์ทั้งห้าให้เจิ้งผิง และเจิ้งผิงก็เคยมอบตำรายาลับประจำตระกูลเป็นการตอบแทน
หากเจิ้งผิงเขียนจดหมายเชิญด้วยตัวเอง ฮว่าทัวย่อมต้องเดินทางมาที่เมืองผิงหยวนอย่างแน่นอน
หลังจากจัดการเก็บกวาดสนามรบเสร็จ ข้าวของพ่อครัวก็หุงสุกพอดี
แม้จะเป็นแผนลวงศัตรู แต่เจิ้งผิงก็ไม่ได้สั่งให้ตั้งหม้อหุงข้าวหลอกๆ แต่อย่างใด
เหตุผลก็คือ พอรบเสร็จก็จะเป็นเวลาอาหารพอดีนั่นเอง
รบเสร็จก็กินข้าว ไม่เห็นจะเสียเวลาตรงไหน
ข้าวสวยธัญพืชร้อนฉุยส่งกลิ่นหอมกรุ่น ทำเอาพวกเชลยศึกกบฏโพกผ้าเหลืองพากันกลืนน้ำลายดังเอื้อก
แต่คมหอกคมดาบที่วาววับ ก็ทำให้พวกเชลยศึกไม่กล้าขยับเขยื้อน
เติ้งซวี่ควบม้าถือทวน กวาดสายตามองไปที่เหล่าเชลยศึกกบฏ แล้วตวาดเสียงดัง "ท่านที่ปรึกษามีคำสั่ง ให้โอกาสพวกเจ้าได้ไถ่โทษ หากใครสามารถเกลี้ยกล่อมให้คนในเมืองปานเซี่ยนยอมจำนนได้สำเร็จ จะได้รับส่วนแบ่งอาหารมื้อนี้ด้วย"
ทันใดนั้น แววตาของเชลยศึกกบฏโพกผ้าเหลืองก็เปล่งประกายความหวังขึ้นมาทันที
เติ้งซวี่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาสั่งให้ทหารท้องถิ่นที่ยืนล้อมอยู่เปิดทางให้
เติ้งซวี่มองดูเหล่าเชลยศึกที่วิ่งกรูไปยังหน้าประตูเมืองอย่างสุดชีวิต เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งในความฉลาดหลักแหลมของเจิ้งผิง
"หากใช้ทหารท้องถิ่นบุกยึดประตูเมือง พวกกบฏโพกผ้าเหลืองบนกำแพงเมืองอาจจะกลัวจนไม่ยอมเปิดประตูให้"
"แต่การให้พวกเชลยศึกไปตะโกนเรียกให้เปิดประตู จะช่วยลดความหวาดระแวงของพวกกบฏบนกำแพงเมืองลงได้"
เป็นไปตามที่เติ้งซวี่คาดการณ์ไว้ การให้เชลยศึกกบฏโพกผ้าเหลืองไปเกลี้ยกล่อมพรรคพวกบนกำแพงเมืองให้ยอมจำนนนั้น ง่ายกว่าการใช้ทหารท้องถิ่นไปบังคับขู่เข็ญมากนัก
เพราะกบฏโพกผ้าเหลืองส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านในละแวกเดียวกัน แถมหลายคนก็เป็นเพื่อนบ้านหรือพี่น้องกันด้วยซ้ำ
ไม่นานนัก
พวกกบฏโพกผ้าเหลืองบนกำแพงเมืองก็ยอมเปิดประตู พวกเขาต่างพากันคุกเข่าลงที่หน้าประตูเมือง เพื่อต้อนรับกองทหารท้องถิ่นเข้าเมือง
และในตอนนั้นเอง
กองทหารท้องถิ่นที่อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็จัดกระบวนทัพอย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับบรรทุกร่างของเพื่อนทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตขึ้นเกวียน มุ่งหน้าเข้าสู่ประตูเมือง
รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้พวกกบฏโพกผ้าเหลืองที่คุกเข่าอยู่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง!
"ผู้บัญชาการเติ้ง รีบนำประกาศไปติดไว้ที่ประตูเมืองทั้งสี่ทิศด่วน!"
