- หน้าแรก
- จากไอ้ขี้แพ้บ้านนอกสู่เทพนักอ่านสะท้านโลก
- บทที่ 250 - การประชุมสมาคมคณิตศาสตร์
บทที่ 250 - การประชุมสมาคมคณิตศาสตร์
บทที่ 250 - การประชุมสมาคมคณิตศาสตร์
บทที่ 250 - การประชุมสมาคมคณิตศาสตร์
คนแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่างอัจฉริยะกับคนธรรมดา
แม้ว่าห้องปฏิบัติการรุ่งอรุณของกาแล็กซีเทคโนโลยีจะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ด้วยการคัดสรรบุคลากรอย่างเข้มงวดโดยเฉินหลิงเยวี่ย นักวิจัยที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา ล้วนไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
อย่างน้อยก็ต้องจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยในโครงการ 211 หรือ 985 และยังมีนักวิจัยระดับปริญญาเอกอีกหลายคน
นอกจากวุฒิการศึกษาที่โดดเด่นแล้ว ความสามารถและความเชี่ยวชาญในสายวิชาชีพของพวกเขาก็อยู่ในระดับแนวหน้า ไร้ข้อกังขาใดๆ
บรรดานักวิจัยเหล่านี้ ต่างก็มีความอยากรู้อยากเห็นในตัวหวังตงไหล ผู้เป็นบอสใหญ่ที่พวกเขารู้จักชื่อเสียงเรียงนามมานาน
ผู้ที่สามารถพิสูจน์ปริศนาคณิตศาสตร์ระดับโลกได้หลายข้อ จนได้รับการยอมรับว่าเป็นนักคณิตศาสตร์ระดับท็อปของโลก
ทว่า นักคณิตศาสตร์ระดับโลกผู้นี้ กลับลงมาคลุกคลีอยู่ในห้องแล็บ เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุแบตเตอรี่ด้วยตนเอง
ในสายตาของหลายคน การกระทำเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นการทำอะไรที่ไม่เข้าท่า
แต่ในเมื่อหวังตงไหลเป็นถึงบอสใหญ่ พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากวิจารณ์อะไรมากนัก
อีกทั้งข้อเสนอและสวัสดิการที่กาแล็กซีเทคโนโลยีมอบให้ ก็สูงลิ่วกว่าบริษัทอื่นๆ ในท้องตลาดอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของเหล่านักวิจัยที่มีต่อหวังตงไหล ก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายในเวลาเพียงแค่สองวัน
เพราะพวกเขาได้เห็นความคืบหน้าในการทดลองของหวังตงไหลในห้องแล็บด้วยตาตนเอง
แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่รู้ก็คือ ในระหว่างที่ทำการทดลอง หวังตงไหลก็ยังเจียดเวลาไปทุ่มเทให้กับการเขียนบทความวิจัยของเขาอีกด้วย
...
ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
หวังตงไหลและสวีซงเหยาได้ออกเดินทางไปยังเมืองมู่เหยี่ย มณฑลจงหยวน
เดิมที การประชุมของสมาคมคณิตศาสตร์จีนมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน ทว่า หลังจากที่หวังตงไหลปรากฏตัวขึ้นมาสร้างความฮือฮา โดยเฉพาะหลังจากที่เขาคว้ารางวัลฟิลด์ส นักวิชาการทั่วโลกต่างก็พากันพูดถึงชื่อของเขา
และเมื่อประวัติของหวังตงไหลถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน วงการวิชาการในประเทศก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพราะหวังตงไหล ผู้ซึ่งสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ในระดับนานาชาติ กลับไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ ในประเทศเลย
เรื่องนี้กลายเป็นที่ขบขันในสายตาของผู้คน!
