- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 610 - อดีตเพื่อนร่วมงาน
บทที่ 610 - อดีตเพื่อนร่วมงาน
บทที่ 610 - อดีตเพื่อนร่วมงาน
บทที่ 610 - อดีตเพื่อนร่วมงาน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าเป็นคนอื่นใช้ยศขุนนางขั้นแปดชั้นเอกไปต่อกรกับขุนนางระดับสูงขั้นหก เขาคงต้องเป็นห่วงขุนนางขั้นแปดคนนั้นแน่ๆ แต่พอเป็นหลี่จวีซู สิ่งที่เขาเห็นกลับมีเพียงความมั่นใจและเด็ดเดี่ยว เขาไม่ห่วงเลยว่าหลี่จวีซูจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กลับเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าหลี่จวีซูจะต้องเป็นฝ่ายชนะ ความรู้สึกนี้มันช่างประหลาดนัก แต่เขากลับเชื่อเช่นนั้นจริงๆ
"ต่อไปเรื่องการเงิน ให้คุณเป็นคนดูแล" หลี่จวีซูโอนเงินให้เว่ยจงเสียงสิบล้าน "ถ้าเงินไม่พอใช้อีกก็บอกฉัน ฉันเคยบอกนายไปแล้วนี่ ว่าเรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวก็มีคนเอาเงินมาประเคนให้เราถึงที่เองแหละ"
"ใต้เท้า เงินจำนวนนี้ท่านเก็บไว้เองเถอะขอรับ ถ้าข้าน้อยจำเป็นต้องใช้เงินเมื่อไหร่ ค่อยไปทำเรื่องขอเบิกกับท่านก็ได้" เว่ยจงเสียงรู้สึกประหม่า สิบล้านไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ เลยนะ
"ตกลงตามนี้แหละ เลิกอิดออดได้แล้ว คุณเป็นถึงมือขวาของแผนกเรา จะไม่มีเงินติดตัวสักแดงได้ยังไง ขืนจะซื้อบุหรี่สักซอง ซื้อน้ำสักขวด ยังต้องออกเงินส่วนตัวไปก่อนมันก็ใช่เรื่อง อยู่กับฉัน ไม่กล้าการันตีหรอกนะว่าจะรวยชั่วข้ามคืน แต่ก็รับรองได้ว่าจะไม่อดตายแน่นอน" หลี่จวีซูเอ่ยขึ้น คนที่ติดตามเขา มีใครบ้างที่เงินในบัญชีไม่ถึงร้อยล้าน?
อย่างเช่นคนที่ติดตามเขามานานอย่างหลวงจีนอู่ไถซานกับต้าเปิ้นจง ยอดเงินในบัญชีก็ทะลุห้าพันล้านไปตั้งนานแล้ว
"ใต้เท้า ข้าวของบนชั้นเก้าขายได้เงินมาสี่หมื่นกว่าเหรียญ ส่วนของบางชิ้นที่ยังพอนำมาใช้ประโยชน์ได้ ข้าน้อยก็เก็บเอาไว้แล้วขอรับ—" เว่ยจงเสียงรายงาน
"พอแล้วๆ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ คุณจัดการเองได้เลย ไม่ต้องมารายงานฉันหรอก คุณไปจัดการเรื่องรับคนเข้าทำงานให้เรียบร้อยก็พอ แล้วก็จากประสบการณ์ของคุณ กองงานบริหารดาวแคระดำโดนลูบคมไปขนาดนี้ พวกเขาคงไม่ยอมจบง่ายๆ แน่ คุณคิดว่าพวกเขาจะงัดไม้ไหนมาเล่นงานฉัน?" หลี่จวีซูถาม
"กองกำกับดูแลเหมืองแร่ของเรากับกองงานบริหารดาวแคระดำเป็นคนละหน่วยงานกัน ทั้งหน้าที่และระดับขั้น พวกเขาไม่สามารถทำอะไรเราได้โดยตรงหรอกขอรับ สิ่งที่เราต้องระวังก็คือพวกเขาจะเล่นสกปรก การใช้แผนการลับๆ ล่อๆ มักจะได้ผลดีเสมอ แถมยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันอีกด้วย" เว่ยจงเสียงวิเคราะห์
"ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน" หลี่จวีซูพยักหน้าเห็นด้วย
"การตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต จำกัดพื้นที่จอดรถ งดรับส่งพัสดุ ถึงแม้เรื่องพวกนี้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร แต่ก็สร้างความรำคาญได้ไม่น้อย ยิ่งในยามคับขันก็อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้เราได้มากทีเดียว ทว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือ กองงานบริหารอาจจะใช้อิทธิพลภายนอกมากดดันเรา ทำให้งานบางอย่างของเราดำเนินการได้ยากลำบาก หรืออาจจะถึงขั้นทำไม่ได้เลยขอรับ" เว่ยจงเสียงกล่าว
