- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- ฟรี บทที่ 600 ระบุพิกัดดาราสวรรค์ รวบรวมสี่ป้ายคำสั่งบรรพบุรุษ (ครึ่งหลัง)
ฟรี บทที่ 600 ระบุพิกัดดาราสวรรค์ รวบรวมสี่ป้ายคำสั่งบรรพบุรุษ (ครึ่งหลัง)
ฟรี บทที่ 600 ระบุพิกัดดาราสวรรค์ รวบรวมสี่ป้ายคำสั่งบรรพบุรุษ (ครึ่งหลัง)
บทที่ 600 ระบุพิกัดดาราสวรรค์ รวบรวมสี่ป้ายคำสั่งบรรพบุรุษ (ครึ่งหลัง)
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พื้นที่ที่กลายเป็นนรกขุมเลือดเนื้อสีดำสนิทขยายตัวขึ้นอย่างฉับพลัน มันพองโตขึ้นเรื่อยๆ ราวกับลูกโป่ง จนกระทั่งเกิดการระเบิดของเลือดเนื้อ ศีรษะขนาดยักษ์ของมารแท้จริงแห่งชีวิตก็มุดโผล่ออกมาจากด้านใน ซึ่งนี่ไม่ใช่รูปลักษณ์มนุษย์ที่มันใช้ปลอมตัว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่เป็นร่างจำแลงเผ่ามารที่แท้จริงของมารโบราณ บนศีรษะมีเขามารเรียงจากเล็กไปใหญ่รวมสิบสองคู่ ครึ่งหนึ่งพันเกี่ยวกันจนมีลักษณะคล้ายมงกุฎ ส่วนที่เหลือเติบโตชี้ขึ้นไปด้านบนราวกับท่อประปา ก่อนจะโค้งงอไปตามรูปศีรษะแล้วพุ่งทะยานชี้ฟ้า ทำให้มันดูเหมือนทรงผมเสยเรียบแปล้ไปด้านหลัง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อประกอบกับสีผิวสีแดงชาดสลับดำสนิท หากประเมินตามมาตรฐานความงามของเผ่ามนุษย์ล่ะก็ ถือว่าอัปลักษณ์จนทนดูไม่ได้ ศีรษะขนาดยักษ์จ้องมองหมิงเฟิงด้วยสายตาเย็นชา มุมปากของมันแสยะยิ้มเย้ยหยัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เห็นได้ชัดเลยว่า ต่อให้เป็นสมบัติวิญญาณทะลวงสวรรค์ก็ไม่อาจสะกดข่มมันได้อย่างเบ็ดเสร็จ นี่ไม่ได้หมายความว่าของวิเศษไม่ดี แต่เป็นเพราะคุณชายหมิงอ่อนหัดเกินไป ยากที่จะดึงพลังที่แท้จริงของสมบัติวิญญาณทะลวงสวรรค์ออกมาได้ ช่องว่างความห่างชั้นนี้ ตัวเขาเองก็น่าจะรู้ดีอยู่เต็มอก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่เขาก็ยังอดแสดงสีหน้าตกตะลึงระคนสงสัยออกมาไม่ได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"เป็นไปได้ยังไง... ต่อให้ข้าจะไม่สามารถดึงพลังของมงกุฎเก้าปรโลกออกมาได้ทั้งหมด แต่มารโบราณ [ชีพ] ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์สักหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น มันยังถูกนักพรตคงคงสะกดข่มมาตั้งนาน ตามทฤษฎีแล้ว พลังของมันน่าจะถูกบั่นทอนไปเยอะแล้วสิ"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความคิดอันซับซ้อนนี้ ในความเป็นจริงผ่านไปเพียงแค่ชั่วพริบตา ในเสี้ยววินาทีที่ทั้งสองสบตากัน นักพรตคงคงก็เข้าใจถึงความสงสัยของอีกฝ่ายในทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพียงแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งคุยเล่น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มารโบราณ [ชีพ] ใช้วิชาจักจั่นลอกคราบ ยอมสละพลังส่วนใหญ่ทิ้งไป เหลือเพียงแค่ศีรษะที่หนีรอดออกมาได้ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องจับตัวมันกลับมาให้ได้!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"คุณชายโยวสิบ มารแท้จริงแห่งชีวิตเคยดูดซับพลังของมารโลหิตไปบางส่วน มันไม่เหมือนกับมารโบราณที่คลายผนึกได้ตามปกติหรอกนะ พวกเราลงมือพร้อมกันเถอะ"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀กล่าวจบ ร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงสีม่วง ทะลวงฝ่าความว่างเปล่าไล่ตามไปทันที
