- หน้าแรก
- ยอดนักล่าแห่งดาวเคราะห์หมื่นอสูร
- บทที่ 604 - เรื่องบานปลาย
บทที่ 604 - เรื่องบานปลาย
บทที่ 604 - เรื่องบานปลาย
บทที่ 604 - เรื่องบานปลาย
หวังเวยเวยนอนไม่หลับทั้งคืน ใจหนึ่งก็กลัวว่าหลี่จวีซูจะตบะแตกพังประตูห้องเข้ามาล่วงละเมิดเธอ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าหลี่จวีซูก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการ แถมยังมีเงินมีทองและมีฐานะไม่ธรรมดา ถ้าได้เป็นแฟนด้วยก็คงจะดีไม่น้อย ถ้าเกิดเขาพังประตูเข้ามาจริงๆ เธอควรจะทำอย่างไรดี?
กว่าเธอจะสะลึมสะลือหลับไปได้ก็ไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว พอสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมาอีกที นาฬิกาก็บอกเวลาแปดโมงเช้าแล้ว
"แย่แล้ว จะสายแล้ว!" เธอรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างลุกลี้ลุกลน พอเปลี่ยนชุดเสร็จและเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น ก็พบว่าหลี่จวีซูกำลังนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีทั้งซาลาเปา ปาท่องโก๋ นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ไข่ต้มใบชา เกี๊ยวนึ่ง และขนมเปี๊ยะ
"มากินมื้อเช้าสิ ฉันไม่รู้ว่าคุณชอบกินอะไร เลยซื้อมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย!" หลี่จวีซูเอ่ยขึ้น
"คุณไปซื้อมาจากไหนคะเนี่ย?" หวังเวยเวยถามด้วยความสงสัย
"ตอนที่กลับมาเมื่อคืน ฉันเห็นป้ายขายอาหารเช้าแขวนอยู่หน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตน่ะ พอตื่นมาตอนเช้าก็เลยลองเดินไปดู ไม่น่าเชื่อว่าคนจะเยอะขนาดนั้น ฉันต้องต่อคิวตั้งสิบกว่านาทีแน่ะ" หลี่จวีซูเล่า
"แต่นั่นมันห่างจากหมู่บ้านเราตั้งสามกิโลเมตรเลยนะคะ" หวังเวยเวยตกใจ ถ้าขับรถไปก็คงไม่เท่าไหร่ แค่ไม่กี่นาทีก็ถึง แต่ถ้าเดินไปล่ะก็ ไปกลับรวมแล้วตั้งหกกิโลเมตรเลยนะ
"ฉันชินกับการออกกำลังกายตอนเช้าอยู่แล้ว วิ่งแค่สิบกว่ากิโลเมตรสำหรับฉันถือเป็นเรื่องปกติ" หลี่จวีซูไม่ได้คิดว่าระยะทางหกกิโลเมตรจะไกลอะไรนักหนา
หวังเวยเวยมีเรื่องอยากจะพูดอีกมากมาย แต่เวลาไม่อำนวยแล้ว เธอรีบกินมื้อเช้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลากหลี่จวีซูออกจากบ้าน แวะไปตอกบัตรที่บริษัทก่อน แล้วค่อยไปส่งหลี่จวีซูที่เขตวงแหวนที่เจ็ด
"เฉียดฉิวไปเลยค่ะ เกือบจะสายไปแค่วินาทีเดียวเอง" หวังเวยเวยอารมณ์ดีมาก ใกล้จะสิ้นเดือนแล้ว ถ้ามาสายก็คงเสียดายนแย่ เงินรางวัลเบี้ยขยันตั้งห้าร้อยเหรียญทองแดงเชียวนะ
"พวกคุณเป็นเซลส์ไม่ใช่หรือ? ต้องออกไปพบลูกค้าข้างนอกทุกวัน แล้วการตอกบัตรมันจะมีประโยชน์อะไร?" หลี่จวีซูอดสงสัยไม่ได้
