- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 181 - วาระสุดท้ายของโจโฉ
บทที่ 181 - วาระสุดท้ายของโจโฉ
บทที่ 181 - วาระสุดท้ายของโจโฉ
บทที่ 181 - วาระสุดท้ายของโจโฉ
ตอนที่ซิหลงส่งรายงานการศึกฉบับนี้มา เขายังไม่ถูกกองกำลังจรยุทธ์ภูเขาปิดล้อม นี่จึงเป็นข่าวสารชิ้นสุดท้ายที่เขาส่งออกมาก่อนจะถูกจับเป็นเชลย
"แฮหัวซงนำทัพลุยน้ำไล่ตาม ข้าศึกทำลายทำนบกั้นน้ำที่ต้นน้ำ กระแสน้ำเชี่ยวกรากไหลทะลัก ตัดขาดกองทัพของเราออกเป็นสองฝั่ง แฮหัวซงพ่ายแพ้ถูกจับเป็นเชลย ส่วนข้าถูกขวางอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ไม่อาจรุดหน้าไปได้"
โจโฉนอนอ่อนแรงอยู่บนแท่นบรรทม ปวดศีรษะจนยากจะทานทน เมื่อฟังถึงตรงนี้ก็โบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องอ่านต่อแล้ว
ทำศึกมาทั้งชีวิต แค่ฟังถึงตรงนี้เขาก็พอจะเดาจุดจบของศึกสามหัวเมืองได้แล้ว แม้โจโฉจะพ่ายแพ้ต่อเล่าปี่ผู้ชราติดๆ กัน แต่ก็ไม่คิดว่าวุยก๊กที่ตนสร้างมากับมือจะพ่ายแพ้
เพียงแต่ก้าวเดินแห่งการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ดูเหมือนจะต้องล่าช้าออกไปอีกแล้ว คงได้แต่หวังให้ลูกหลานรุ่นหลังสู้ชีวิต สามารถสืบทอดปณิธานของตนได้
หลายวันมานี้เขามักรู้สึกร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็หอบเหนื่อย ทุกวันเวลาที่หลับใหลเริ่มยาวนานขึ้น ส่วนเวลาที่ตื่นตัวก็ลดน้อยลง
ยิ่งตอนนี้พอได้ฟังเรื่องราว ก็ยิ่งรู้สึกว่าพละกำลังและจิตวิญญาณกำลังหลุดลอยหายไปอย่างรวดเร็ว ความง่วงงุนถาโถมเข้ามา
เมื่อรู้ตัวว่าวาระสุดท้ายของตนใกล้เข้ามาถึง โจโฉได้เรียกประชุมเหล่าขุนนางใต้บังคับบัญชาล่วงหน้า รวมถึงโจสิดที่กำลังอยู่ในลกเอี๋ยง ตอนนี้ทุกคนล้วนคุกเข่าหมอบกราบอยู่หน้าแท่นบรรทม
โจโฉรวบรวมลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มกล่าวคำสั่งเสียสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ยามที่ข้าอยู่ในกองทัพ การรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัดนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง ส่วนเรื่องความโกรธเคืองเล็กๆ น้อยๆ หรือความผิดพลาดที่รุนแรงเกินไป พวกเจ้าไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง"
ข้างกายเขาย่อมมีขุนนางคอยถือพู่กันจดบันทึกไว้
นอกเหนือจากประโยคแรกที่ถือเป็นคำตักเตือนสั่งสอนลูกหลานแล้ว คำพูดหลังจากนั้นของโจโฉกลับเริ่มหลุดโลกออกไปทุกที
เมื่อข้าตายไปแล้วก็จงสวมใส่เสื้อผ้าชุดปกติที่ข้าเคยใส่ตอนยังมีชีวิตลงโลง ไม่ต้องเอาแก้วแหวนเงินทองมาฝังร่วมด้วย กองทัพที่ประจำการรักษาชายแดนก็ห้ามละทิ้งหน้าที่ ขุนนางทั้งหลายก็ต้องตั้งใจทำงานในความรับผิดชอบของตนต่อไป ใครที่อยากมาส่งเสียงร้องไห้ไว้อาลัยข้า ก็ร้องแค่สิบห้าครั้งก็พอแล้ว
