- หน้าแรก
- เมื่อข้ากลายเป็นอาเต๊า ขอเปลี่ยนชะตาจ๊กก๊ก
- บทที่ 111 - การปะทะที่ไร้การหลั่งเลือด
บทที่ 111 - การปะทะที่ไร้การหลั่งเลือด
บทที่ 111 - การปะทะที่ไร้การหลั่งเลือด
บทที่ 111 - การปะทะที่ไร้การหลั่งเลือด
เมื่อสงครามดำเนินมาถึงจุดนี้ เล่าเสี้ยนก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้กำลังทหารยึดเมืองกงอั๋นอีกต่อไป
ในตอนนี้เขามีต้นทุนมากพอที่จะบรรลุเป้าหมายโดยไม่ต้องพึ่งพากำลังทหารแล้ว หากใช้กำลังทหารรังแต่จะมีผลเสียมากกว่าผลดี
ประการแรก เมืองกงอั๋นยังมีทหารง่อก๊กอยู่กว่าสองหมื่นนาย ทั้งยังมีทหารเรือชั้นยอดอยู่ การบุกโจมตีจะทำให้สูญเสียอย่างหนัก
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด กองทัพของเจียวขิมถูกเขาใช้อุบายหลอกให้ถอยทัพกลับไป ไม่ได้ถูกทำลายจนย่อยยับ หากอีกฝ่ายรู้ทันแผนการ กองกำลังเหล่านี้ก็สามารถกลับมาสมทบได้อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น เกงจิ๋วเพิ่งผ่านการระดมพลเพื่อทำสงคราม หากเกณฑ์ทหารใหม่เพิ่มอีกย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมทหารใหม่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้รับการฝึกฝน
เอ๊กจิ๋วเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ศึกฮั่นจงยืดเยื้อมานานถึงสองปี ประชาชนต้องการเวลาพักฟื้นอย่างเพียงพอ หากศึกเกงจิ๋วต้องยืดเยื้อติดพัน ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาล
ที่ดินจำนวนมากขาดการเก็บเกี่ยวหมายความว่าเมื่อถึงเวลาเก็บภาษีในปีหน้า รายได้ก็จะลดลง ถึงเวลานั้นจะต้องขึ้นภาษีอีกหรือไม่
หากขึ้นภาษีก็จะนำไปสู่วงจรที่เลวร้าย นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าความบ้าสงคราม
การบดขยี้ง่อก๊กเป็นเรื่องที่อยู่ในแผนการของเล่าเสี้ยนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม
หากต้องมาสู้รบกันจนตายไปข้างหนึ่ง และกลายเป็นการทำสงครามยืดเยื้อเพื่อบั่นทอนกำลังของประเทศ ผู้ที่ยินดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นโจโฉ
แน่นอนว่าแม้เป้าหมายคือการบรรลุจุดประสงค์โดยไม่ต้องรบ แต่เล่าเสี้ยนก็ยังสั่งให้ทหารม้า ทหารราบ และทัพเรือทำการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องทุกวัน
โดยเฉพาะทัพเรือที่นำเรือมาซ้อมรบใกล้ๆ เมืองกงอั๋นทุกวัน ทำตัวราวกับคนบ้าบิ่นที่แสดงท่าทีว่าข้าแค่พักฟื้นกำลังเท่านั้น พักฟื้นเสร็จเมื่อไรก็จะบุกไปบดขยี้พวกเจ้าให้แหลกคามือทันที
พฤติกรรมนี้ทำให้ทหารง่อก๊กที่พ่ายแพ้มาอย่างต่อเนื่องรู้สึกหวาดผวาไปตามๆ กัน
ตอนที่คนเยอะกว่ายังสู้ไม่ได้ ตอนนี้กำลังพลก็ยังน้อยกว่าอีก ความรู้สึกสิ้นหวังของทหารง่อก๊กจะรุนแรงแค่ไหนก็พอจะจินตนาการได้
