- หน้าแรก
- กำเนิดใหม่ยุคพลังฟื้นฟู พร้อมระบบกลุ่มแชตข้ามมิติ
- บทที่ 17 - อัสนีบาตจากธรรมชาติ อัจฉริยะแห่งยุคสมัยใหม่
บทที่ 17 - อัสนีบาตจากธรรมชาติ อัจฉริยะแห่งยุคสมัยใหม่
บทที่ 17 - อัสนีบาตจากธรรมชาติ อัจฉริยะแห่งยุคสมัยใหม่
บทที่ 17 - อัสนีบาตจากธรรมชาติ อัจฉริยะแห่งยุคสมัยใหม่
"จะกลัวอะไรเล่า ถ้าเขาบาดเจ็บสาหัสจริงๆ คงไม่บ่นฉอดๆ ได้เยอะขนาดนี้หรอก"
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง ทำเอานักเรียนคนอื่นๆ ได้สติขึ้นมาทันที จากนั้นหลายคนก็เข้าไปช่วยกันหามเขาขึ้นมาแล้ววิ่งตรงไปยังห้องพยาบาล
"หมอนี่อับอายขายหน้ายิ่งกว่าฉันตั้งเยอะเลยแฮะ"
ซุนเฉียงมองดูเหลยเฟยที่ถูกหามออกไป แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนปนดีใจ มีเหลยเฟยรับจบแบบนี้ คงไม่มีเพื่อนคนไหนหันมาจ้องจับผิดเขาอีกแล้วล่ะมั้ง
เหลยเฟยเอ๋ย นายเป็นคนดีจริงๆ
"นี่มันใช่ประเด็นไหมเนี่ย สรุปว่าพวกเราจะไม่หนีกันจริงๆ เหรอ"
"หนีเหรอ มันต้องมีคนนำก่อนสิ ไม่มีคนนำใครจะกล้าหนีเป็นคนแรกล่ะ"
"สัญชาตญาณของฉันมันไม่ยอมให้ฉันหนีว่ะ นายน่าจะเข้าใจความหมายของฉันนะ สัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของคนจีนไง"
"ก็แค่อยากรู้อยากเห็นอยากดูเรื่องสนุกไม่ใช่หรือไง ทำมาเป็นพูดจาลึกลับ"
"..."
ไป๋เสวียนฟังที่พวกเขาพูดกันแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ตอนเผชิญหน้ากับอันตราย สิ่งที่คิดดันเป็นการอยากดูเรื่องสนุกและไม่อยากเป็นคนนำหนีเพราะกลัวเสียหน้าเนี่ยนะ
ความคิดแบบนี้ มันช่างเป็นวัยรุ่นวัยเรียนจริงๆ
แต่นักเรียนก็ว่าไปอย่าง แล้วทำไมพวกผู้บริหารกับครูถึงไม่ยอมเคลื่อนไหวอะไรเลยล่ะ
แถมยังมีพวก รปภ. ตรงขอบสนามอีก พวกคุณยืนดูชิลๆ แถมยังมีรอยยิ้มบนหน้าแบบนั้นมันจะไม่แปลกไปหน่อยเหรอ สรุปว่าจะไม่เข้ามาจัดการปัญหานี้จริงๆ ใช่ไหม
ถ้าไป๋เสวียนไม่รู้ว่านกเพลิงตัวนี้พุ่งเป้ามาที่เขา เขาคงคิดว่านี่คือบททดสอบที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้ซะอีก
แต่ละคนทำหน้าเหมือนรู้เรื่องราวทุกอย่างอยู่แล้ว
ช่างเถอะๆ ในเมื่อพวกคุณไม่จัดการ งั้นฉันจัดการเองก็แล้วกัน
ไป๋เสวียนส่ายหัว ประกายแสงสีน้ำเงินวูบผ่านนัยน์ตาของเขา
"ครืน"
เสียงกึกก้องกังวานดังมาจากฟ้าดิน เสียงฟ้าร้องที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนเงยหน้ามองท้องฟ้าโดยอัตโนมัติ
เพียงแค่เห็นสายฟ้าสีน้ำเงินอมขาวเส้นหนึ่งพวยพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ราวกับมังกรสายฟ้าคำรามฉีกกระชากท้องฟ้า พุ่งเป้าลงมาฟาดใส่นกเพลิงอย่างแม่นยำ
ประกายสายฟ้าเจิดจ้า
กระแสไฟฟ้าสีน้ำเงินอมขาวเต้นระบำอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อแสงสายฟ้าจางหายไป ทั่วทั้งสนามกีฬาถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง
ส่วนนกเพลิงสีแดงที่อยู่ใจกลางพายุสายฟ้านั้น บัดนี้ได้กลายเป็นซากศพดำตอตะโก นอนนิ่งสนิทไร้ซึ่งสัญญาณชีพใดๆ บนพื้น
"เชี่ยเอ๊ย"
"สวรรค์ลงทัณฑ์เหรอ"
แต่ละคนเบิกตากว้างอ้าปากค้างมองภาพเหลือเชื่อตรงหน้า พร้อมกับพ่นคำหยาบออกมาเพื่อแสดงความตกตะลึง