บรรดาอนุภรรยาและเหล่านางรำของข้าที่เคยใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ก็จงจัดหาที่พักให้พวกนางที่หอนกยูงทอง ดูแลพวกนางให้ดี บนหอตำหนักให้ตั้งเตียงนอนขนาดหกฉื่อ แขวนม่านไว้อาลัย จัดวางเครื่องเซ่นไหว้ ทุกวันขึ้นค่ำหนึ่งและสิบห้าค่ำของเดือน ก็ให้พวกนางมาร่ายรำร้องเพลงต่อหน้าเตียงของข้า
จนถึงช่วงสุดท้าย เขายังคงพร่ำบ่นถึงเรื่องจุกจิกอย่างการจัดการกับเครื่องหอมและเสื้อขนสัตว์ที่เหลืออยู่ของตน ส่วนอนุภรรยาจวนไหนที่ว่างงานไม่มีอะไรทำ ก็ให้ไปเรียนรู้วิธีการทอผ้าไหมถักรองเท้าเพื่อนำไปขายได้
แต่เขากลับไม่เอ่ยถึงศึกสามหัวเมืองที่ยังไม่สิ้นสุดเลยแม้แต่คำเดียว ไม่พูดถึงนโยบายระดับชาติ หรือเรื่องยุทธศาสตร์ใดๆ และไม่ได้ฝากฝังจัดการเรื่องการโค่นล้มราชวงศ์ฮั่นในภายภาคหน้าเลยแม้แต่น้อย
ทุ่มเททำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิต ตีชิงดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล ทิ้งอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้บุตรชาย และในช่วงบั้นปลายชีวิตยังช่วยกวาดล้างอุปสรรคทั้งปวงในการขึ้นครองราชย์ให้ลูกหลานจนสิ้น
รอเพียงให้ลูกชายหาจังหวะเหมาะๆ แล้วลงนาม โฉนดที่ดินของราชวงศ์ฮั่นก็ถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์เข้าสู่ชื่อของตระกูลโจอย่างเป็นทางการแล้ว
ทว่าก่อนตาย เขากลับสั่งเสียเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแบ่งเครื่องหอมและขายรองเท้า
เขาทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้ายและความใส่ใจทั้งหมดไว้ให้กับครอบครัวเล็กๆ ของเขา ไว้ให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของเขา
หลังจากพูดจบได้ไม่นาน โจโฉก็ค่อยๆ หลับตาลง เขาทอดถอนใจเบาๆ ไร้สรรพเสียงใดๆ และไม่มีผู้ใดได้ยิน "เล่าปี่กลับมีลูกชายที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ หากโจงั่งหรือโจฉองลูกของข้ายังมีชีวิตอยู่ จะดีสักแค่ไหนกันเชียว"
ในความเลือนราง คล้ายกับว่าเขาได้มองเห็นเด็กหนุ่มผู้รักอิสระและรักความเป็นธรรม ที่เคยถือกระบองทุบตีญาติของขันทีกลางถนนในลกเอี๋ยง เด็กหนุ่มที่วันๆ เอาแต่พร่ำบอกว่าอยากจะเป็นแม่ทัพปราบประจิมแห่งต้าฮั่นคนนั้นอีกครั้ง
"ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง" เคาทูเงยหน้ามองโจโฉที่นิ่งเงียบไปบนแท่นบรรทม น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ
"ท่านพ่อ ท่านพ่อออ"
โจสิดและเหล่าขุนนางต่างร้องไห้คร่ำครวญ น้ำตาไหลอาบหน้า ในบรรดาคนเหล่านั้นเคาทูดูจะโศกเศร้าหนักหนาที่สุด ถึงขั้นร้องไห้จนกระอักเลือดออกมา
รัชศกเจี้ยนอันปีที่ยี่สิบห้า อัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ฮั่น วุยอ๋องโจโฉ สิ้นพระชนม์ที่ลกเอี๋ยง พระศพถูกฝังที่เกาหลิง องค์รัชทายาทโจผีขึ้นสืบทอดตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและสืบทอดบรรดาศักดิ์วุยอ๋อง
ชีวิตของโจโฉนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง
เขาสามารถแต่งบทกวีที่ว่า "กระดูกขาวโพลนเกลื่อนกลางป่า พันลี้ไร้เสียงไก่ขัน ราษฎรร้อยรอดเพียงหนึ่ง นึกถึงแล้วพาลให้ใจสลาย" แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสั่งสังหารหมู่ชาวเมืองชีจิ๋วเพื่อล้างแค้นส่วนตัว ฆ่าฟันจนแม่น้ำซื่อสุ่ยถึงกับหยุดไหล
เขาสามารถลงโทษพวกเศรษฐีมีอิทธิพล จำกัดการยึดครองที่ดินของชาวบ้าน โอบอุ้มผู้อพยพ ส่งเสริมการเกษตร สร้างระบบชลประทาน ตรวจสอบสำมะโนประชากร ทว่าก็ปล่อยปละละเลยให้ลูกน้องปล้นสะดมชาวบ้าน ตั้งหน่วยขุดสุสานเพื่อหาทุนรอนมาบำรุงกองทัพ
เขาสามารถทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี สนับสนุนความมัธยัสถ์ ไม่สวมใส่เสื้อผ้าหรูหรา ม่านและฉากกั้นเต็มไปด้วยรอยปะชุน ฟูกและผ้าห่มก็ยัดด้วยนุ่นเก่าๆ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเกณฑ์แรงงานสร้างหอนกยูงทองอันใหญ่โต และรับเอาอนุภรรยากับนางรำมาปรนเปรอตนเองมากมาย
เขาแต่งตำราพิชัยสงครามหลายเล่ม มีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ แต่กลับเพราะหลงใหลในอิสตรี ทำให้เกิดศึกอ้วนเซียที่ต้องสูญเสียขุนพลและคนใกล้ชิดไปถึงสามคน
เขาปราบปรามชนเผ่าอูหวน เซียนเป่ย และชนเผ่าเร่ร่อนอื่นๆ ทำให้พวกเขากระจัดกระจายและง่ายต่อการปกครอง แต่ก็นำชนเผ่าเหล่านั้นเข้ามาตั้งถิ่นฐานตอนในเป็นจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นการฝังรากลึกของความวุ่นวายในภายหลัง
ผลงานด้านการบริหารและการทหารของเขามีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ความเลวร้ายและจุดด่างพร้อยก็มีมากมายเช่นกัน
ท้ายที่สุดยอดคนแห่งยุคก็ต้องถูกฝังกลบอยู่ใต้ผืนดินเหลือง จนตายก็ยังไม่ได้เห็นแผ่นดินรวมเป็นหนึ่ง ทิ้งเรื่องราวความดีความชั่วตลอดทั้งชีวิตไว้ให้คนรุ่นหลังได้วิพากษ์วิจารณ์
ก่อนตาย เถ้าแก่โจหวังเพียงให้อนุภรรยาได้รับการดูแลอย่างดี ทว่าเขาคงนึกไม่ถึงว่าเมื่อกระดูกของตนยังไม่ทันเย็น โจผีลูกชายแท้ๆ ของเขาก็จะเข้ามาดูแลอนุภรรยาของเขาอย่างดีเยี่ยมไปเสียแล้ว
คงพูดได้เพียงว่า ลูกคนนี้เป็นสายเลือดแท้ๆ ของเขาจริงๆ
มีคนโศกเศร้า ก็มีคนยินดีปรีดา ความโศกเศร้าและยินดีของมนุษย์นั้นไม่เคยเชื่อมโยงถึงกัน
หลังจากเล่าเสี้ยนจัดเตรียมการป้องกันและกำหนดนโยบายให้สามหัวเมืองใหม่เสร็จสิ้น เขาก็นำกองทัพดาราแดงเดินทางกลับฮั่นจงทางน้ำ
อุยเอี๋ยนได้รับข่าวชัยชนะที่สามหัวเมืองจากอองเป๋งแล้ว และตอนนี้นำคณะขุนนางนายทหารเดินทางมารอรับที่ท่าเรือเช่อป่านด้วยตนเอง
"ข้าน้อยขอแสดงความยินดีกับองค์รัชทายาทที่ได้รับชัยชนะกลับมา" อุยเอี๋ยนที่มีใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความปีติ ก้าวออกมากุมมือคารวะเป็นคนแรก
[อุยเอี๋ยน ค่าความประทับใจเพิ่มขึ้น 10 10] (53)
[...]