ใครก็ตามที่ได้รับรู้ข่าวนี้ ต่างก็เกิดความสงสัยและตั้งข้อสันนิษฐานไปต่างๆ นานา
นับว่าโชคดี ที่ก่อนหน้านี้หวังตงไหลได้ตอบตกลงรับคำเชิญจากท่านนักวิชาการหวงอวิ๋น เลขาธิการสมาคมคณิตศาสตร์ และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมคณิตศาสตร์จีน
ซึ่งช่วยกู้หน้าและรักษาศักดิ์ศรีของวงการวิชาการในประเทศไว้ได้บ้าง
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้กระแสความกดดันที่ถาโถมเข้ามา การประชุมสมาคมคณิตศาสตร์จีนที่เคยวางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงปลายเดือนกันยายน จึงต้องเลื่อนขึ้นมาจัดให้เร็วขึ้น
แม้กำหนดการจะถูกเลื่อน แต่สถานที่จัดงานยังคงเป็นที่เดิม คือมหาวิทยาลัยนอร์มอลมู่เหยี่ย ในมณฑลจงหยวน
มณฑลจงหยวน มีบทบาทสำคัญในประเทศจีน
ด้วยจำนวนประชากรที่มหาศาล และทรัพยากรที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มณฑลจงหยวนกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญที่สุดของประเทศ
แต่ความได้เปรียบนี้ ก็กลายเป็นดาบสองคมเช่นกัน
ทรัพยากรด้านการศึกษาของมณฑลจงหยวนนั้นค่อนข้างขาดแคลน
การเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสมาคมคณิตศาสตร์ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสทองที่ทางมณฑลจงหยวนทุ่มเทความพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มา
ในฐานะที่เป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้การประชุมต้องเลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้น หวังตงไหลเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าร่วมงานในตอนแรก
แต่ทันทีที่เขาเปรยว่าไม่อยากไป หวงอวิ๋นก็ต่อสายตรงมาหาเขาด้วยตนเอง
ประกอบกับคำพูดเกลี้ยกล่อมของสวีซงเหยา หวังตงไหลจึงใจอ่อนยอมตกลง
งานประชุมของสมาคมคณิตศาสตร์จีน ย่อมไม่ได้มีความยิ่งใหญ่อลังการหรืองานช้างเท่ากับการประชุมนักคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ
มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมาร่วมงานประมาณ 400 กว่าคนเท่านั้น
ก็แหม งานประชุมนี้สงวนสิทธิ์ไว้ให้เฉพาะสมาชิกของสมาคมคณิตศาสตร์นี่นา
พวกนักวิชาการสมัครเล่นหลายคนต่อให้อยากจะมาร่วมงานแทบตาย ก็หมดสิทธิ์
บนเครื่องบิน
หวังตงไหลเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง
โดยมีสวีซงเหยานั่งอยู่ข้างๆ
หวังตงไหลทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง และภูมิประเทศของขุนเขาที่อยู่เบื้องล่าง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้น "ความใฝ่ฝันของมนุษยชาติที่มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อย่างแรกคือการมีชีวิตเป็นอมตะ ส่วนอย่างที่สองก็คือการโบยบินไปบนท้องฟ้า"
"ตอนนี้ เราก็พอจะพูดได้ว่าทำความฝันอย่างที่สองสำเร็จไปครึ่งนึงแล้วล่ะครับ รอจนกว่าวันที่มนุษย์สามารถอพยพไปตั้งรกรากบนดวงจันทร์หรือดาวอังคารได้เป็นจำนวนมาก ความคาดหวังและความหลงใหลในท้องฟ้าของมนุษย์ ก็คงจะลดน้อยลงไปเยอะเลยล่ะครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังตงไหล สวีซงเหยาที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา แล้วพูดว่า "ที่เธอพูดมาก็ถูกนะ!"
"ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์เราก็มีความสงสัยใคร่รู้และปรารถนาที่จะโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้ามาโดยตลอด จนกระทั่งปัจจุบัน แม้เราจะสามารถสร้างเครื่องมือเพื่อบินขึ้นมาได้ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลและดวงดาว เทคโนโลยีและอารยธรรมของเราในตอนนี้ ก็คงเปรียบได้กับทารกที่เพิ่งจะหัดคลานเท่านั้นเอง"
หวังตงไหลพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของสวีซงเหยา "ที่ลุงสวีพูดมาก็มีเหตุผลครับ จักรวาลกว้างใหญ่ไพศาล มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน แต่พวกเรากลับต้องมาติดแหง็กอยู่บนดาวเคราะห์ดวงเดียว เทคโนโลยีก็ย่ำอยู่กับที่ อารยธรรมมนุษย์ยังคงถูกแบ่งแยกและแตกแยกด้วยความแตกต่างทางสีผิว, วัฒนธรรม, ฐานะความยากดีมีจน และอำนาจ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง สงคราม และการสูญเสียชีวิต"
"ถ้าหากเทคโนโลยีของมนุษยชาติสามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนสามารถเปิดประตูสู่การเดินทางท่องอวกาศได้ มันคงจะเป็นเรื่องที่วิเศษสุดๆ ไปเลยนะครับ!"