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หมิงเฟิง "......เจ้า!"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀คำด่าทอหยาบคายสารพัดถูกกลืนลงคอไปหมด เพราะคู่กรณีดันไม่อยู่ตรงนี้แล้ว ด่าไปก็ไร้ความหมาย ทำเอาเขาอึดอัดขัดใจสุดๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง คุณชายหมิงผู้นี้ก็ตัดสินใจบินไล่ตามไปตามข้อตกลงที่คุยกันไว้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀………
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀โลกคุกน้ำแข็ง ริมขอบชั้นความโกลาหล
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ร่างสูงโปร่งของหวังอี้ยืนตระหง่านอยู่ริมขอบความโกลาหล ต่อให้จะผ่านไปหลายสิบปีแล้ว แต่กลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ที่นี่ยังคงเข้มข้น โดยเฉพาะกลิ่นอายในส่วนที่เกี่ยวกับมารหลอมฟ้า เขายิ่งคุ้นเคยเป็นอย่างดี
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ตามความทรงจำในสายเลือดหงส์น้ำแข็ง โลกที่มีขอบเขตเชื่อมต่อกับชั้นความโกลาหล หมายความว่ามันยังคงขยายตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง ศักยภาพของโลกใบนี้ยังไม่ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀กระแสพลังความโกลาหลอันไร้ที่สิ้นสุดเหล่านั้น คือพลังงานชนิดหนึ่งที่เทียบเคียงได้กับพลังแห่งโลก หรืออาจจะแอบเหนือกว่าอยู่ก้าวหนึ่งด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับพลังแห่งโลกที่สรรค์สร้างสรรพสิ่ง หนึ่งปฐมบทให้กำเนิดหมื่นนิมิตแล้ว ความโกลาหลก็คือพลังแห่งการเบิกนภาแหวกปฐพีชนิดหนึ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เคยมีคนสงสัยว่า หากพลังมิติถูกพัฒนาไปจนถึงขีดสุด อาจจะก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นมาได้ แต่ก็ยังขาดพลังงานระดับรองอื่นๆ ไป หวังอี้กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ไม่นานเขาก็มองเห็นร่องรอยของป้ายคำสั่งบรรพบุรุษวายุในชั้นความโกลาหลระดับตื้น ของสิ่งนี้ทนทานเสียจนสามารถทนรับการกัดกร่อนจากความโกลาหลได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าบรรพบุรุษฮวงจุ้ยปฐพีใช้วัสดุอะไรมาหลอมสร้างมันขึ้นมา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาประสานมุทราวิชาฮวงจุ้ย พลังดึงดูดไร้รูปลักษณ์ขุมหนึ่งก็แผ่ซ่านออกไป ชักนำให้ป้ายคำสั่งบรรพบุรุษวายุลอยกลับมา และเสียบเข้าที่มุมหนึ่งของเข็มทิศฮวงจุ้ยของหวังอี้อย่างราบรื่น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อเป็นเช่นนี้ ป้ายคำสั่งทั้งสี่ ปฐพี วารี อัคคี วายุ เขาก็รวบรวมมาได้ถึงสามชิ้นแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เป้าหมายแรกสำเร็จลุล่วง หวังอี้พลิกฝ่ามือ ของวิเศษรูปทรงเรือที่ถูกห่อหุ้มด้วยฟองอากาศมิติก็ลอยขึ้นมาบนฝ่ามือของเขา มันคือเรือวิเศษข้ามภพที่พังยับเยินจวนจะแหลกสลายอยู่รอมร่อ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ก่อนจะออกจากคัมภีร์เต๋าห้วงมิติ อะไรที่หยิบฉวยมาได้เขาก็จัดการรวบมาจนหมดเกลี้ยง เคล็ดวิชาลับมิตินับหมื่นชนิดบนศิลาฟ้าห้วงมิติ เขาอาศัยสิทธิ์ของกุญแจลับจดจำพวกมันมาได้ทั้งหมด ซึ่งในนั้นย่อมต้องมีเคล็ดวิชาลับที่ช่วยรักษาสภาพของเรือเทพลำนี้ให้คงที่อยู่ด้วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀วิชานี้มีชื่อว่า [วิชาลับอำพัน] สามารถรักษาสถานะของสิ่งของ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตให้คงที่ได้ หากนำไปใช้ในวิถีการแพทย์ ก็เรียกได้ว่าสามารถดึงวิญญาณกลับมาจากยมโลกได้เลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀น่าเสียดายที่เป้าหมายจะต้องไม่ขัดขืนต่อต้านใดๆ ทั้งสิ้น ถึงจะใช้วิชาสำเร็จ จึงยังไม่สามารถนำมาใช้ในการต่อสู้ได้ชั่วคราว ทว่าวิชาขั้นสูงของวิชานี้อย่าง [มุทรากำหนดมิติ] สามารถนำไปใช้ในการต่อสู้ได้ แต่ก็ดันมีข้อจำกัดเรื่องระดับความเข้าใจในวิถีแห่งมิติ ซึ่งตอนนี้เขายังไปไม่ถึงขั้นนั้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อย่างที่บอกไป โลกที่มีขอบเขตเชื่อมต่อกับชั้นความโกลาหลนั้นหาได้ยากยิ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀โลกคุกน้ำแข็งถือว่าค่อนข้างพิเศษ เนื่องจากกฎเกณฑ์ของเซียน ทำให้ระดับพลังงานของโลกใบนี้หยุดชะงักไปตั้งแต่เนิ่นๆ ซ้ำยังเคยถูกบีบอัดมาแล้วด้วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ส่งผลให้ความโกลาหลถูกกฎเกณฑ์ผูกมัดเอาไว้ ยากที่จะเบิกมิติเพื่อขยายขนาดของโลกต่อไปได้อีก จึงถูกแช่แข็งอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาไปตลอดกาล นี่ก็ทำให้กระแสพลังความโกลาหลหายากเหล่านี้ กลายเป็นสุดยอดสมบัติที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่ยังคงเป็นวิธีการซ่อมแซมที่เรียนรู้มาจากศิลาฟ้าห้วงมิติ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มีชื่อว่า [วิชาความโกลาหลอุดฟ้า] มันมีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมศัสตราวุธที่ดีเยี่ยม หากฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แม้แต่โลกที่แตกสลายก็ยังซ่อมแซมได้ จัดว่าเป็นวิชาชั้นยอดในบรรดามรดกสืบทอดมากมายที่ถูกบันทึกไว้ในศิลาฟ้าห้วงมิติเลยทีเดียว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวก็คือความต้องการพลังปราณความโกลาหล
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ต้องยอมรับเลยว่า ศิลาฟ้าห้วงมิติเพียงแผ่นเดียวนี้ ช่วยเพิ่มพูนรากฐานของหวังอี้ได้อย่างมหาศาล ทำให้เขามีลูกเล่นแพรวพราวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ มากพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบ สมกับที่เป็นมรดกสืบทอดของซ่านเหรินเก้าทัณฑ์จริงๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้เพิ่งจะฝึกวิชาลับนี้จนบรรลุขั้นพื้นฐานเท่านั้น ไม่ได้เลือกที่จะทำความเข้าใจและฝึกฝนอย่างลึกซึ้ง การนำมาซ่อมแซมเรือวิเศษข้ามภพก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ท้ายที่สุดแล้วข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดของวิชานี้ก็คือวัสดุอย่างพลังปราณความโกลาหลนั่นเอง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"วิชาความโกลาหลอุดฟ้า... จงมา!"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นตวัดดึง ภายใต้การชักนำของวิชาลับ จู่ๆ ในชั้นความโกลาหลก็มีกระแสปราณสายหนึ่งแยกตัวออกมา และค่อยๆ ไหลรินเข้าไปในเรือวิเศษข้ามภพ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀รอยแตกร้าวที่แทบจะปกคลุมไปทั่วทั้งลำเรือ ในที่สุดก็เริ่มสมานตัว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้มองดูความคืบหน้า พลางประเมินระยะเวลาที่ต้องใช้คร่าวๆ ในใจ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"การซ่อมแซมเบื้องต้นจนถึงขั้นที่สามารถนำมาใช้งานได้ น่าจะใช้เวลาแค่ราวๆ สิบวัน แต่หากคิดจะฟื้นฟูรอยร้าวบนกระดูกงูให้สมบูรณ์ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี ประสิทธิภาพของวิชาความโกลาหลอุดฟ้าในขั้นพื้นฐานนี่มันต่ำเกินไปจริงๆ"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความคิดแล่นพล่านอยู่ในหัว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แม้จะแอบเสียดายพลังปราณความโกลาหลของที่นี่อยู่บ้าง แต่เวลาของหวังอี้นั้นกระชั้นชิด เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเสียเวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อซ่อมแซมมันให้สมบูรณ์ ส่วนพลังปราณความโกลาหล เขาก็ไม่มีวิธีการจัดเก็บมัน จึงไม่สามารถเอามันติดตัวไปได้เลยแม้แต่น้อย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความกดดันที่นักพรตคงคงมอบให้นั้น ถือว่ามหาศาลมากทีเดียว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ไม่นานหวังอี้ก็ตัดสินใจได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ซ่อมแซมเบื้องต้นเสร็จเมื่อไหร่ก็ไปทันที จากนั้นก็ไปตามหาป้ายคำสั่งบรรพบุรุษอัคคีชิ้นสุดท้าย พอได้มาแล้วก็ใช้วิชาเนตรคืนจันทร์ขึ้นไปบนดวงจันทร์โดยตรง ปิดด่านบำเพ็ญเพียรคัมภีร์วิเศษไท่หยินหลอมรูปลักษณ์ เพื่อเร่งควบแน่นลวดลายเทพไท่หยินเส้นแรกออกมาให้เร็วที่สุด"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์มีประโยชน์อย่างมากต่อการบำเพ็ญเพียรมรดกสืบทอดเทพดาราของเขา มันคือสถานที่ปิดด่านที่ยอดเยี่ยมที่สุด หลังจากนั้นก็ต้องหาวิธีล่อเอาภัยแฝงที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายออกมา... มารโบราณ [ชีพ]!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นับตั้งแต่พบว่ามารแท้จริงแห่งชีวิตถูกนักพรตคงคงกดทับอยู่ใต้ร่าง ความคิดที่จะไปเผชิญหน้ากันตรงๆ ย่อมต้องพับเก็บไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้นเขาจึงต้องหาวิธีล่อ 'ผู้แฝงตัว' ในร่างกายออกมา การพาเจ้านี่ข้ามโลกไปด้วย เขาแอบระแวงว่าเซียนที่อยู่เบื้องหลังคุกมารแห่งนี้จะซัดเขาให้ร่วงลงมาตรงๆ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากมีแค่มดปลวกอย่างเขาเพียงคนเดียวที่หนีข้ามโลกไป วิชากำแพงหลิวหลีอวี้ซวีที่เพิ่งบรรลุเข้าสู่ขั้นพื้นฐาน ก็อาจจะช่วยให้รอดหูรอดตาไปได้ แต่ถ้าพาเสี้ยวหนึ่งของมารโบราณไปด้วย... ความยากลำบากก็คงไม่ต่างอะไรกับการปีนขึ้นสวรรค์เลย!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ต้องจัดการทุกอย่างให้สะอาดหมดจด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์ที่จะตามมาย่อมไม่ใช่สิ่งที่เขาจะแบกรับไหวอย่างแน่นอน ส่วนหน้าที่หลักของเรือวิเศษข้ามภพ เดิมทีก็คือการใช้เดินทางทะลวงผ่านมิติในทะเลจักรวาล สามารถทะลวงผ่านกำแพงกั้นของโลกต่างๆ ได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀คุณสมบัติการใช้งานของมันค่อนข้างซ้อนทับกับเนตรทมิฬไท่หยิน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สำหรับเขาในตอนนี้ มันไม่ใช่สิ่งของจำเป็นอีกต่อไป บางทีในอนาคตอาจจะได้ใช้ประโยชน์ แต่ตอนนี้... แค่ซ่อมแซมเบื้องต้นเก็บไว้เป็นทางหนีทีไล่เส้นที่สอง ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หลังจากเรียบเรียงแผนการสำหรับช่วงเวลาต่อจากนี้เรียบร้อยแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ก็รวบรวมสมาธิ เผาผลาญพลังมารอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งการทำงานของวิชาความโกลาหลอุดฟ้า
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เช่นนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สิบวันให้หลัง รอยร้าวบนพื้นผิวของเรือเทพก็สมานตัวจนหมดสิ้น เหลือเพียงกระดูกงูภายในที่ยังมีรอยร้าวอยู่อีกไม่น้อย แต่ประกายแสงวิเศษก็กลับมาสมบูรณ์แล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้รั้งอยู่ต่ออีกสามวัน เพื่อใช้พลังปราณความโกลาหลเติมเต็มพลังงานให้กับมัน จากนั้นจึงฉีกมิติกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง และใช้วิชาระบุพิกัดดาราสวรรค์ เพื่อระบุเป้าหมายป้ายคำสั่งบรรพบุรุษชิ้นสุดท้ายต่อไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ทิศทางนี้มัน... ภูเขาเทพวิหคเพลิง!"