[อุยเอี๋ยน ค่าความประทับใจระดับ 50 พรสวรรค์การใช้หอกทวนเพิ่มขึ้น 10 x 2 พรสวรรค์การคุมทัพเพิ่มขึ้น 10 x 2 พรสวรรค์ด้านกลยุทธ์พลิกแพลงเพิ่มขึ้น 3 x 2 ได้รับสถานะพิเศษ จิตวิญญาณทรนง]
[จิตวิญญาณทรนง] เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีจำนวนมากกว่า ขอเพียงรักษาความไม่ขลาดกลัวเอาไว้ได้ สภาพร่างกายและพรสวรรค์ในการรบจะเพิ่มขึ้นชั่วคราวตามระยะเวลาที่ผ่านไป
เล่าเสี้ยนมองคำอธิบายสถานะพิเศษที่มุมขวาล่าง แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
รักษาความไม่ขลาดกลัวงั้นหรือ สุดยอดไปเลย คิดว่าสถานะ ดีมังกร ของข้ามีไว้ประดับหรืออย่างไร
ดีมังกร บวก จิตวิญญาณทรนง บวก มุมานะไม่ลดละ ที่ได้จากกวนอิมเป๋ง บวก รู้ละอายแล้วมุมานะ ตอนนี้มีสถานะสี่อย่างที่ประสานกันเป็นคอมโบที่สมบูรณ์แบบแล้ว
หลังจากนี้หากต้องตกอยู่ในการต่อสู้ที่ยากลำบากหรือยืดเยื้อ คาดว่าคู่ต่อสู้ของเขาคงจะได้รับเซอร์ไพรส์เล็กๆ น้อยๆ อย่างแน่นอน
เมื่อได้รับสถานะพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ ผลลัพธ์อันน่าทึ่งที่เกิดจากการประสานกันของพวกมันก็เริ่มแสดงออกมาให้เห็น ล้วนแต่ส่งผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมาก
เล่าเสี้ยนจู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมการ์ด ที่พอสะสมการ์ดจนครบเซ็ตแล้วก็เกิดเอฟเฟกต์คอมโบขึ้นมา
"พวกข้าน้อยขอแสดงความยินดีกับองค์รัชทายาทที่ได้รับชัยชนะกลับมา" เหล่าขุนนางนายทหารคนอื่นๆ ก็พากันคารวะตาม
สืบเนื่องจากศึกเกงจิ๋ว เล่าเสี้ยนก็ได้พิสูจน์ความสามารถของตนให้ประจักษ์อีกครั้งด้วยชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่นี้
ไม่เพียงแต่ถูกขั้วอำนาจวุยก๊กและง่อก๊กมองว่าเป็นหนามยอกอก แต่ยังทำให้เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ใต้บังคับบัญชาของตาเฒ่าเล่าปี่ยอมรับนับถืออย่างหมดใจ ทุกคนต่างทอดถอนใจว่าท่านอ๋องมีผู้สืบทอดที่ยอดเยี่ยมแล้ว
สำหรับขั้วอำนาจหนึ่ง นอกเหนือจากผู้นำจะเป็นนายเหนือหัวที่ปรีชาสามารถหรือไม่ การมีผู้สืบทอดและผู้สืบทอดมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเช่นกัน
การที่กษัตริย์ในยุคโบราณรับสนมมากมายและขยันขันแข็งกับการผลิตทายาทบนแท่นบรรทม นอกจากการตอบสนองตัณหาของตนเองแล้ว ก็ยังมีเหตุผลความจำเป็นในยุคสมัยนั้นอยู่
เมื่อเห็นว่าเล่าปี่มีบุตรชายที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ จิตใจของผู้คนก็เริ่มมั่นคง ตระกูลใหญ่ในเอ๊กจิ๋วหลายต่อหลายตระกูลเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังถึงจุดยืนของตนในอนาคต
การยกทัพขึ้นเหนือปราบวุยก๊ก ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยสักเท่าไรแล้วกระมัง