ทว่า เมื่อสวีซงเหยาได้ยินคำกล่าวนี้ เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ และเอ่ยอย่างแทงใจดำว่า "ถ้าเทคโนโลยีระดับนั้นถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไหร่ สงครามโลกครั้งที่ 3 ก็คงปะทุขึ้นเมื่อนั้นแหละ!"
"และหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 3 อารยธรรมมนุษย์ก็คงจะพังพินาศจนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ดีไม่ดี ทุกอย่างอาจจะต้องมานั่งนับหนึ่งเริ่มสร้างกันใหม่หมดเลยก็ได้!"
หวังตงไหลย่อมเข้าใจถึงความเป็นจริงในข้อนี้ดี เขาจึงกล่าวต่อว่า "ก็จริงครับ เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ หากถูกค้นพบหรือสร้างขึ้นมาในจังหวะและเวลาที่ไม่เหมาะสม มันก็จะกลายเป็นมหันตภัย มากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ"
ในขณะที่พูด หวังตงไหลก็ยิ่งตระหนักและยึดมั่นในแนวคิดของตนเองมากขึ้น
"แอปพลิเคชันของบริษัทเธอ ฉันลองโหลดมาใช้ดูแล้วนะ อัลกอริทึมมันเจ๋งมาก การวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะบุคคล ทำงานได้ดีและแม่นยำมาก ดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ได้อยู่หมัดเลย ในเมื่อเธอเป็นคนพัฒนาอัลกอริทึมนี้ขึ้นมา เธอควรจะรู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของมันดีนะ ต้องระวังจุดนี้ให้ดีๆ อย่าปล่อยให้มันส่งผลกระทบในแง่ลบได้ล่ะ"
สวีซงเหยาเปลี่ยนบทสนทนา หันมาพูดถึงผลิตภัณฑ์อินเทอร์เน็ตของกาแล็กซีเทคโนโลยีแทน
ในไทม์ไลน์นี้ การปรากฏตัวของหวังตงไหล ทำให้อัตราการเติบโตของบริษัทไบต์แดนซ์หยุดชะงักอย่างรุนแรง
ในทางกลับกัน จากคำแนะนำและแนวทางของหวังตงไหล แอปพลิเคชันอย่างเน่ยหานต้วนจื่อ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ กลับได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วประเทศ ส่งผลให้มียอดผู้ใช้งานรายวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สวีซงเหยาทราบมานานแล้วว่าหวังตงไหลเป็นผู้ก่อตั้งกาแล็กซีเทคโนโลยี แต่เขาไม่เคยให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์อินเทอร์เน็ตของบริษัทมากนัก
แต่พอเขาเริ่มให้ความสนใจ เขาก็พบกับประเด็นที่น่าเป็นห่วง
นั่นก็คือ อัลกอริทึมอัจฉริยะ มันสามารถดึงดูดและรวบรวมกลุ่มคนที่มีความสนใจหรือลักษณะที่คล้ายคลึงกันในโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างกลุ่มก้อนหรือความผูกพันที่เหนียวแน่น
ในอดีต แอปพลิเคชันเน่ยหานต้วนจื่อ เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกระงับการใช้งาน ก็เพราะสาเหตุหลักมาจากจุดนี้นี่แหละ
ทางการไม่ค่อยปลื้มกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ บวกกับเหตุผลยิบย่อยอื่นๆ ก็เลยโดนสั่งแบนไปในที่สุด
หวังตงไหลรู้ถึงแนวโน้มในอนาคตดี เขาย่อมไม่ยอมให้บริษัทเดินซ้ำรอยเดิมแน่ๆ พอได้ยินคำเตือนของสวีซงเหยา เขาจึงยิ้มและพูดว่า "คุณลุงสวีครับ เรื่องที่คุณลุงบอก ผมทราบดีครับ!"