"เป็นกฎของบริษัทน่ะค่ะ ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ทุกบริษัทต่างก็ให้ความสำคัญกับการตอกบัตรเข้างานกันทั้งนั้นแหละค่ะ บริษัทที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ถือว่ายังดีนะคะ วันหนึ่งตอกแค่สองครั้งก็พอ ถ้าวันไหนปิดการขายได้ วันนั้นไม่ต้องตอกบัตรเลยก็ได้ แต่บางบริษัทนี่สิ วันหนึ่งต้องตอกบัตรตั้งสี่ครั้ง เข้างาน ออกงาน เข้างาน ออกงาน เซลส์แทบจะไม่มีเวลาไปคุยกับลูกค้าเลย อย่างลูกค้าที่อยู่ไกลๆ นี่ไปไม่ได้เลยนะคะ เพราะเวลาเดินทางไปกลับมันไม่พอ มีแต่จะสร้างความลำบากให้พนักงาน ไม่เห็นจะมีข้อดีตรงไหนเลย" หวังเวยเวยระบายความอัดอั้น
"มิน่าล่ะ เมื่อวานตอนบ่ายถึงไม่เห็นคุณบ่นว่าจะต้องกลับไปตอกบัตร" หลี่จวีซูถึงบางอ้อ
"ก็ต้องขอบคุณบุญบารมีของคุณนั่นแหละค่ะ!" หวังเวยเวยรู้สึกเขินเล็กน้อย
รถยนต์แล่นมาถึงเขตฉีเฉิง ซื่อหยี่ยนพาคนสองร้อยกว่าคนมากำลังขับไล่และทุบตีผู้พักอาศัยอยู่ที่นี่ ชาวบ้านในเขตฉีเฉิงต่างหวาดผวาไปตามๆ กัน แต่เนื่องจากยังไม่ถึงคิวของตึกที่หลี่จวีซูอยู่ บริเวณนี้จึงยังดูเงียบสงบอยู่
ทุกคนต่างคิดว่าเป็นเรื่องของการทวงหนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่าเบื้องหลังจะเกี่ยวข้องกับการรื้อถอนอาคาร ด้วยเหตุนี้ ปฏิบัติการขับไล่ของซื่อหยี่ยนจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยที่เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ไม่สามารถยื่นมือเข้าช่วยได้เลย
เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดา ต่อให้เป็นเพื่อนบ้านกัน ก็ใช่ว่าจะออกหน้าแทนกันได้ในเรื่องแบบนี้ เว้นเสียแต่ว่าเพื่อนบ้านจะช่วยใช้หนี้แทนให้ แต่ถ้าเพื่อนบ้านไม่มีเงิน การจะพูดจาห้ามปรามก็คงไม่มีน้ำหนักพอ
หลี่จวีซูพาซื่อกาน, จีกู่, สวี่ซู และเจี่ยงถิงสองพี่น้องออกไปจัดการที่พักอาศัยแห่งใหม่ในหมู่บ้านหงกวาจื่อที่เขาเพิ่งซื้อไว้ จากนั้นเขาจึงกลับมาที่เขตฉีเฉิงอีกครั้ง โดยให้หวังเวยเวยแยกตัวกลับไปก่อน เรื่องราวหลังจากนี้ไม่เหมาะที่จะให้เธอรับรู้
เจิงเสวียนเจินกับปี่เท่อเฉวี่ยนมารออยู่ก่อนแล้ว
"จัดการมัน!" หลี่จวีซูเอ่ยเพียงคำเดียว ลูกน้องของซื่อหยี่ยนก็ถึงคราวเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความมืดมิด พวกมันที่เก่งที่สุดก็เป็นเพียงแค่นักล่าระดับสอง ส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับนักล่าฝึกหัด การที่เจิงเสวียนเจินกับปี่เท่อเฉวี่ยนลงมือ มันคือการรังแกเด็กชัดๆ เพียงไม่ถึงห้านาที คนสองร้อยกว่าคนก็นอนระเนระนาดจมกองเลือดอยู่บนพื้น
ซื่อหยี่ยนคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มนี้ ด้วยระดับนักล่าขั้นสาม แต่กลับถูกเจิงเสวียนเจินหิ้วคอเสื้อราวกับหิ้วลูกไก่ แล้วโยนลงมาแทบเท้าหลี่จวีซู
"ฉันเป็นคนชอบใช้เหตุผลนะ แต่ถ้ามีใครไม่อยากพูดด้วยเหตุผลล่ะก็... ฉันก็พอจะรู้จักวิธีลงไม้ลงมืออยู่บ้างเหมือนกัน" หลี่จวีซูนั่งพิงพนักเก้าอี้ มือข้างหนึ่งควงไฟแช็กโลหะเล่นไปมา