เล่าเสี้ยนรีบก้าวเข้าไปพยุงอุยเอี๋ยนขึ้นมาด้วยสองมือ จากนั้นก็ทำท่าพยุงเหล่าขุนนางนายทหารทุกคน พร้อมกับหัวเราะกล่าวว่า "การที่ข้าได้รับชัยชนะในครั้งนี้ ก็เป็นเพราะขุนพลเหวินฉางนำทัพมาช่วยได้ทันท่วงที และทุกท่านต่างก็ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลัง ปกป้องแนวหลังมิให้เกิดความสูญเสีย วันนี้ต้องจัดงานเลี้ยงฉลอง ดื่มด่ำให้เต็มที่กับทุกท่าน"
อุยเอี๋ยนหัวเราะฮ่าๆ "พวกข้าน้อยได้เตรียมงานเลี้ยงไว้ล่วงหน้าแล้ว รอเพียงองค์รัชทายาทกลับมา วันนี้พวกเราต้องเมามายด้วยกันให้จงได้"
เขาส่งคนขี่ม้าเร็วไปแจ้งข่าวชัยชนะที่เฉิงตู คืนนั้นฮั่นจงก็จุดค่ายไฟขึ้นอีกครั้ง ล้มวัวฆ่าแกะ เฉลิมฉลองกันอย่างถ้วนหน้า
หลังงานเลี้ยงฉลอง อุยเอี๋ยนตั้งใจจะรั้งตัวองค์รัชทายาทให้อยู่ต่ออีกหลายวัน เพื่อพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับศึกสามหัวเมือง
ทว่าเล่าเสี้ยนเห็นว่าอาการของไฉหรงยังไม่สู้ดีนัก แม้การเดินทางไกลจะทำให้กระทบกระเทือนกระเทือนซึ่งไม่ใช่เรื่องดี แต่การรั้งอยู่ที่นี่โดยไม่มีหมอฝีมือดี ไฉหรงอาจจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง เขาจึงขอตัวลา
นำทัพมุ่งหน้าไปทางตะวันตกจนถึงด่านหยางผิง ม้าเฉียวออกมาต้อนรับแต่ไม่ยอมเข้าไปในด่าน เขาขี่ม้ามาส่งเล่าเสี้ยนไกลถึงสิบลี้ ก่อนจะลงจากม้าแล้วประสานมือคารวะ "ข้าน้อยขอส่งเสด็จองค์รัชทายาท เพียงหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อท่านอ๋องมีรับสั่ง ข้าน้อยจะนำกองทัพมุ่งหน้าออกจากด่านหยางผิงนี้ เพื่อสังหารศัตรูปราบโจรชั่วให้แก่ท่านอ๋องและองค์รัชทายาท"
ม้าเฉียวพบว่าตนเองรู้สึกอาลัยอาวรณ์จากใจจริง ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกสะใจที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรืออาจจะมากกว่าในอดีตเสียด้วยซ้ำ
เพราะแต่ก่อนเขายังต้องคอยชิงไหวชิงพริบกับหันซุย ทว่าบรรยากาศแห่งความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย
เขารู้สึกเพียงว่าครึ่งชีวิตแรกที่ผ่านมามัวแต่คิดว่าตัวเองฉลาด แต่แท้จริงแล้วกลับใช้ชีวิตอย่างไม่เข้าใจอะไรเลย
แต่ความรู้สึกในตอนนี้มันดีเหลือเกิน
เล่าเสี้ยนประสานมือตอบพร้อมกับหัวเราะ "การจากลากันในวันนี้ ขุนพลเมิ่งฉีโปรดรักษาสุขภาพ ข้าเองก็ตั้งตารอวันที่เราจะได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ สังหารศัตรูชั่วด้วยกันอีกครั้ง"
ม้าเฉียวโค้งคำนับ "ขอองค์รัชทายาทโปรดรักษาสุขภาพ"
"ท่านขุนพลก็เช่นกัน"
ทั้งสองกล่าวอำลา เล่าเสี้ยนนำทหารองครักษ์เตรียมเดินทางกลับ ทว่ากลับมองเห็นกองกำลังทหารกลุ่มหนึ่ง กำลังเร่งเดินทางมาจากทางเดินจินหนิว
[จบแล้ว]