"เครื่องมือไม่ได้มีดีมีเลวในตัวมันเองหรอกครับ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอามันไปใช้ยังไง ผลิตภัณฑ์พวกนี้ ผมได้ลงทะเบียนกับทางภาครัฐไว้หมดแล้ว แถมยังเสนอตัวให้ทางการเข้ามาตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย ส่วนภายในบริษัท เราก็มีกฎระเบียบและข้อบังคับที่เข้มงวดมาก ถ้าเจอเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงหรือดูมีปัญหา เราก็จะรีบเข้าไปจัดการและบล็อกทันที รับรองว่าไม่มีปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอนครับ"
สวีซงเหยาพยักหน้ารับ ที่เขาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ก็แค่บังเอิญนึกขึ้นได้ เลยอยากจะเตือนหวังตงไหลสักหน่อย
ในเมื่อหวังตงไหลรู้ตัวและเตรียมรับมือไว้แล้ว เขาก็หมดห่วง
"ใครๆ ก็เอาแต่ชมว่าเธอเก่งเรื่องวิชาการ แต่ถ้าให้ฉันพูดนะ หัวการค้าของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย หลายคนประเมินเธอต่ำเกินไป พวกเขายังติดอยู่กับภาพจำเก่าๆ ที่ว่านักคณิตศาสตร์ต้องเป็นพวกแต่งตัวเซอร์ๆ ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ตัดขาดจากโลกภายนอก แล้วก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับตัวเลขและการวิจัย"
"การปรากฏตัวของเธอ ถือเป็นการทลายภาพจำเหล่านั้นไปได้เยอะเลยล่ะ"
"การไปร่วมประชุมคราวนี้ เธอจะต้องเป็นจุดสนใจของทุกคนแน่นอน เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักวิชาการท่านอื่น ก็ต้องระวังตัวให้ดีๆ นะ"
ในตอนท้าย สวีซงเหยาก็เอ่ยเตือนหวังตงไหลด้วยความเป็นห่วง
เด็กน้อยถือทองเดินกลางตลาด
สถานการณ์ของหวังตงไหลก็คล้ายๆ กัน ในสายตาของหลายๆ คน หวังตงไหลที่อายุเพิ่งจะยี่สิบ แต่ประสบความสำเร็จมามากมายขนาดนี้ ก็คงเป็นได้แค่เด็กหนุ่มที่ยังอ่อนต่อโลก
ถ้าไม่ได้มีบารมีของมหาวิทยาลัยเจียวทงแห่งถังตูคอยคุ้มครองอยู่ล่ะก็ ป่านนี้คงมีพวกมิจฉาชีพหรือคนหวังผลประโยชน์ เข้ามาตีสนิทและหลอกลวงเขาไปตั้งนานแล้ว
หวังตงไหลเข้าใจเจตนาดีของสวีซงเหยา จึงพยักหน้ารับ "คุณลุงสวีครับ ผมเข้าใจครับ!"
"อืม เธอเข้าใจก็ดีแล้ว!"
สวีซงเหยาเชื่อมั่นว่าหวังตงไหลเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ จึงพยักหน้าและเปลี่ยนเรื่องคุย
...
หลังจากลงจากเครื่องบิน สวีซงเหยาและหวังตงไหลก็เดินทางไปยังโรงแรมทันที
"เป็นยังไงบ้าง? พอไม่มีนักข่าวมาคอยตามสัมภาษณ์ ไม่มีแสงแฟลชสาดส่อง รู้สึกชินไหม?"
ระหว่างทาง สวีซงเหยาก็เอ่ยถามหวังตงไหลด้วยความสงสัย
ก่อนหน้านี้ ตอนที่หวังตงไหลเพิ่งจะเดินทางกลับประเทศ
กระแสข่าวเรื่องการพิสูจน์ข้อความคาดการณ์ของก็อลท์บัค ทำให้ความนิยมของหวังตงไหลพุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่
ในช่วงเวลานั้น สื่อมากมายต่างก็แห่กันไปที่มหาวิทยาลัยเจียวทงแห่งถังตู เพื่อขอสัมภาษณ์พิเศษหวังตงไหล
แต่หวังตงไหลไม่มีเวลาว่างมานั่งรับมือกับสื่อพวกนี้ เขาจึงปฏิเสธไปทั้งหมด
แต่ถึงอย่างนั้น นักข่าวและสื่อมวลชนก็ยังไม่ยอมถอดใจ พวกเขาไปดักรอที่หน้าบริษัทกาแล็กซีเทคโนโลยี หน้ามหาวิทยาลัยเจียวทงแห่งถังตู และพยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้สัมภาษณ์หวังตงไหล
"การอยู่ท่ามกลางแสงแฟลชก็ไม่ได้มีอะไรดีหรอกครับ เวลาทำงานวิจัยก็ควรจะมีสมาธิจดจ่อ ถ้ามัวแต่ไปคิดเรื่องอื่น มันก็รังแต่จะทำให้เสียสมาธิเปล่าๆ"
หวังตงไหลไม่ได้ปิดบัง เขาพูดความจริงจากใจ
"ถ้าเป็นคนอื่นพูด ฉันก็คงจะสงสัยอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นเธอพูด ฉันเชื่อเต็มร้อยเลย"
สวีซงเหยาไม่ได้กังขาในคำพูดของหวังตงไหล เพราะเขารู้จักหวังตงไหลดี
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงโรงแรมอวี้หลง