จูเหียนเองก็หมดหนทาง ทำได้เพียงออกลาดตระเวนเพื่อปลอบขวัญทหารทุกวัน กินนอนอยู่กับเหล่าทหารเลว ทุ่มเททำการแสดงทางศิลปะอย่างเต็มที่
แต่น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ยังคงไม่สู้ดีนัก
ซุนกวนไม่อาจไม่ร้อนใจ ในตอนนี้ทัพเรือของทั้งสองฝ่ายกำลังตั้งประจันหน้ากัน การที่เขาจะหนีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
หากสั่งถอยทัพก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นการแตกทัพหนีตาย แต่หากเขาหนีไปก่อนก็เสี่ยงที่จะสูญเสียความเชื่อมั่นและขวัญกำลังใจของทหาร
ด้วยขวัญกำลังใจของกองทัพในตอนนี้ หากตกต่ำลงไปอีกก็คงไม่ต่างอะไรกับจมปลักอยู่ในโคลนตมแล้ว
แต่ถ้าไม่หนี หากทัพจ๊กก๊กบุกโจมตี เขาก็จะถูกขังอยู่ในเมืองกงอั๋น
ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในกังตั๋งอย่างแน่นอน หลายคนที่ไม่กล้าเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้อาจจะฉวยโอกาสโผล่หัวออกมา หรืออาจถึงขั้นเกิดการก่อกบฏครั้งใหญ่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในฐานที่มั่นของวุยก๊กก็เป็นได้
ท้ายที่สุดแล้ว ภายใต้ความสามัคคีที่เห็นเพียงเปลือกนอกของกังตั๋ง ก็ยังมีหมาป่าและเสือร้ายจำนวนไม่น้อยที่รอคอยจังหวะให้ตระกูลซุนอ่อนแอเพื่อกระโจนเข้าขย้ำอยู่
ตอนนี้ซุนกวนรู้สึกโกรธเคืองจูกัดกิ๋นไม่น้อย ตอนนั้นเขาเชื่อฟังคำแนะนำของอีกฝ่ายถึงได้ตัดสินใจนำทัพมาด้วยตนเองอีกครั้ง
นำทัพมาด้วยตนเองบ้าบออะไรกัน! ตอนนี้กลายเป็นว่าขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้เสียแล้ว
ตั้งแต่เริ่มศึกเกงจิ๋ว เขาก็ทำตามแผนการของอีกฝ่ายมาตลอด แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไรล่ะ
เขากับน้องชายก็เกิดมาจากครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ทำไมความสามารถถึงได้ห่างชั้นกันขนาดนี้
วันที่สาม ซุนกวนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเมินเฉยต่อจูกัดกิ๋นที่สนับสนุนให้ตั้งประจันหน้าต่อไป และส่งจดหมายเชิญไปยังเล่าเสี้ยนและกวนอู
หลังจากลงมือทำอย่างดุดันปานพยัคฆ์ แต่กลับไม่บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เลยแม้แต่ข้อเดียว ซุนกวนก็ถูกบีบให้ต้องกลับมานั่งที่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
สถานที่เจรจาเขาคงไม่ตั้งไว้ในเมืองกงอั๋นแน่ๆ เพราะนั่นจะดูไร้ความจริงใจ และคงไม่มีใครโง่พอที่จะมา
แต่จะให้เขาข้ามแม่น้ำไป... เขาก็ไม่มีความกล้าพอ
ดังนั้น สถานที่เจรจาจึงถูกกำหนดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ณ บริเวณใกล้กับหอสังเกตการณ์แห่งสุดท้ายทางตอนเหนือของเมืองกงอั๋น ซึ่งใกล้กับทิศทางของเมืองกังเหลง
เมื่อได้รับคำเชิญ เล่าเสี้ยนและกวนอูย่อมต้องไปอยู่แล้ว ปัญหาคือจะพาใครไปด้วย