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าสนุกดีนะ ได้เวลาแล้วล่ะ ไปหาอะไรกินกันเถอะ อ้อ ปกติคุณไปกินข้าวที่ไหนน่ะ?" หลี่จวีซูถามขึ้นมาลอยๆ
"ข้าน้อยกินข้าวคนเดียว แค่กินประทังชีวิตไปวันๆ ส่วนใหญ่ก็จะสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่มาน่ะขอรับ" เว่ยจงเสียงหน้าแดงเรื่อ ไม่กล้าบอกว่าเพื่อประหยัดอดออม การไปกินข้าวข้างนอกมันเปลืองเงิน สั่งเดลิเวอรี่เอาคุ้มกว่าเยอะ
"ได้ไงกัน เรื่องกินเรื่องใหญ่นะ ต้องกินของดีๆ สิ เราก็ไม่ได้งานยุ่งจนไม่มีเวลากินข้าวเสียหน่อย ไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเลย เลือกร้านอาหารที่หรูที่สุดเลยนะ จะได้เปิดหูเปิดตาดูความอลังการของโรงแรมหรูๆ ซะบ้าง ถือซะว่าเป็นการเลี้ยงฉลองของแผนกเราก็แล้วกัน ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน วันนี้เราได้กำไรมาตั้งเยอะแยะ วันข้างหน้าก็ต้องได้มากกว่านี้อีก ยังไงก็ต้องให้รางวัลตัวเองซะบ้าง" หลี่จวีซูกล่าว
"รับทราบขอรับ ใต้เท้า!" เว่ยจงเสียงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหลี่จวีซูถึงมั่นใจว่าจะหาเงินได้มากมายขนาดนั้น แต่เขาก็เชื่อมั่นในตัวหลี่จวีซู
'โรงแรมเฟิงเยี่ย' ไม่ใช่โรงแรมที่ดีที่สุดในเขตวงแหวนที่ห้า แต่ก็ติดอันดับหนึ่งในห้าของโรงแรมที่ดีที่สุด เหตุผลหลักๆ ก็คือมันตั้งอยู่ในเขตสุ่ยตง ทำให้ไม่ต้องเดินทางไกล
รถยนต์คันหนึ่งและรถยนต์พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าคันหนึ่งแล่นมาจอดที่หน้าประตูโรงแรมพร้อมๆ กัน พนักงานต้อนรับหนุ่มหล่อรีบตรงดิ่งไปต้อนรับแขกที่ลงมาจากรถยนต์พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยหันมาต้อนรับพวกหลี่จวีซู
คนที่ก้าวลงมาจากรถคันนั้นคือหญิงสาวหน้าตาสะสวย สวมชุดเดรสยาวหรูหรา สร้อยคอพลอยไพลินที่หน้าอกส่องประกายระยิบระยับเตะตา ทันทีที่เธอปรากฏตัว เธอก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในบริเวณนั้นทันที หลี่จวีซูได้ยินพนักงานต้อนรับเรียกเธอว่า 'คุณหนูหลี่'
"หน่วยงานของเรามีข้อจำกัดเรื่องการซื้อรถยนต์ไหม?" หลี่จวีซูหันไปถามเว่ยจงเสียง
"ห้ามเกินสามแสนขอรับ" เว่ยจงเสียงตอบ
"แล้วถ้าซื้อในนามส่วนตัวล่ะ?" หลี่จวีซูถามต่อ
"พยายามอย่าทำตัวโดดเด่นเกินไปนัก ทางกฎหมายไม่ได้มีข้อห้ามอะไร แต่โดยมารยาทแล้ว ไม่ควรจะหรูหราเกินหน้าเกินตาเจ้านายขอรับ" เว่ยจงเสียงตอบ
"พวกนายขับรถเป็นไหม?" หลี่จวีซูหันไปถามหว่างเวิ่นหมั่งกับต้าเปิ้นจง
"เป็นครับ!" หว่างเวิ่นหมั่งตอบ
"ไม่เป็นครับ!" ต้าเปิ้นจงหน้าแดงก่ำ
"หาเวลาไปหัดขับซะ ขับรถไม่เป็นไม่ได้นะ จะไปไหนมาไหนก็ต้องพึ่งพาสองขาตลอด ยานพาหนะเป็นสิ่งสำคัญมาก" หลี่จวีซูกล่าว
"ครับ!" ต้าเปิ้นจงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาขับเป็นแต่รถรบ รถยนต์บนดาวเคราะห์แม่มันบอบบางเกินไป เขาควบคุมไม่ค่อยอยู่