พวกเขาจินตนาการถึงวิธีที่นกเพลิงจะตายไว้มากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นปืนของตำรวจ การโดนรุมล้อม หรือถูกจัดการโดยอัจฉริยะพลังพิเศษสักคน แต่ไม่เคยนึกฝันเลยว่ามันจะเป็น สวรรค์ลงทัณฑ์
มันไปทำกรรมอะไรไว้เนี่ย ถึงได้โดนสวรรค์ลงทัณฑ์กลางวันแสกๆ แบบนี้
ไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้น แม้แต่บรรดาครูและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยริมสนามต่างก็งุนงงไปตามๆ กัน นี่มันไม่ใช่นี่นา ไม่เห็นเหมือนที่ตกลงกันไว้เลย
พวกเขาคลำของที่นูนอยู่ตรงเอวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและทำอะไรไม่ถูก
ไม่ได้ตกลงกันไว้เหรอว่าให้พวกเขาเป็นคนโชว์เทพต่อหน้าผู้คน เพื่อให้นักเรียนรู้ว่าแม้จะปลุกพลังพิเศษได้ แต่ก็ต้องอยู่ในกฎระเบียบ ความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะจินตนาการถึงได้
แต่พอแต่ละคนมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็ทำได้เพียงส่ายหัวอย่างจนใจ
ปล่อยให้เบื้องบนเป็นคนจัดการก็แล้วกัน
ในขณะเดียวกัน หญิงสาวในชุดเครื่องแบบทหารคนหนึ่งราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง สีหน้าของเธอเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ
"ฮั่วอวี่ มีอะไรเหรอ"
ชายที่อยู่ข้างๆ เห็นท่าทางของเธอจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"นกอัคคีชาดของฉันตายแล้ว"
ฮั่วอวี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
"ก็พวกเราเป็นคนจัดการ..."
นกอัคคีชาดตัวนั้นถูกกำหนดมาให้ตายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเตือนสตินักเรียน หรือเพื่อแสดงให้เห็นถึงอานุภาพของอาวุธปืน ความตายของมันคือสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
เจ้านกตัวนี้ทำได้แค่พ่นไฟและมีพลังป้องกันแค่ในระดับหนึ่ง มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย
ด้วยความสามารถของฮั่วอวี่ ต่อให้เธอเรียกนกอัคคีชาดออกมาเป็นร้อยตัวก็ไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นไม่ว่าในสายตาของฮั่วอวี่หรือในสายตาของรัฐบาล นกอัคคีชาดก็ไม่ใช่ทรัพยากรที่สำคัญอะไรเลย
"ไม่ใช่ๆ มันไม่ได้ตายเพราะอาวุธปืน แต่ตายเพราะสายฟ้า สายฟ้าจากธรรมชาติ"
"หา"
"เธอแน่ใจนะว่าเป็นสายฟ้าจากธรรมชาติ ไม่ใช่ฝีมือของผู้ใช้พลังพิเศษสายฟ้า"
ถ้าเป็นอย่างหลัง เขาคงจะดีใจมากที่ประเทศมีอัจฉริยะเกิดขึ้นมาอีกคน แต่ถ้าเป็นอย่างแรก เธอแน่ใจนะว่าไม่ได้เข้าใจอะไรผิด
"ฉันมั่นใจว่าเป็นสายฟ้าจากธรรมชาติ"
ฮั่วอวี่พยักหน้า ก่อนจะส่ายหัว
"แต่ก็ตัดความเป็นไปได้ที่จะเป็นฝีมือของผู้ใช้พลังพิเศษออกไปไม่ได้"
"แต่ถ้าเป็นผู้ใช้พลังพิเศษ พลังของอีกฝ่ายต้องไม่ด้อยไปกว่าฉันอย่างแน่นอน"
พลังที่เธอปลุกขึ้นมาคือ การอัญเชิญ (ธาตุไฟ) เธอสามารถอัญเชิญสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตธาตุไฟจากต่างมิติได้