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในฐานะที่เป็นแหล่งผลิตทรัพยากรที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในดินแดนมารฉื่อเหวียน หวังอี้เคยเดินทางผ่านมันมาหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับไม่เคยเข้าไปข้างในเลยสักครั้ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ระหว่างที่กำลังขบคิด ร่างของเขาก็ได้กลายสภาพเป็นรูปแบบหงส์น้ำแข็งเรียบร้อยแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาพุ่งทะยานพาดผ่านท้องฟ้าดุจลูกศรที่หลุดจากแล่ง ทุกครั้งที่บินไปได้ระยะหนึ่งก็จะหายวับไปอย่างกะทันหัน และไปโผล่อีกทีจากมิติที่อยู่ห่างออกไปนับร้อยลี้ เผ่าหงส์นั้นเชี่ยวชาญในวิถีแห่งมิติ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ลวดลายหงส์ก็ยิ่งแฝงไว้ด้วยความเร้นลับของมหาเต๋าแห่งมิติ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ความสามารถในการข้ามมิติเช่นนี้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาพร้อมกับสายเลือด วิชาลับเร้นมิติบางอย่างเขาก็สามารถเรียนรู้ได้ แต่หากไม่ผ่านการดัดแปลง ก็มีเพียงรูปแบบหงส์น้ำแข็งเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ซึ่งถือว่ามีข้อจำกัดค่อนข้างมาก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ดังนั้นมันจึงถูกจัดให้อยู่รั้งท้ายในตารางแผนการฝึกบำเพ็ญเพียร กะคร่าวๆ ว่าคงยากที่จะหาเวลามาฝึกมันได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในขณะที่หวังอี้กำลังเร่งรุดจัดการงานในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาเทพวิหคเพลิง ทุ่งน้ำแข็งไร้สิ้นสุด ร่างสามร่างที่กำลังไล่ล่าหนีตายกันอยู่นั้น ได้พุ่งทะยานเข้าสู่ดินแดนน้ำแข็งนิรันดร์แห่งนี้ มารแท้จริงแห่งชีวิตกลับคืนสู่รูปลักษณ์ของชายหนุ่มชุดผ้าป่าน มันแผดเผาพลังชีวิตอย่างบ้าคลั่ง ทิ้งเงาเลือดลากเป็นทางยาว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จนทำให้ยอดฝีมือระดับบรรลุเต๋าทั้งสองคนด้านหลังไล่ตามไม่ทัน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มันเคยกลืนกินร่างเปลือกของมารโลหิตมาก่อน แม้จะยังไม่สามารถผสานรวมกันได้อย่างสมบูรณ์ และภายหลังก็ถูกนักพรตคงคงฉีกกระชากออกมาเพื่อสะกดผนึกอีกครั้ง แต่ในฐานะที่เป็นเพียงจิตสำนึกใหม่ มันไม่ได้มีความหยิ่งยโสและศักดิ์ศรีเหมือนร่างต้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ประกอบกับความทรงจำที่ขาดหายไป ทำให้มันสูญเสียวิธีการในการนำพลังทั่วร่างมาใช้ไปหลายอย่าง มันจึงได้ลอบขโมยวิชาลับวิถีโลหิตมาจากร่างเปลือกของมารโลหิตไม่น้อย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มันค้นพบว่าเมื่อนำวิชาสองแขนงนี้มาจับคู่ใช้ร่วมกัน มันช่างมีประโยชน์สุดๆ ไปเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀วิชาลับในวิถีโลหิตที่มีผลข้างเคียงมหาศาล อย่างการแผดเผาโลหิตบริสุทธิ์ เพื่อการเบิกพลังชีวิตล่วงหน้า มันสามารถนำมาใช้อย่างบ้าบิ่นไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ ก็ช่วยไม่ได้นี่นา... สิ่งที่มันมีเยอะที่สุดก็คือพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุดนี่แหละ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เรียกได้ว่าต่อให้เผาผลาญตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือจะเผาไปอีกร้อยปีพันปี ก็ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบล้านของรากฐานจากร่างต้นเลยด้วยซ้ำ หากต้องการจะเติมเต็มพลังให้กลับมาก็ยิ่งง่ายดาย แค่หายใจไม่กี่เฮือกมันก็ฟื้นฟูเองตามธรรมชาติแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพียงแต่การระเบิดพลังของวิชาลับวิถีโลหิตนั้นก็ยังมีขีดจำกัดอยู่