"สาวสวยเมื่อกี้เป็นใครน่ะ?" หลี่จวีซูหันไปถามเว่ยจงเสียง เว่ยจงเสียงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยตอนที่เห็นหญิงสาวคนนั้น
"หลี่ซูหราน ลูกสาวคนเล็กของหลี่เฉิงลู่ เสนาบดีกรมกลาโหมขอรับ" เว่ยจงเสียงตอบ
"คนใหญ่คนโตนี่เอง!" หลี่จวีซูตกใจ ตำแหน่งเสนาบดีเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของขุนนางแล้ว ถ้าจะสูงกว่านี้ นอกจากความสามารถแล้วก็ต้องพึ่งพาอายุขัยและดวงด้วย หากไม่มีบุญหล่นทับ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
การที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนจากประชากรหลายพันล้านคน โอกาสที่จะตกมาถึงตัวเองนั้นมีน้อยแค่ไหน ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้แล้ว
"ใช่ขอรับ คนใหญ่คนโต!" เว่ยจงเสียงถอนหายใจ คุณหนูหลี่เป็นเพียงสามัญชน ไม่มีตำแหน่งใดๆ แต่ขุนนางที่มีตำแหน่งส่วนใหญ่พอเจอหน้าเธอต่างก็ต้องก้มหัวให้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม เพราะเธอมีพ่อที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง
"เธอขับรถพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่มีใครว่าอะไรหรือ?" หลี่จวีซูถาม
"..." เว่ยจงเสียงปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ ลูกสาวของเสนาบดีกรมกลาโหมเชียวนะ ใครจะกล้านินทา ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง?
โถงต้อนรับของโรงแรมกว้างขวางใหญ่โต ตกแต่งอย่างโอ่อ่าอลังการ มีทั้งเครื่องลายครามอันวิจิตรบรรจง ไม้ประดับราคาแพง และน้ำพุที่มีปลาแหวกว่ายอยู่ข้างใน ดูเหมือนว่าพวกเศรษฐีที่ทำธุรกิจใหญ่โตมักจะให้ความสำคัญกับหลักฮวงจุ้ย น้ำหมายถึงทรัพย์สินเงินทอง พวกเขาจึงมักจะสร้างสะพานข้ามลำธารเล็กๆ หรือน้ำพุไว้ประดับบารมี
ต้องยอมรับเลยว่าการตกแต่งดูมีระดับมาก มองแล้วเจริญหูเจริญตา แน่นอนว่าแขกที่เข้าๆ ออกๆ ก็ล้วนแต่มีระดับทั้งนั้น ผู้ชายใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม ผู้หญิงรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น สวมชุดราคาหลักหมื่นหลักแสน เครื่องประดับและกระเป๋าถือที่ถือมา อย่างต่ำๆ ก็สามแสนขึ้นไป ที่สำคัญคือหน้าตาดีกันทุกคน
เมื่อเทียบกันแล้ว พวกเขาสี่คน นอกจากเสื้อผ้าของเขาที่ดูดีหน่อย เสื้อผ้าของเว่ยจงเสียงก็เป็นแบบเรียบๆ ทั่วไป ส่วนหว่างเวิ่นหมั่งกับต้าเปิ้นจงนี่สิ ดูเหมือนคนป่าที่เพิ่งหลุดออกมาจากป่าดงดิบไม่มีผิด เสื้อผ้าอย่าให้พูดถึงเลย ทรงผมก็ยุ่งเหยิง หนวดเคราก็ไม่โกน ดูยังไงก็ขัดกับภาพลักษณ์ของโรงแรมหรูๆ แห่งนี้
ต้าเปิ้นจงถูกแขกคนอื่นมองด้วยสายตาแปลกๆ จนรู้สึกประหม่า แต่หว่างเวิ่นหมั่งกลับหน้าด้านกว่าเยอะ ทำตัวสบายๆ ไม่สะทกสะท้าน โชคดีที่พนักงานของโรงแรมได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี ถึงไม่ได้ไล่พวกเขาออกจากประตูไปเสียก่อน
"เว่ยจงเสียง นี่นายจริงๆ ด้วย ฉันก็นึกว่าตาฝาดไปซะอีก นายมาทำอะไรที่นี่? คงไม่ได้มากินข้าวหรอกนะ? แล้วพวกนี้คือเพื่อนของนายงั้นหรือ? ดูเหมือน... จะมาจากบ้านนอกนะ?"