ตอนแรกเล่าเสี้ยนคิดว่าจะไปกับกวนอูแค่สองคนก็พอ ในช่วงฤดูหนาวทัศนวิสัยริมแม่น้ำปลอดโปร่งดี แค่มองดูก็รู้แล้วว่ามีทหารซุ่มอยู่หรือไม่โดยไม่ต้องลงจากเรือ ไม่มีอะไรต้องกลัวเลย
ต่อให้ซุนกวนเสียสติอยากจะสู้ตายกันไปข้าง เขาก็ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการซุ่มโจมตีอยู่ดี
ทว่ากลับถูกเตียวหุยและจูล่งคัดค้านอย่างหนัก
"พี่รองไปได้ เหตุใดข้าจะไปไม่ได้ ข้าก็จะไปด้วย"
ในเรื่องนี้ จูล่งมีความเห็นตรงกับท่านสามเตียวอย่างหาได้ยาก "นายท่านสั่งให้ข้าพระองค์คุ้มครององค์รัชทายาท ตอนนี้ข้าพระองค์จะยอมรั้งอยู่ฝั่งเหนือเพียงลำพังได้อย่างไร"
จูกัดเหลียงยิ้มพลางโบกมือ "ไม่เป็นไรหรอก เช่นนั้นพวกเราทั้งห้าคนก็ไปด้วยกันเลย แต่ท่านแม่ทัพสามห้ามด่าทอซุนกวนเด็ดขาดนะ"
เล่าเสี้ยนถึงกับอึ้งไปเลย อะไรกันเนี่ย ท่านอาจารย์จูกัดก็จำไปด้วยหรือ
ร่างกายผอมบางอย่างท่าน หากเกิดอะไรขึ้นมา วันข้างหน้าข้าจะไปหาอัครมหาเสนาบดีที่เก่งรอบด้านแบบท่านได้จากที่ไหนอีกล่ะ
แต่เมื่อลองคิดดูให้ดี การเจรจาเรื่องสำคัญกับกังตั๋งเช่นนี้ ตัวเขาเองก็ยังอายุน้อย จำเป็นต้องมีตัวแทนของเถ้าแก่เล่าอยู่ด้วย และจูกัดเหลียงก็เหมาะสมกับบทบาทนี้ที่สุด จึงไม่ได้คัดค้านอะไรอีก
ตอนเที่ยงของวันนัดหมาย ทั้งห้าคนนั่งเรือลำเล็กข้ามแม่น้ำมา พูดคุยหัวเราะกันมาตลอดทาง
แต่เมื่อถึงเวลาจอดเรือขึ้นฝั่ง เล่าเสี้ยนก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งขรึมในทันที ท่วงท่าการเดินดูสง่างาม ไม่เหมือนกับตอนที่อยู่กับคนสนิทเลยแม้แต่น้อย
ซุนกวนที่ยืนอยู่หน้าแท่นไม้ซึ่งถูกสร้างขึ้นชั่วคราวริมแม่น้ำโดยมีคนรับใช้คอยพยุงอยู่ มองเห็นเด็กหนุ่มในกลุ่มสวมชุดคลุมยาวสีดำสนิท คาดกระบี่หยกด้ายทองที่เอว เดินตรงมาหาเขาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ แผ่ซ่านกลิ่นอายความองอาจและน่าเกรงขาม
แม้จะเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำลายแผนการยึดเกงจิ๋วของตนจนทำให้ซุนกวนรู้สึกเกลียดชังเข้ากระดูกดำ แต่ในเวลานี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะลอบชื่นชมในใจ เล่าปี่ช่างมีบุตรชายที่ดีจริงๆ
เสื้อผ้าชุดนี้ของเล่าเสี้ยน จูกัดเหลียงตั้งใจสั่งให้คนนำมาจากเสฉวนโดยเฉพาะ
หลังจากผ่านพ้นความตื่นตระหนกในช่วงแรกมาได้ หากถามว่าใครมั่นใจในตัวเล่าเสี้ยนที่อยู่เกงจิ๋วมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นจูกัดขงเบ้งผู้นี้นี่แหละ
แต่ต่อให้เป็นเขาก็ยังคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ใช้เสื้อผ้าชุดนี้เร็วขนาดนี้