"คนหนุนหลังฉันคือ 'บริษัทหยางจื่อเดเวลอปเมนต์ จำกัด' นะ" ซื่อหยี่ยนเริ่มเข้าใจคำเตือนของเตาปาแล้ว และเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเตาปาถึงอ้างว่าแผลยังไม่หาย ที่แท้มันก็กลัวนี่เอง
ตอนนี้เขาเองก็กลัวจนหัวหดเหมือนกัน จึงทำได้แค่ยกชื่อผู้มีอิทธิพลหนุนหลังขึ้นมาขู่
"รายชื่อที่ฉันให้เตาปาไป นายได้ดูหรือยัง?" หลี่จวีซูถามขึ้น ซื่อหยี่ยนลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ เจิงเสวียนเจินก็กระทืบเท้าซ้ายของมันจนนิ้วเท้าแบนแต๊ดแต๋ไปสามนิ้ว
"ดูแล้ว! ดูแล้วครับ!" ซื่อหยี่ยนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า
"ไม่ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังนายจะเป็นใคร ฝากไปบอกมันด้วยว่า ฉันไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน แต่ถ้ามันคิดว่าฉันเป็นหมูในอวยที่ยอมให้รังแกง่ายๆ ล่ะก็ ฉันจะทำให้มันได้รู้จักคำว่าเสียใจ" หลี่จวีซูกล่าวเสียงเรียบ
"ผมจะบอกให้ครับ จะบอกให้แน่นอน" ความแข็งกร้าวและความเหี้ยมเกรียมของซื่อหยี่ยนมลายหายไปจนสิ้น การวางมาดโหดเหี้ยมไม่ได้หมายความว่าเขาจะโง่ เขาพอจะรู้ว่าเวลาไหนควรแข็งและเวลาไหนควรโหด
"ให้โอกาสแค่สามครั้ง ครั้งนี้ถือเป็นครั้งสุดท้าย แต่ถ้าแกไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ จะเรียกพรรคพวกมาทวงความยุติธรรมคืนก็ตามสบาย ฉันพร้อมรับมือเสมอ" หลี่จวีซูกล่าว
"ไม่กล้าครับ ไม่กล้า ยอมแล้ว ผมยอมแล้วครับ" ซื่อหยี่ยนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหลี่จวีซู
"ไสหัวไปซะ!" หลี่จวีซูตวาด ซื่อหยี่ยนราวกับได้รับนิรโทษกรรม มันรีบตะเกียกตะกายหนีออกจากเขตฉีเฉิงไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองลูกน้องที่ยังนอนโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้นเลยแม้แต่น้อย
หลี่จวีซูคิดว่าการทำแบบนี้จะสามารถข่มขวัญ 'บริษัทหยางจื่อเดเวลอปเมนต์ จำกัด' ได้ แต่เขาประเมินความโลภและความโหดเหี้ยมของพวกนายทุนต่ำไป หลังจากซื่อหยี่ยนจากไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง น้ำ ไฟ และแก๊สหุงต้มในเขตฉีเฉิงก็ถูกตัดทั้งหมด พอโทรไปสอบถามก็ได้รับคำตอบว่า มีการก่อสร้างแล้วรถแบคโฮเผลอไปขุดโดนท่อส่งน้ำและสายไฟเข้า ตอนนี้กำลังเร่งซ่อมแซมอยู่
ชาวบ้านในเขตฉีเฉิงอาจจะเชื่อคำแก้ตัวนั้น แต่หลี่จวีซูรู้ดีว่ามันไม่มีทางบังเอิญขนาดนี้ เขาถอนหายใจยาวๆ เดิมทีเขาอยากจะให้เรื่องมันจบๆ ไป แต่ใครจะไปคิดว่า 'บริษัทหยางจื่อเดเวลอปเมนต์ จำกัด' จะละโมบโลภมากขนาดนี้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไป หลี่จวีซูต่อสายหาถานจิ้งหรูทันที
"เริ่มแผนการได้เลย!"