ตอนที่พวกหลี่จวีซูทั้งสี่คนเพิ่งเดินเข้าลิฟต์ ก็มีชายหนุ่มใส่สูทผูกไทเดินเบียดเข้ามา เขาจ้องมองหว่างเวิ่นหมั่งกับต้าเปิ้นจงตั้งแต่หัวจรดเท้า สีหน้าท่าทางของเขาทำให้ต้าเปิ้นจงรู้สึกอยากจะซัดหน้าเขาสักหมัด
"อืม" เว่ยจงเสียงไม่ได้ต่อบทสนทนา
"อันที่จริงนายไม่น่าลาออกเลยนะ อุตส่าห์ทนมาตั้งนาน ทนอีกนิดจะเป็นไรไป รอให้ผู้แทนพระองค์เกษียณ นายก็จะได้เลื่อนขั้นแล้วแท้ๆ ตอนนี้ไปอยู่หน่วยงานที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีฐานอำนาจอะไรเลย สถานการณ์มีแต่จะแย่ลงไปอีก เพื่อนร่วมงานต่างก็คิดถึงนายนะ นายก็เหลือเกิน จะไปก็ไม่ยอมบอกกล่าวกันสักคำ แอบหนีไปเงียบๆ พวกเราเลยไม่มีโอกาสได้จัดงานเลี้ยงส่งนายเลย ฉันยังกะว่าจะหาวันว่างๆ เลี้ยงข้าวลากันสักมื้อ ถึงยังไงเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันมาตั้งหลายปี นายก็สอนอะไรฉันมาเยอะเหมือนกัน—" ชายหนุ่มพูดจาดูสุภาพ แต่สีหน้ากลับดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เป็นสายตาแบบเจ้านายมองลูกน้องที่แฝงไปด้วยความหยิ่งผยอง
"วันไหนจะสู้ตกลงกันวันนี้ ในเมื่อนายมีน้ำใจขนาดนี้ ฉันก็ไม่อยากจะปฏิเสธ งั้นก็นายเลี้ยงข้าวฉันวันนี้เลยก็แล้วกัน" เว่ยจงเสียงขัดจังหวะชายหนุ่ม จ้องมองเขาด้วยสายตาจริงจัง
"วันนี้... วันนี้... เอ้อ คือว่า ความจริงมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นแหละนะ แต่บังเอิญจัง วันนี้ฉันมีนัดเลี้ยงเพื่อนคนสำคัญน่ะ คงจะไม่สะดวก เอาไว้วันหลังก็แล้วกันนะ ยังไงเบอร์โทรศัพท์ของนายก็ยังไม่ได้เปลี่ยนนี่นา เดี๋ยววันหลังฉันโทรหาแล้วกัน ฉันรีบ ขอตัวก่อนนะ" ชายหนุ่มถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ พูดจาติดๆ ขัดๆ เขาไม่คิดเลยว่าเว่ยจงเสียงที่มักจะทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดัง จะกล้าต่อปากต่อคำกับเขา เล่นเอาเขาตั้งตัวไม่ติด พอเห็นประตูลิฟต์เปิดออก เขาก็รีบเผ่นหนีไปทันที
"หยางจื้อถิง อดีตเพื่อนร่วมงานของข้าน้อยที่กรมพิธีการน่ะขอรับ เป็นคนใจร้อน แต่ก็พูดจาฉะฉาน" เว่ยจงเสียงยักไหล่ เขาพบว่าตัวเองเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงทำได้แค่อดทน แต่ตอนนี้ เขาพบว่าเขาไม่จำเป็นต้องอดทนอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว ความรู้สึกที่ไม่ต้องทนอึดอัดอีกต่อไป มันช่างดีเหลือเกิน
"พูดเก่งยังไงก็สู้ทำงานเก่งไม่ได้หรอก" หลี่จวีซูตบไหล่เว่ยจงเสียงเบาๆ
