เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 - ลอบปล้นค่ายยามวิกาล

บทที่ 101 - ลอบปล้นค่ายยามวิกาล

บทที่ 101 - ลอบปล้นค่ายยามวิกาล


บทที่ 101 - ลอบปล้นค่ายยามวิกาล

"ผู้ใต้บังคับบัญชาหวังเมิ่ง ขอถวายบังคมองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!"

เบื้องหน้าล้วนเป็นใบหน้าที่คุ้นเคย เมื่อได้เห็นเล่าเสี้ยนที่ปฏิบัติต่อตนดั่งพี่น้อง หวังเมิ่งก็พลันรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา

"หวังเมิ่ง?!" เล่าเสี้ยนทั้งตกใจและดีใจ "เจ้า..."

"เจ้ายังไม่ตายอีกหรือนี่!" เฉียนตัวโพล่งออกมาอย่างอดไม่อยู่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนดีใจเช่นกัน

เดิมทีดวงตาของหวังเมิ่งมีหยาดน้ำตารื้นขึ้นมาแล้ว แต่พริบตาเดียวเขาก็สูดมันกลับเข้าไปแล้วทำหน้าดำคร่ำเครียดใส่เฉียนตัว "หากพูดไม่เข้าหูนักก็หุบปากไปเสียเถอะ"

จากนั้นเขาก็ปรับสีหน้าให้ขึงขัง "สถานการณ์เร่งด่วน พวกเรามาพูดกันสั้นๆ เถิด องค์รัชทายาททรงหมายจะลอบปล้นค่ายยามวิกาลใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

เล่าเสี้ยนพยักหน้า "ถูกต้อง ทางที่ดีต้องทำให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่เสียหน่อย"

หวังเมิ่งยิ้ม "เช่นนั้นพวกท่านจงรออยู่ที่นี่ หากเห็นไฟลุกไหม้ขึ้นในค่ายเมื่อใดก็บุกเข้าไปได้เลย"

พูดจบเขาก็หันหลังเตรียมจะจากไป เล่าเสี้ยนคว้าแขนเขาไว้แน่น "ระวังตัวด้วยล่ะ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องรีบกลับมาสมทบกับพวกข้าทันที"

หวังเมิ่งลังเล "หากข้ายังไม่ถูกจับได้ สู้แฝงตัวอยู่ในกองทัพของลกซุนต่อไปอาจจะมีประโยชน์มากกว่า"

"ตอนนี้ลกซุนก็เป็นแค่คนที่ใกล้จะตายอยู่รอมร่อ กองทัพของเราต้องพิชิตเขาได้ในเร็ววันแน่ จะให้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่อการใด" เล่าเสี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ภารกิจของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว ไม่ว่าการจุดไฟจะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องรีบกลับมาเข้ากลุ่ม นี่คือคำสั่ง!"

ในทางทฤษฎีแล้วข้อเสนอของหวังเมิ่งนั้นถูกต้อง เขาไม่ได้ฝึกฝนการรบแบบจัดกระบวนทัพและละทิ้งการฝึกซ้อมมานาน การแฝงตัวอยู่ในทัพง่อก๊กต่อไปย่อมสร้างประโยชน์ได้มากกว่าจริงๆ

แต่หากเล่าเสี้ยนตัดสินใจทุกอย่างโดยยึดผลประโยชน์สูงสุดตามทฤษฎีเป็นหลัก เขาก็คงไม่อาจรวบรวมผู้คนที่ยินยอมสละชีพเพื่อเขาได้มากมายถึงเพียงนี้

หวังเมิ่งได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตื้นตันใจในอก เขารู้สึกเพียงว่าการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในครั้งนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก

"พ่ะย่ะค่ะ!" เขารวบเท้าชิด ยืดอกเก็บหน้าท้อง ยืนตัวตรงแน่วราวกับหอก ซึ่งเป็นท่ายืนอันสง่าผ่าเผยที่เขาไม่เคยแสดงให้เห็นเลยตลอดเวลาที่อยู่ในทัพง่อก๊กและในจวนของบิฮอง

คิดดูเถิดว่าในอดีตผลการทดสอบทุกด้านของเขานั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่เอ้อร์เลยแม้แต่น้อย

จากนั้นเขาก็หันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ววิ่งมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารง่อก๊ก