ในฐานะสถานที่รับรองนักวิชาการจากทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์มอลมู่เหยี่ยย่อมต้องคัดสรรโรงแรมอย่างพิถีพิถัน
โรงแรมอวี้หลงมีมาตรฐานระดับสูง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะสำหรับการรับรองแขกและการจัดประชุมเป็นอย่างยิ่ง
และตลอดการเดินทาง หวังตงไหลก็คอยสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด
และเขาก็พบกับเรื่องแปลกๆ อย่างหนึ่ง
นั่นก็คือ เมื่อมองไปรอบๆ ตัว ผู้คนส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะเป็นคนวัยกลางคน ผู้หญิงก็มีเพียงประปราย ส่วนคนหนุ่มสาวนั้นแทบจะนับคนได้เลย
เมื่อเห็นภาพนี้ หวังตงไหลก็เกิดความคิดที่ค่อนข้างกล้าหาญขึ้นมา
หรือว่าเขาจะเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในที่นี้?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา หวังตงไหลก็ตระหนักได้ว่าข้อสันนิษฐานของเขาน่าจะถูกต้อง
หากมองในระดับประเทศ เขาคงจะเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ดีเด่นที่อายุน้อยที่สุด เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่อายุน้อยที่สุด และเป็นสมาชิกสมาคมคณิตศาสตร์ที่อายุน้อยที่สุดอย่างแน่นอน
หลังจากเข้าไปในร้านอาหารอย่างเงียบๆ ถือถาดและเลือกอาหารที่ถูกใจ หวังตงไหลก็ไปหาที่นั่งมุมสงบ เพื่อรับประทานอาหารเงียบๆ
ทว่า เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า มีใครบางคนจับตามองเขาตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามา
เมื่อหวังตงไหลทานอาหารเสร็จ และกำลังเตรียมตัวจะลุกออกไป
จู่ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาหาเขา และเอ่ยทักทาย
"ศาสตราจารย์หวัง สวัสดีครับ ได้ยินชื่อเสียงมานาน ในที่สุดก็ได้พบตัวจริงเสียที!"
เมื่อได้ยินคำพูดของชายแปลกหน้า หวังตงไหลก็หันไปมองด้วยความแปลกใจ
เพราะเขาไม่คุ้นหน้าชายคนนี้เลย
หวังตงไหลเอ่ยถามด้วยความสงสัย "คุณคือ...?"
"ผม โจวไห่จง จากมหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น เมืองกว่างโจวครับ ผมตั้งตารอคอยที่จะได้พบคุณมาตลอด ไม่คิดเลยว่าเราจะได้เจอกันตั้งแต่ก่อนที่งานประชุมจะเริ่ม"
ชายคนนี้คือ ศาสตราจารย์โจวไห่จง ผู้คิดค้น 'ข้อความคาดการณ์ของโจว'
ในปัจจุบัน ทฤษฎีนี้ไม่ได้ถูกเรียกว่า ข้อความคาดการณ์ของโจว อีกต่อไปแล้ว แต่ถูกขนานนามใหม่ว่า สูตรจำนวนเฉพาะแมร์แซนโจว-หวัง
สูตรนี้ถูกตั้งชื่อตามนามสกุลของโจวไห่จงและหวังตงไหล
แม้ว่าหวังตงไหลจะเป็นผู้ค้นพบสูตรที่แม่นยำนี้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติโจวไห่จงที่ได้นำเสนอ 'ข้อความคาดการณ์ของโจว' ไว้ก่อนหน้านี้ วงการคณิตศาสตร์จึงตัดสินใจตั้งชื่อสูตรนี้โดยใช้ชื่อของทั้งสองคนร่วมกัน
เมื่อหวังตงไหลได้รับทราบเรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเสียหาย
ทว่า ศาสตราจารย์โจวไห่จงกลับรู้สึกต่างออกไป เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้รับประโยชน์ชิ้นใหญ่
ตอนแรก เขาตั้งใจจะไปหาหวังตงไหลที่มหาวิทยาลัยเจียวทงแห่งถังตู เพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัว แต่เขาก็คิดได้ว่า หากเขาบุ่มบ่ามไปหา อาจจะทำให้เรื่องราวมันบานปลายและยุ่งยากขึ้น
ดังนั้น เขาจึงเล็งเห็นโอกาสในการพบปะกันในงานประชุมของสมาคมคณิตศาสตร์ครั้งนี้
ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ตัดสินใจมาร่วมงานนี้หรอก
"อ้อ ศาสตราจารย์โจวนี่เอง ต้องขออภัยจริงๆ ครับที่ผมจำไม่ได้ ผมเคยอ่านทฤษฎีของคุณเมื่อนานมาแล้ว และชื่นชมในความสามารถของคุณมาตลอด ไม่คิดเลยว่าจะได้มาพบกันที่นี่ ถือเป็นพรหมลิขิตจริงๆ ครับ!"