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀อย่างมากก็แค่ช่วยให้มันครอบครองพลังการต่อสู้ที่ทัดเทียมกับระดับหลอมสุญญตาขั้นปลายได้ ซึ่งก็ยังไม่ใช่คู่มือของผู้บำเพ็ญเพียรระดับบรรลุเต๋าทั้งสองคนอยู่ดี นอกเสียจากว่ามันจะสามารถใช้กฎเกณฑ์ของมารโบราณเข้าแทรกซึมอีกฝ่ายได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในศึกผนึกมารที่ผ่านๆ มาก็มักจะใช้แผนการเช่นนี้มาโดยตลอด
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀การเผาผลาญต้นกำเนิด บีบบังคับให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับบรรลุเต๋าของเผ่ามนุษย์จำต้องหลอมสกัดพลังของภูตวิญญาณแห่งฟ้าดิน เพื่อฝืนผนึกมารโบราณเอาไว้ จากนั้นก็จะต้องตายอย่างอนาถเพราะถูกมรรคาแห่งสวรรค์ตีกลับ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แต่ครั้งนี้ มันกลับเลือกที่จะไปตามหาผู้ช่วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"มารโบราณ [เหมันต์] ข้ามาแล้ว!"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀………
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ภูเขาเทพวิหคเพลิง รังแห่งวิหคหมื่นปักษา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀สัตว์อสูรในที่แห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของวิญญาณแท้จริงอย่างวิหคเพลิงมาก่อน ก่อนที่ราชวงศ์เซียนยุคโบราณกาลจะถูกก่อตั้งขึ้น วิหคเพลิงก็เห็นว่าโลกคุกน้ำแข็งไม่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรมหาเต๋าแห่งเปลวเพลิง จึงได้จากไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ในช่วงหลายแสนปีหลังจากนั้น เคยมีเผ่าอสูรประเภทสัตว์ปีกนับร้อยชนิดเข้ามาพิชิตภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกนี้ ทว่าน่าเสียดายที่สุดท้ายก็ต้องเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จนกระทั่งในยุคโบราณ แก่นปฐพีของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ได้ปะทุลาวาที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างออกมา เผาผลาญพื้นที่แถบนี้จนราบเป็นหน้ากลอง และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นนรกแห่งความร้อนระอุ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เหลือเพียงพวกสัตว์อสูรที่ฝึกฝนวิถีอสูรโบราณเท่านั้นที่พอจะเอาชีวิตรอดมาได้บ้าง ท่ามกลางความพินาศย่อยยับนั้น ยังก่อให้เกิดสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมในการมาล่าสมบัติของดินแดนมารฉื่อเหวียน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เส้นทางของปฐมอสูรโบราณนั้น คือเส้นทางแห่งบรรพกาลที่เผ่าอสูรใช้เพื่อหล่อหลอมกายเนื้อและทำให้สายเลือดบริสุทธิ์อย่างไม่หยุดยั้ง ยากที่จะถือกำเนิดสติปัญญาขึ้นมาได้ จิตสำนึกของพวกมันทั้งดิบเถื่อนและกระหายเลือดอย่างที่สุด อาศัยเพียงสัญชาตญาณในการลงมือเท่านั้น