ระหว่างทางร่างกายของเขาค่อยๆ ผ่อนคลายลง สีหน้ากลับมาดูซื่อบื้ออีกครั้ง และค่อยๆ เปลี่ยนกลับไปเป็นทหารง่อก๊กที่ไม่มีใครสังเกตเห็นตามเดิม

"บิดานึกว่าตอนเจ้าไปฉี่ถูกหมาป่าคาบสมบัติล้ำค่าไปกินเสียแล้ว! รีบกลับเข้าแถว!" นายกองผู้นั้นตวาดอย่างหัวเสีย

ทหารง่อก๊กคนอื่นๆ ก็พากันหัวเราะคิกคักเสียงเบา

"ขอรับ ขอบคุณท่านนายกอง" หวังเมิ่งไม่ได้ใส่ใจ เขายิ้มให้คนรอบข้างแล้วกลับไปยืนในแถว

ไม่นานนักเสียงเอะอะโวยวายจากตีนเขาก็เงียบหายไป คาดว่าทัพจ๊กก๊กที่มาสร้างสถานการณ์ลวงคงจะถอยกลับไปแล้ว

รออยู่อีกครู่หนึ่ง เมื่อนายกองได้รับคำสั่งก็สั่งเลิกแถวให้ทุกคนแยกย้าย

ทุกคนต่างกลับเข้าเต็นท์ของตน ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจตลอดสองวันที่ผ่านมาทำให้ทหารง่อก๊กล้มตัวลงนอนก็หลับได้ทันที ความเร็วในการเข้าสู่นิทรานั้นเรียกได้ว่าไวปานกามนิต

เพียงชั่วอึดใจเดียวเสียงกรนก็ดังระงมไปทั่วทั้งค่าย ทำให้ทหารง่อก๊กที่ต้องเข้าเวรยามอดอิจฉาไม่ได้

หนึ่งเค่อต่อมาหวังเมิ่งก็เบิกตากว้าง ท่ามกลางเสียงกรนดังกึกก้องของคนรอบข้าง เขาแอบลุกขึ้นและเดินออกจากเต็นท์ไปอย่างเงียบเชียบ

ทหารยามที่ขอบตาดำคล้ำก็กำลังกอดหอกยาวสัปหงกอยู่เช่นกัน

หวังเมิ่งไม่ได้ทำให้พวกเขาตื่น อาศัยความมืดในยามราตรีเคลื่อนตัวผ่านเงามืดราวกับเสือดำที่ปราดเปรียว

บริเวณที่เก็บเสบียงและยุทโธปกรณ์มีทหารยามคุ้มกันแน่นหนามาก ทว่าพวกเขาก็เป็นคนธรรมดา ภายใต้ความเหนื่อยล้าแสนสาหัสเช่นนี้ย่อมง่วงซึมเจียนตายไม่ต่างกัน

แต่เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มักจะมีผู้บังคับบัญชามาตรวจตราอยู่เสมอ ตอนนี้พวกเขาจึงต้องฝืนลืมตาตื่นไว้

ทหารยามที่มุมค่ายคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะหาวออกมา

"หาว~~ อื้อ!!" มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นออกมาจากความมืดด้านหลังเขาอย่างกะทันหัน มันปิดปากเขาไว้แล้วลากตัวเข้าไปในเงามืด เพียงไม่นานก็ไร้ซึ่งซุ่มเสียงใดๆ

จากนั้นหวังเมิ่งก็ย่อตัวมุดเข้าไปข้างเต็นท์อย่างรวดเร็ว เขาใช้มีดสั้นกรีดผ้าเต็นท์แล้วมุดเข้าไปข้างใน

ในเมื่อไม่ต้องแฝงตัวอยู่ที่นี่อีกต่อไป เวลาลงมือเขาจึงลดความระแวดระวังลงไปได้มาก

ครู่ต่อมาทหารที่เข้าเวรอยู่ด้านหน้าเต็นท์ก็พลันขมวดคิ้วแล้วสูดจมูก "เจ้าได้กลิ่นหรือไม่ ทำไมเหมือนมีกลิ่นเหม็นไหม้เลย"

ทหารข้างๆ ที่เปลือกตากำลังจะปิดอยู่รอมร่อตอบอย่างหงุดหงิดว่า "เจ้าง่วงจนหลอนไปเองหรือไม่ จะไปมีกลิ่นอะไร... เอ๊ะ?"