เมื่อได้รับฟังการแนะนำตัวของโจวไห่จง หวังตงไหลก็รู้สึกกระจ่างแจ้งทันที
"มิกล้าๆ! เมื่อเทียบกับผลงานของคุณแล้ว ความสำเร็จของผมมันเทียบไม่ติดเลย ถ้าจะบอกว่าชื่นชม ก็ควรจะเป็นผมมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายพูดคำนั้น"
"การที่คุณสามารถพิสูจน์ 'ข้อความคาดการณ์ของโจว' ได้ มันเหมือนกับการปลดเปลื้องความกังวลในใจของผมเลยล่ะ ผมตั้งใจจะมาขอบคุณคุณตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสเหมาะๆ เสียที วันนี้ได้เจอกันแล้ว ผมก็ขอใช้โอกาสนี้กล่าวคำขอบคุณจากใจจริงเลยนะครับ!"
"ขอบคุณมากครับ!"
โจวไห่จงพูดด้วยความจริงใจ เขาคิดและทำในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ
หวังตงไหลรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขารีบโบกมือและกล่าวว่า "ศาสตราจารย์โจว คุณเกรงใจเกินไปแล้วครับ"
"คุณเป็นผู้อาวุโสในวงการ ถ้าไม่มีทฤษฎีที่คุณคิดค้นขึ้น การจะสร้างความก้าวหน้าเรื่องจำนวนเฉพาะแมร์แซน ก็คงต้องใช้เวลาและต้องเผชิญกับความยากลำบากอีกมากมาย คุณมีคุณูปการในเรื่องนี้อย่างมากเลยนะครับ"
หวังตงไหลไม่ได้พูดจาหว่านล้อมเพื่อเอาใจโจวไห่จง แต่เขากล่าวถึงความคิดของตนอย่างมีเหตุผลและจริงใจ
ไม่มีใครไม่ชอบฟังคำชื่นชม โจวไห่จงก็เช่นกัน ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มบางๆ แสดงถึงความพึงพอใจ
"ยังไงซะ การที่คุณสามารถพิสูจน์มันได้ ก็เหมือนเป็นการช่วยปลดล็อกความกังวลที่ค้างคาใจผมมานานหลายปี เพราะปัญหาข้อนี้ ทำให้ผมเครียดจนผมร่วงไปเยอะเลย"
"เดิมที ผมคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก่อนตายแล้วซะอีก ไม่นึกเลยว่าคุณจะสามารถแก้ไขมันได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้"
"ผู้คว้ารางวัลวูล์ฟสาขาคณิตศาสตร์, รางวัลอาเบล, รางวัลฟิลด์ส เหมาเรียบทั้ง 3 รางวัลใหญ่ ชายแก่ๆ อย่างผม ก็ถือว่าได้รับอานิสงส์จากบารมีของศาสตราจารย์หวังไปด้วยล่ะครับ"
โจวไห่จงยังคงรักษาความมีสติ และตระหนักถึงช่องว่างระหว่างตนเองกับหวังตงไหลได้เป็นอย่างดี
"ศาสตราจารย์โจวเกรงใจไปแล้วครับ" หวังตงไหลตอบอย่างถ่อมตน
"ศาสตราจารย์หวังครับ ถ้าคุณพอมีเวลาว่าง เราไปนั่งพูดคุยกันสักหน่อยดีไหมครับ?"
หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ โจวไห่จงก็เอ่ยปากเชิญหวังตงไหล
เมื่อได้ยินคำเชิญจากโจวไห่จง หวังตงไหลก็ตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
"การได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับศาสตราจารย์โจว ถือเป็นเกียรติของผมเช่นกันครับ!"
(จบแล้ว)