'โรงแรมเฟิงเยี่ย' เป็นโรงแรมระดับไฮเอนด์ ห้องพักส่วนตัวระดับวีไอพีจำเป็นต้องจองล่วงหน้า ส่วนห้องพักทั่วไปไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรมากนัก แม้หลี่จวีซูจะบอกว่าอยากมาเปิดหูเปิดตากับโรงแรมหรูๆ แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เรื่องมากอะไรนัก ก็เลยเลือกห้องพักแบบธรรมดาๆ ห้องหนึ่ง
ทว่าพออาหารมาเสิร์ฟ เขากลับต้องผิดหวังอย่างแรง
หลังจากคุ้นเคยกับการกินเนื้อสัตว์ป่าบนดาวเคราะห์หมื่นอสูรมานาน ความหลากหลายของวัตถุดิบบนดาวเคราะห์แม่เทียบกันไม่ติดเลย นอกจากนี้ อาหารที่แพงที่สุดบนดาวเคราะห์แม่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ แต่เป็นผักต่างหาก อาหารของ 'โรงแรมเฟิงเยี่ย' กว่าครึ่งล้วนเป็นเมนูผัก ซึ่งหลี่จวีซู หว่างเวิ่นหมั่ง และต้าเปิ้นจง ต่างก็เป็นพวกชอบกินเนื้อสัตว์กันทั้งนั้น
ฝีมือเชฟของโรงแรมหรูย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ทว่าถ้าถามว่าอร่อยเลิศเลอขนาดไหน ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก อาหารแต่ละจานถูกรังสรรค์และประดับประดามาอย่างวิจิตรบรรจง งดงามไร้ที่ติ ในแง่ของ 'สี' และ 'กลิ่น' นั้น ทำเอาทุกคนต้องยอมรับอย่างศิโรราบ ทว่าในเรื่องของ 'รสชาติ' นั้น สำหรับหลี่จวีซูแล้ว เขากลับรู้สึกว่ามันสู้เครื่องในหมูผัดพริกกับปลาผัดพริกที่เขากินกับหวังเวยเวยไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
มันขาด 'กลิ่นกระทะ' ไป
อาหารมื้อนี้ก็งั้นๆ ราคาก็ปาเข้าไปตั้งหนึ่งหมื่นแปดพันเหรียญทองแดง แถมยังสั่งเถาเจียงเหอรุ่นโกลด์มาขวดนึงด้วย ราคาตั้งห้าแสน
เว่ยจงเสียงยังคงรู้สึกเสียดายเงินอยู่ลึกๆ ตอนแรกหลี่จวีซูอยากจะสั่งรุ่นแพลตตินัมด้วยซ้ำ แต่พอคิดได้ว่าพวกเขาทั้งสี่คนไม่ใช่คอเหล้าขาว ก็เลยไม่อยากสั่งให้เปลืองเงิน แค่สั่งรุ่นโกลด์มาเป็นพิธีก็พอแล้ว
อาหารมื้อนี้กินกันไปจนเกือบจะหมดแล้ว แต่เหล้ากลับพร่องไปเพียงเล็กน้อย ขณะที่เว่ยจงเสียงกำลังคิดจะห่อเหล้าที่เหลือกลับไป ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกผลักเข้ามา หยางจื้อถิงคนที่พวกเขาเจอในลิฟต์เดินนำหน้าชายหญิงหนุ่มสาวอีกหลายคนเข้ามาในห้อง
"เว่ยจงเสียง พวกเรามาชนแก้วกับนายหน่อยน่ะ ล้วนแต่เป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันทั้งนั้น นายคงไม่ปฏิเสธหรอกนะ?" ใบหน้าของหยางจื้อถิงแดงก่ำ ดูท่าทางจะดื่มมาไม่น้อย สายตาของเขาจ้องมองเว่ยจงเสียงราวกับเจ้านายมองลูกน้องไม่มีผิด
(จบแล้ว)