เขาก็เริ่มรู้สึกผิดปกติเช่นกัน ทำไมถึงมีกลิ่นเหมือนของถูกย่างจนไหม้เกรียมได้

เปรี๊ยะ

ทั้งสองได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อพบว่าเปลวเพลิงภายในเต็นท์ได้ลุกโชนสูงลิ่วเสียแล้ว!

พวกเขารีบตะโกนเรียกทหารรอบข้างให้มาช่วยกันดับไฟอย่างตื่นตระหนก พยายามใช้ชุดทหารฟาดตีและสาดดินใส่ ทว่าไฟได้ลุกโชนขึ้นแล้ว วิธีการเช่นนี้จึงไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย

แหล่งน้ำในภูเขาแห่งนี้เดิมทีก็มีไม่มากนัก โชคดีที่อากาศหนาวเย็นจึงใช้น้ำไม่เปลือง พอให้กองทัพใช้สอยในแต่ละวันได้อย่างหวุดหวิด แต่จะไปหาน้ำมากมายมาดับไฟในเวลาฉุกละหุกเช่นนี้ได้จากที่ใด

ทุกคนต่างช่วยกันยกโอ่งน้ำจากค่ายต่างๆ มาดับไฟ ทว่าผลลัพธ์กลับน้อยนิดแทบไม่เห็นผล

อากาศในฤดูหนาวนั้นแห้งแล้ง แม้การจุดไฟท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บจะทำได้ยาก แต่เมื่อไฟติดขึ้นมาแล้ว สายลมกลับช่วยโหมกระพือให้เปลวเพลิงลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

เสบียงและยุทโธปกรณ์ของกองทัพลกซุนล้วนถูกเก็บสะสมไว้ที่นี่ หากไฟลุกลามไปยังค่ายทั้งหมดและแผดเผาทุกสิ่งจนวอดวาย...

ทหารจากค่ายรอบข้างที่ได้ยินข่าวต่างรีบแห่กันมาดับไฟ ภายในค่ายเกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นมาในทันที

แกร๊กๆ

เมื่อเล่าเสี้ยนและพรรคพวกเห็นแสงไฟสว่างวาบขึ้นในค่าย พวกเขาก็รีบใช้หินเหล็กไฟตีกระทบกันเพื่อจุดคบเพลิงที่นำมาด้วยทันที

เมื่อมีคนหนึ่งจุดไฟสำเร็จ คนอื่นๆ ก็รีบนำคบเพลิงของตนมาต่อไฟให้สว่างไสว

"ไป!"

สิ้นเสียงสั่งการของเล่าเสี้ยน ทหารห้าร้อยนายก็บุกทะลวงเข้าไปในค่ายของทัพง่อก๊กทันที และเริ่มจุดไฟเผาค่ายในบริเวณที่ผู้คนถูกดึงดูดความสนใจไปแล้ว

เพียงไม่นานทั่วทั้งค่ายของทัพง่อก๊กก็เกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปทุกหนแห่ง แสงเพลิงสว่างโร่บาดตา

เมื่อเห็นว่าความวุ่นวายก่อตัวขึ้นแล้ว เล่าเสี้ยนก็รีบนำคนไล่สังหารทหารง่อก๊กที่กำลังแตกตื่น เสียงกรีดร้องและเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระงมไม่ขาดสาย

"ทัพจ๊กก๊กลอบปล้นค่าย! ทัพจ๊กก๊กลอบปล้นค่ายจริงๆ แล้ว!"

เหล่าทหารต่างวิ่งหนีเตลิดและตะโกนโหวกเหวก ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายหนักหน่วงยิ่งขึ้น

ท่ามกลางกองเพลิงพวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าศัตรูยกทัพมามากน้อยเพียงใด พอได้ยินว่าทัพจ๊กก๊กลอบปล้นค่าย ทหารง่อก๊กที่ขวัญกำลังใจตกต่ำอยู่แล้วก็พากันวิ่งหนีแตกฉานซ่านเซ็นทันที

เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังลั่นมาจากนอกเต็นท์ ลกซุนกำลังจะออกไปดู ทหารยามก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานเสียก่อน

"ท่านแม่ทัพลก เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ เสบียงของพวกเราถูกเผา ทัพจ๊กก๊กบุกมาปล้นค่ายแล้วขอรับ!"