"แล้วจัดหน่วยทหารม้า ตระเวนร้องป่าวประกาศไปตามตรอกซอกซอย ว่าพวกกบฏโพกผ้าเหลืองถูกปราบแล้ว หากบัณฑิตคนใดต้องการเข้ารับราชการ ให้รีบมาที่ที่ว่าการอำเภอทันที!"
เจิ้งผิงหยิบพู่กันขึ้นมาฝนหมึก แล้วตวัดพู่กันเขียนประกาศอย่างรวดเร็วสี่ฉบับ
ประกาศนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการปลอบขวัญชาวบ้านเท่านั้น แต่มันยังเป็นประกาศรับสมัครคนเข้ารับราชการอีกด้วย
นายอำเภอปานเซี่ยนทิ้งเมืองหนีไปแล้ว ขุนนางในเมืองก็ถูกพวกกบฏฆ่าตายไปจนเกือบหมด
เจิ้งผิงไม่มีเวลาว่างมาโอ้เอ้อยู่ในเมืองปานเซี่ยน เขาจำเป็นต้องเปิดรับสมัครบัณฑิตในท้องถิ่น เพื่อมาช่วยฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในเมืองปานเซี่ยน
กบฏโพกผ้าเหลืองในเมืองปานเซี่ยนพ่ายแพ้เร็วเกินไป จนกระทั่งหน่วยทหารม้าต้องขี่ม้าวนร้องป่าวประกาศอยู่หลายรอบ ถึงเริ่มมีชาวบ้านและบัณฑิตกล้าชะโงกหน้าออกมาดู
"พวกกบฏโพกผ้าเหลืองถูกปราบแล้วจริงๆ หรือ"
"จะเป็นไปได้ยังไง เมื่อตอนกลางวันพวกมันยังอยู่เลย นี่แค่พลบค่ำก็โดนปราบแล้วเนี่ยนะ"
"ใครเป็นคนนำทัพมาปราบล่ะ"
"ข้าได้ยินมาว่า เป็นท่านที่ปรึกษาเจิ้งผิง แถมเขายังประกาศรับสมัครบัณฑิตที่อยากเข้ารับราชการให้ไปที่ที่ว่าการอำเภอด้วยนะ"
"ท่านที่ปรึกษาเจิ้งผิง ลูกชายของท่านอาจารย์คังเฉิงแห่งเป่ยไห่น่ะหรือ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงท่านมานานแล้ว!"
"พวกกบฏกวาดล้างขุนนางในเมืองไปจนเกือบหมด ท่านที่ปรึกษาเจิ้งย่อมต้องหาคนมาทำงานแทนแน่ โอกาสดีๆ แบบนี้จะพลาดได้ยังไง"
"ฮ่าๆ ในที่สุด ในที่สุดพวกกบฏโพกผ้าเหลืองก็ถูกไล่ตะเพิดไปเสียที หลายวันมานี้ข้ากลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลย"
"..."
เมื่อมีการนำประกาศไปติดไว้ที่ประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ประกอบกับหน่วยทหารม้าที่ตระเวนร้องป่าวประกาศไปทั่ว บรรดาชาวบ้านและบัณฑิตตามตรอกซอกซอยก็เริ่มเชื่อแล้วว่าพวกกบฏโพกผ้าเหลืองได้ถูกขับไล่ออกไปแล้วจริงๆ
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ไปทั่ว มีทั้งความโล่งใจราวกับตายแล้วเกิดใหม่ และความตื่นเต้นที่ได้พูดคุยเกี่ยวกับประกาศรับสมัครคนของเจิ้งผิง
ทางทิศตะวันตกของเมือง
เด็กหนุ่มอายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่ง ผลักประตูไม้ที่ปิดสนิทออก เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แววตาแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง
"ประกาศรับสมัครคนงั้นรึ"
"บัณฑิตบนโลกนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่พวกคนธรรมดาที่คร่ำครึน่าเบื่อ ทั้งมณฑลชิงโจวก็มีแค่ขงเหวินจวี่คนเดียวเท่านั้นที่พอจะเข้าตาข้า"
"ได้ยินมาว่าลูกชายของเจิ้งเสวียนเป็นว่าที่ลูกเขยของขงเหวินจวี่ ไม่รู้ว่าฝีมือจะเก่งกาจสักแค่ไหนกันเชียว!"
[จบแล้ว]