นี่เป็นครั้งแรกที่เล่าเสี้ยนได้เห็นบุรุษนัยน์ตาสีมรกตในตำนานผู้นี้ด้วยตาตนเอง ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ชาวต่างชาติที่มีจมูกโด่งและเบ้าตาลึกที่เขาเคยจินตนาการไว้ หากมองข้ามสีผมและสีตาไป รูปร่างหน้าตาของเขาก็ดูเป็น "ชาวฮั่น" มากทีเดียว
ไม่ได้ดูเหมือนพวกเลือดผสมเลย
"อา... อา กงซือช่างสง่างามยิ่งนัก ข้ากับบิดาของเจ้าไม่ได้พบกันเสียนาน ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะโตถึงเพียงนี้แล้ว ฮ่าๆ" บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นของซุนกวน เผยให้เห็นถึงความสนิทสนม
ทว่า คำพูดทุกประโยคกลับแสดงออกถึงการปฏิบัติกับเล่าเสี้ยนในฐานะลูกหลาน ดูเหมือนว่ากำลังพยายามทำลายความอึดอัดระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายและกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายอยู่ในระดับเดียวกันเลยแม้แต่น้อย
หากไม่สังเกตเห็นหลุมพรางนี้และรับคำไปตามน้ำ ในการเจรจาหลังจากนี้ก็จะต้องตกเป็นรองในทุกๆ เรื่องอย่างแน่นอน
กะจะมาวางมาดเป็นญาติผู้ใหญ่ตรงนี้งั้นหรือ
เล่าเสี้ยนหรี่ตาลง ยิ่งไปกว่านั้นดูจากท่าทีเมื่อครู่ ตอนแรกเจ้ายังตั้งใจจะเรียกข้าว่าอาเต๊าตรงๆ เลยใช่ไหม
โชคดีที่ซุนกวนเปลี่ยนคำพูดได้ทัน ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่มีการพูดคุยอะไรกันอีกต่อไปแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น เล่าเสี้ยนก็หยุดเดิน เอามือไพล่หลังแล้วเชิดหน้าขึ้นเอ่ยว่า "ข้าคือองค์รัชทายาทแห่งฮั่นจงอ๋อง ในเมื่อเจ้าเป็นขุนนางของราชวงศ์เล่าของพวกเรา เหตุใดพบข้าจึงไม่ทำความเคารพ หรือว่าชาวกังตั๋งอย่างพวกเจ้าล้วนไม่รู้จักมารยาทและธรรมเนียม"
ซุนกวนเป็นแค่ขุนพลทหารม้ารักษาการ ยังไม่ได้รับการบรรจุอย่างเป็นทางการ เมื่อพบองค์รัชทายาทแห่งฮั่นจงอ๋องอย่างเขา ตามหลักแล้วก็ต้องทำความเคารพก่อน
ในเมื่อเจ้าไม่คิดจะพูดคุยกันดีๆ ในหัวคิดแต่เรื่องจะขุดหลุมพรางให้ข้า งั้นเรามาดูกันว่าหลุมของใครจะใหญ่กว่ากัน
เจ้าต้องปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่ขุนนางของราชวงศ์เล่า หรือไม่ก็ยอมรับว่าตนเองไม่รู้จักธรรมเนียม
มิฉะนั้น ก็จงก้มหัวทำความเคารพข้าแต่โดยดี แล้วค่อยมาเจรจากัน
ปัญหาคือพอโค้งคำนับทำความเคารพไปแล้ว... จะเอาอะไรไปเจรจาต่อได้ล่ะ
ความจริงแล้วหากไม่ใช่เพราะซุนกวนเพิ่งพ่ายแพ้และถูกปิดล้อมอยู่ที่เมืองกงอั๋น ปัญหานี้ก็คลี่คลายได้ง่ายมาก
เขาเพียงแค่หยิบยกเรื่องที่ตำแหน่งฮั่นจงอ๋องของเล่าปี่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้มาอ้าง แล้วปฏิเสธที่จะยอมรับก็สิ้นเรื่อง
แต่ในเวลานี้เพิ่งจะพ่ายแพ้ในศึกเกงจิ๋วและถูกปิดล้อมอยู่ที่เมืองกงอั๋น ซุนกวนกลับไม่กล้าพูดจาที่เป็นการดูหมิ่นเช่นนั้นออกมา
ชั่วขณะหนึ่งเขาจึงตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไอ้เด็กนี่รับมือยากชะมัด!