แถมพรสวรรค์ของเธอก็สูงมาก ในกองทัพใช่ว่าจะไม่มีใครปลุกพลังอัญเชิญได้ แต่คนที่สามารถอัญเชิญนกอัคคีชาดออกมาได้ร้อยตัวอย่างสบายๆ แบบเธอนั้นไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่ายังมีอัจฉริยะที่ไร้เทียมทานในด้านพลังอื่นๆ อยู่อีก
อย่างเช่น ฉินเทียน ผู้ครอบครองพลัง เทพมังกร แค่ช่วงเริ่มต้นของการฟื้นฟูพลังฟ้าดิน พลังของเขาก็มากพอที่จะต้านทานอาวุธปืนได้ แถมยังควบคุมลม ฝน และสายฟ้าได้อีกด้วย
หรือเย่เฟิง ผู้ครอบครองพลัง แสงแห่งชีวิต ที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บและสมานแผลได้ แม้แต่คนที่ใกล้ตายเขาก็สามารถรักษาให้หายได้อย่างง่ายดาย
และเฉินปิง ผู้ครอบครองพลัง พลังเยือกแข็งขั้นสุด ตอนที่ปลุกพลัง ทั้งค่ายทหารก็ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ โล่น้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นแม้แต่กระสุนปืนก็ยังเจาะไม่เข้า
ไหนจะหวังหมิงที่ปลุก พรสวรรค์ด้านเครื่องจักร หนิงกวงที่ปลุก หมอกปริศนา เฉินฉางเซิงที่ปลุก อายุวัฒนะ
พลังของพวกเขาเหล่านี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ถึงแม้ฮั่วอวี่จะไม่คิดว่าตัวเองเก่งกว่าพวกเขา แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองด้อยกว่าเช่นกัน
เหมือนที่เหลยเฟยพูด การฟื้นฟูพลังฟ้าดินได้มอบโอกาสให้ทุกคนได้เปลี่ยนแปลงโชคชะตา แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเท่าเทียมกัน แต่มันจะนำมาซึ่งความแตกต่างทางชนชั้นที่ใหญ่กว่าเดิม
พรสวรรค์ คือสิ่งที่ทุกคนไม่อาจเพิกเฉยได้
ถ้าบอกว่าการเรียนยังสามารถใช้ความพยายามไปชดเชยช่องว่างระหว่างคนธรรมดากับอัจฉริยะได้ พลังพิเศษนี่แหละคือตัวดึงระยะห่างระหว่างคนสองกลุ่มให้ไกลออกจากกันอย่างแท้จริง
ดูอย่างฮั่วอวี่สิ นกอัคคีชาดที่เธอเรียกออกมาเพียงตัวเดียว ก็สามารถจัดการเหลยเฟยที่มีพรสวรรค์สูงกว่าคนทั่วไปได้อย่างง่ายดาย และนกแบบนั้น เธอเรียกออกมาเป็นร้อยตัวก็ยังชิลๆ
ช่องว่างขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ความพยายามจะไล่ตามทันได้งั้นเหรอ
ต่อให้ไล่ตามทันได้ แล้วต้องใช้เวลานานแค่ไหนล่ะ หนึ่งเดือน สองเดือน หกเดือน หรือว่าหนึ่งปี
แล้วในช่วงเวลาหนึ่งปีนั้น คนที่เก่งกว่าจะไม่มีการพัฒนาอะไรเลยหรือไง
ไม่หรอก การพัฒนาของพวกเขาต้องมากกว่าหลายเท่าแน่นอน
"หลังจากลงทะเบียนพลังที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งเมืองหางโจวเสร็จ ส่งข้อมูลมาให้ฉันชุดหนึ่งด้วย"
"แล้วก็ให้กรมอุตุฯ วิเคราะห์หาสาเหตุที่ฟ้าผ่าในเมืองหางโจววันนี้ด้วย"
ฮั่วอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ตกลง"
หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ไป๋เสวียนคิดว่าจะได้กลับบ้านเสียที หลังจากเจอเรื่องวุ่นวายมาขนาดนี้
แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะถูกเรียกตัวไปนั่งฟังการประชุมอยู่อีกเป็นชั่วโมง
เนื้อหาคร่าวๆ ก็คือขอให้นักเรียนทุกคนควบคุมพลังของตัวเองให้ดี อย่าเอาไปใช้พร่ำเพรื่อ และยิ่งห้ามนำไปทำร้ายผู้อื่นโดยเด็ดขาด
หลังจากข้ามเรื่องน่าเบื่อซ้ำซากพวกนั้นไป ก็มีบางเรื่องที่ทำให้ไป๋เสวียนรู้สึกสนใจอยู่บ้าง
[จบแล้ว]