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀กายเนื้อก็จะขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ความแข็งแกร่งของร่างกายยังเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาในระดับเดียวกันเสียอีก ดังนั้นจึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า สัตว์เดรัจฉาน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หากเจ้าพวกนี้เกิดมีสติปัญญาขึ้นมาเมื่อไหร่ พลังฝีมือของพวกมันก็จะน่ากลัวถึงขีดสุดเลยล่ะ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ภูเขาเทพวิหคเพลิงมีปฐมอสูรโบราณที่สามารถเคี้ยวเหล็กและดื่มกินลาวาหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด จำนวนของพวกมันหายากยิ่งนัก การเดินทางในครั้งนี้ของหวังอี้ นอกจากจะมาตามหาป้ายคำสั่งบรรพบุรุษอัคคีแล้ว ก็ยังสามารถถือโอกาสจับปฐมอสูรโบราณบางส่วนไปเป็นเครื่องสังเวยโลหิตให้กับอาวุธวิเศษประจำตัวได้อีกด้วย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ครึ่งเดือนต่อมา
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้ก็เดินทางมาถึงภูเขาเทพวิหคเพลิงได้อย่างราบรื่น เมื่อเทียบกับภาพลำแสงปราณที่เคยสว่างไสวเต็มท้องฟ้าในอดีต ตอนนี้กลับหลงเหลือเพียงความตายอันเงียบงัน ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ในโลกคุกน้ำแข็งล้วนคืนสู่ผืนฟ้าและผืนดินไปจนหมดแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นอกจากพวกที่เข่นฆ่ากันเองจนตายในกลียุคแล้ว ส่วนที่เหลือล้วนตกตายด้วยน้ำมือของนักพรตคงคง สามารถพูดได้เลยว่า โลกคุกน้ำแข็ง นอกเหนือจากมนุษย์ธรรมดาเพียงหยิบมือแล้ว ก็ได้เข้าสู่ยุคที่วิถีแห่งเต๋าล่มสลายอย่างสมบูรณ์
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรลดดิ่งฮวบฮาบ การสืบทอดมรดกวิชาเริ่มกลายเป็นปัญหา ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะฟื้นฟูกลับมาได้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ช่างเหมือนกับมดปลวกจริงๆ ที่ถูกผู้แข็งแกร่งเข่นฆ่าสังหารได้ตามอำเภอใจ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เพื่ออนาคตของสายเวทมิติ พวกเขาจึงจำต้องไปตาย การกระทำของนักพรตคงคงในครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็คือสิ่งที่พัศดีราชันย์วิญญาณรุ่นก่อนๆ มักจะทำเป็นประจำ เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรในท้องถิ่นพัฒนาไปจนถึงขีดจำกัดระดับหนึ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ทั้งนี้ก็เพื่อความมั่นคงของคุกมาร คนที่ต้องการจะสลัดหลุดจากกรงขังไม่ได้มีเพียงหวังอี้ในยุคนี้เท่านั้น แต่เป็นเพราะเคล็ดวิชาในการบำเพ็ญเพียรถูกบันทึกเอาไว้บนศิลาจารึกสีดำอมตะ จึงไม่สามารถตัดขาดได้อย่างสมบูรณ์ ทำได้เพียงเว้นระยะไปสักพักแล้วก็มาเก็บเกี่ยวชีวิตสักครั้งหนึ่ง เพื่อรักษาสถานภาพความมั่นคงของคุกมารเอาไว้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀การกระทำอันเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สรรพชีวิตเช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารอย่างหวังอี้ก็ยังรู้สึกรังเกียจ ถึงขั้นกล้าหน้าหนาไปยืนชี้หน้าด่าบนจุดสูงสุดทางศีลธรรมเสียด้วยซ้ำ ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าอีกฝ่ายมันไร้ซึ่งมโนธรรมขนาดไหน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀กลับมาสู่ประเด็นหลัก
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เมื่อเดินทางมาถึงภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ดวงตาของหวังอี้ก็เปล่งประกายแสงสีทองยาวสามฉื่อออกมา มันก็คือวิชาเนตรทองคำมองปราณนั่นเอง เมื่อแรกเริ่มที่เหยียบย่างลงมาบนดินแดนที่ถูกแผดเผาแห่งนี้ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พอตอนนี้มาลองดูให้ดี ก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย!