จูกัดกิ๋นที่ยืนอยู่ด้านหลังซุนกวนจึงประสานมือคารวะและก้าวออกมา "เอ่อ..."
"หุบปาก!" เล่าเสี้ยนตวาดเสียงเย็น "ข้ากำลังพูดคุยกับเจ้านายของเจ้า เจ้ามีฐานะอันใดถึงได้สอดปากขึ้นมา หรือชาวกังตั๋งจะไม่รู้จักมารยาทจริงๆ"
จูกัดกิ๋นที่เพิ่งจะเอ่ยปากได้คำเดียวถูกตวาดจนหน้าชา
ซี๊ด... จูกัดกิ๋นกัดฟันกรอดแล้วถอยกลับไป ไอ้เด็กนี่ช่างโอหังนัก!
ตำแหน่งปัจจุบันของเขาเป็นแค่จงซือหม่าในจวนขุนพลทหารม้าของซุนกวน จึงไม่มีสิทธิ์ไปโต้เถียงกับคำพูดของเล่าเสี้ยนได้เลย
นี่แหละคือข้อเสียเปรียบเมื่อผู้เป็นนายมีตำแหน่งต่ำกว่า
และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เล่าปี่ต้องตั้งตนเป็นอ๋องหลังจากศึกฮั่นจง
จูกัดกิ๋นมีสีหน้าขมขื่น หันไปมองจูกัดเหลียงผู้เป็นน้องชายเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่จูกัดเหลียงกลับจ้องมองใบหน้าของซุนกวนเขม็ง ราวกับว่าบนใบหน้านั้นมีดอกไม้บานอยู่ แสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าของพี่ชาย
คิดจะให้อัครมหาเสนาบดีจูกัดผู้จงรักภักดีในประวัติศาสตร์ยอมเห็นแก่ความสัมพันธ์ส่วนตัวและละทิ้งหน้าที่การงานงั้นหรือ ฝันไปเถอะ
แต่ก็ต้องขอบคุณจูกัดกิ๋นที่เข้ามาขัดจังหวะ ซุนกวนจึงคิดวิธีรับมือออก "เอ่อ... ช่วงนี้ขาของข้าได้รับบาดเจ็บจากธนู ไม่ค่อยสะดวกนัก ฮึๆ มาๆๆ พวกเราไปนั่งคุยกันที่โต๊ะดีกว่า เด็กๆ รินสุรา!"
เขาอ้างว่าบาดเจ็บจึงไม่สะดวก แต่ก็ไม่ได้ยอมรับโดยตรงว่าตนเองควรทำความเคารพ ถือว่าเป็นการหลบเลี่ยงหลุมพรางนี้ไปได้
แต่เตียวหุยที่ยืนอยู่ด้านหลังเล่าเสี้ยนกลับจ้องมองที่หัวเข่าของเขา รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้านั้นทำให้เขาอยากจะฆ่าคนเสียจริง
เรื่องแผลธนูพูดออกมาก็ฟังดูน่าอายอยู่ดี แต่ก็ยังดีกว่ายอมรับว่าตัวเองมีตำแหน่งต่ำกว่า
เดิมทีคิดจะอาศัยความอ่อนหัดของเล่าเสี้ยนเพื่อชิงความได้เปรียบในการเจรจา ไม่คิดเลยว่าจะไม่ได้เปรียบ ซ้ำยังต้องขายหน้าอีก...
การปะทะกันในการพบหน้าครั้งแรก ซุนกวนพ่ายแพ้ไปหนึ่งยก
[จบแล้ว]