ช่วงบ่าย บล็อกเกอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังกว่ายี่สิบคน ซึ่งแต่ละคนมีผู้ติดตามหลักแสนถึงห้าแสนคน ได้มารวมตัวกันไลฟ์สดที่เขตฉีเฉิง ปกติแล้วภาพบรรยากาศของหมู่บ้านเก่าซอมซ่อคงไม่มีใครสนใจจะดู แต่เมื่อมีการเปิดเผยข่าวเรื่องการเวนคืนที่ดิน ข่าวก็แพร่กระจายไปในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว
เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ผู้คนกว่าครึ่งในเขตวงแหวนที่เจ็ดก็รู้ข่าวเรื่องการรื้อถอนเขตฉีเฉิง จากนั้นก็มีข้อมูลหลุดออกมาอีกว่า บริษัทที่รับเหมางานรื้อถอนในครั้งนี้คือ 'บริษัทหยางจื่อเดเวลอปเมนต์ จำกัด' และตอนนี้เขตฉีเฉิงก็ถูกตัดน้ำตัดไฟตัดแก๊ส แถมยังมีชาวบ้านหลายคนถูกทำร้ายจนต้องเข้าโรงพยาบาล... เมื่อนำจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นมาปะติดปะต่อกัน 'บริษัทหยางจื่อเดเวลอปเมนต์ จำกัด' ก็ตกเป็นเป้าโจมตีของสังคมออนไลน์ทันที
เหล่าบล็อกเกอร์นำเสนอเพียงแค่ข้อเท็จจริง เอกสารแจ้งการรื้อถอนที่ดินเป็นเอกสารตราแดงของทางการซึ่งปลอมแปลงไม่ได้ การโดนตัดน้ำตัดไฟก็เป็นเรื่องจริง คนเจ็บในโรงพยาบาลก็เป็นเรื่องจริง พวกบล็อกเกอร์ฉลาดพอที่จะไม่ด่วนสรุป แต่ก็ทิ้งปมให้ผู้คนได้คิดจินตนาการไปต่างๆ นานา และข้อสันนิษฐานที่ชัดเจนที่สุดและแทบจะกลายเป็นความจริงไปแล้วก็คือ พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในการเวนคืนที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเกลียดชังมากที่สุด
สื่อมวลชนและบรรดาคนดังในโลกออนไลน์จำนวนมากแห่กันมาทำข่าวที่เขตฉีเฉิง
"คุณรู้เรื่องประกาศเวนคืนที่ดินหรือเปล่าครับ? แล้วคุณได้เงินชดเชยไปเท่าไหร่?"
"อะไรนะ? คุณไม่รู้เรื่องเลยหรือ? เพิ่งจะมารู้ข่าวเอาวันนี้เอง เป็นไปได้ยังไง?"
"บ้านคุณถูกขายทอดตลาดไปในราคาสามแสนงั้นหรือ? เป็นไปได้ยังไง ทางเขตให้เงินชดเชยตั้งสามล้านเชียวนะ ทำไมคุณถึงยอมทำแบบนี้ล่ะ?"
...
เมื่อการสัมภาษณ์เจาะลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพรวมของเหตุการณ์ก็เริ่มชัดเจนขึ้น พวกสื่อมวลชนไม่ได้โง่ เพียงไม่นานพวกเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านได้ ปลายหอกพุ่งเป้าไปที่ 'บริษัทหยางจื่อเดเวลอปเมนต์ จำกัด' โดยตรง และยังมีกระแสสังคมอีกส่วนหนึ่งที่เล็งเป้าไปที่สำนักงานเขต โดยตั้งคำถามว่า บริษัทที่มีพฤติกรรมเลวทรามในการเวนคืนที่ดินอย่าง 'บริษัทหยางจื่อเดเวลอปเมนต์ จำกัด' ชนะการประมูลมาได้อย่างไร มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า? ทางเขตไม่ได้ส่งคนมาตรวจสอบดูแลการทำงานอันป่าเถื่อนของ 'บริษัทหยางจื่อเดเวลอปเมนต์ จำกัด' บ้างเลยหรือ?
(จบแล้ว)