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ฝีมือของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยปฐพีนี่เอง"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เบื้องล่างภูเขาเทพวิหคเพลิง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀คือทะเลลาวาสีทองแดงสุดลูกหูลูกตา ทั้งยังมีร่องรอยของรูปแบบฮวงจุ้ยพิสดารหลงเหลืออยู่อย่างชัดเจน ถ้าเช่นนั้น การปะทุของภูเขาไฟในยุคโบราณกาลครั้งนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นผลพวงมาจากการพังทลายของรูปแบบฮวงจุ้ยพิสดาร
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"มิน่าล่ะ ป้ายคำสั่งบรรพบุรุษอัคคีถึงได้มาตกอยู่ที่นี่ ดูเหมือนว่าป้ายคำสั่งบรรพบุรุษชิ้นนี้ ก็คือแก่นแท้ในการรักษารูปแบบฮวงจุ้ยพิสดารให้สามารถทำงานได้ตามปกติ การที่มันจะระเบิดอานุภาพระดับนี้ออกมาได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ควรจะเป็นแหละนะ"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ข้อสันนิษฐานมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้มุดลงไปยังใต้ดินจากยอดเขาโดยตรง ที่แห่งนี้เคยเป็นถึงรังของวิหคเพลิงมาก่อน ย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀จากสัมผัสเทวะของเขา ในทะเลลาวาสีทองแดงแห่งนี้มีปฐมอสูรโบราณระดับสี่อาศัยอยู่ไม่น้อย รูปร่างหน้าตาคล้ายกับปลาแองเกลอร์ หนึ่งในนั้นมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งทะลวงไปถึงระดับห้าขั้นต้นเรียบร้อยแล้ว
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"ถ้าเอามาทำเป็นเครื่องสังเวยโลหิตให้กับเตาหลอมบงกชโลหิตสามสิบหกชั้น ก็ถือว่าพอถูไถไปได้ล่ะนะ"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀นี่เป็นเพียงหนึ่งในผลพลอยได้เท่านั้น ยังมี...
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀"เพลิงแก่นปฐพีหลอมละลายงั้นหรือ?"
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀มาจนถึงวันนี้ วิญญาณแรกกำเนิดที่แข็งแกร่งอยู่แล้วของหวังอี้ เมื่อประกอบกับการรับรู้ของสัมผัสเทวะที่ละเอียดอ่อนถึงขีดสุด ไม่นานก็ค้นพบสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินจำนวนมหาศาล รวมไปถึงเปลวเพลิงวิญญาณแห่งฟ้าดินชนิดพิเศษที่ฟูมฟักขึ้นมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀แม้จะบอกว่าเป็นเพียงระดับสาม ทว่าปริมาณของมันก็มากพอที่จะเติมเต็มพื้นที่บรรจุเพลิงของเตาหลอมบงกชโลหิตไปได้กว่าครึ่ง ตอนนี้ยังไม่ได้ใช้ คงต้องรอให้เพลิงไท่หยินในอาวุธวิเศษประจำตัวถูกดูดกลืนจนหมดเสียก่อน
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀พอดีเลย จะได้ถือโอกาสหาเวลาว่างมาหล่อเลี้ยงพวกมันไปสักระยะหนึ่ง
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เขาหยิบน้ำเต้าบรรจุเพลิงออกมาหนึ่งใบ ขณะที่กำลังเก็บกู้เพลิงแก่นปฐพีหลอมละลายอยู่นั้น ป้ายคำสั่งบรรพบุรุษอัคคีก็ถูกเข็มทิศฮวงจุ้ยชักนำมาเช่นกัน มันถูกฝังจมอยู่ก้นบึ้งของทะเลลาวาสีทองแดง มิน่าล่ะหลายปีมานี้ถึงไม่เคยปรากฏให้เห็นเลย
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เป็นเช่นนี้
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀ป้ายคำสั่งบรรพบุรุษทั้งสี่รวบรวมได้จนครบแล้ว หลังจากที่ผสานเข้ากับเข็มทิศฮวงจุ้ยของเขา ก็บังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นในทันที โครงสร้างการถักทอแบบพิเศษที่เกิดจากปราณวิญญาณทั้งสี่ชนิด ทำให้ของวิเศษชิ้นนี้เริ่มแปรสภาพ
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀หวังอี้สังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่งก็เก็บมันไป
⠀⠀⠀
⠀⠀⠀เริ่มยืดเส้นยืดสายออกกระบวนท่า เห็นได้ชัดว่าเขากำลังจ้องจะเล่นงานปฐมอสูรโบราณในที่แห่งนี้เสียแล้ว