"อะไรนะ?!" แม้ลกซุนจะเป็นคนใจเย็นเพียงใด แต่ยามนี้เขาทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง

เขารีบสั่งให้ทหารยามไปเรียกกองกำลังทหารชั้นยอดประจำตัวไปตรวจสอบทันที

กองกำลังเหล่านี้เป็นทหารประจำตระกูลลก ชายฉกรรจ์ในตระกูลมาร่วมรบเพื่อตระกูลลก ส่วนครอบครัวก็ทำนาให้ตระกูลลก เมื่อพ่อตายลูกก็รับช่วงต่อ เมื่อพี่ตายก็ให้น้องมารับช่วงแทน เป็นเช่นนี้สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน หรือที่เรียกกันว่า "ระบบครอบครัวทหารรับใช้" ของตระกูลลก

ความจงรักภักดีที่พวกเขามีต่อลกซุนนั้นสูงส่งยิ่งกว่าที่มีต่อซุนกวนเสียอีก สวัสดิการและการฝึกฝนในยามปกติก็มิใช่ทหารง่อก๊กทั่วไปจะเทียบได้

ในเวลานี้พวกเขารวมพลกันอย่างรวดเร็วและมุ่งหน้าไปยังค่ายหลังเพื่อตรวจสอบ แต่เมื่อลกซุนไปถึงค่ายหลัง เปลวเพลิงก็ลุกลามจนไม่อาจควบคุมได้เสียแล้ว

"รวบรวมทหารที่แตกทัพกลับมาให้หมด หากผู้ใดขัดขืนคำสั่ง สังหารทิ้งได้ทันที!"

"ขอรับ!"

ภายใต้การปราบปรามอย่างเด็ดขาดของกองกำลังทหารตระกูลลก ในที่สุดลกซุนก็สามารถระงับความวุ่นวายลงได้ทีละน้อย ป้องกันไม่ให้เกิดการแตกทัพหนีตายกันทั้งกองทัพ

จากนั้นเขาก็สั่งให้คนรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างรอบๆ กองเพลิงออกไป สร้างเป็นพื้นที่ว่างเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปมากกว่านี้

ส่วนเสบียงและยุทโธปกรณ์นั้น... ตอนนี้ถูกไฟคลอกไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่อาจกอบกู้สิ่งใดได้อีก

ทว่าเมื่อกองกำลังของลกซุนเตรียมจะล้อมปราบทัพจ๊กก๊กที่มารุกราน พวกเขากลับพบว่าศัตรูได้ล่าถอยไปนานแล้ว...

ยามนี้กลุ่มของเล่าเสี้ยนกำลังเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีมุ่งหน้ากลับไปยังยอดเขาของตน หวังเมิ่งก็ร่วมอยู่ในกลุ่มด้วยอย่างสง่างาม

ใบหน้าของทุกคนล้วนถูกรมควันจนดำปี๋ ซึ่งนั่นกลับช่วยให้พวกเขากลมกลืนไปกับความมืดมิดในยามราตรีได้ดียิ่งขึ้น...

"การลอบปล้นค่ายขององค์รัชทายาทในครั้งนี้ เผาทำลายเสบียงและยุทโธปกรณ์ของลกซุนจนวอดวาย คราวนี้ไอ้หนูสกปรกนั่นถึงไม่อยากหนีก็ต้องหนีแล้ว!" เฉียนตัวพูดด้วยความตื่นเต้น

หูลิ่วก็หัวเราะร่วนผสมโรง "แน่นอนสิ ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ในภูเขาไม่มีงูเงี้ยวเขี้ยวขอหรือหนูให้พวกมันจับกินมากนักหรอก"

เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น หวังเมิ่งที่รู้สึกผ่อนคลายก็เอ่ยสมทบอย่างอารมณ์ขัน "แค่มีหนูให้กินก็ถือว่าดีมากแล้วนะ ตอนเกิดทุพภิกขภัยมันคือของชั้นเลิศเลยล่ะ แค่ตัดหัวหนูทิ้ง หลับตากินแล้วจินตนาการว่าเป็นคอเป็ดก็พอแล้ว"

"เจ้าช่างมีประสบการณ์เหลือเกินนะ คงเคยกินมาไม่น้อยล่ะสิ"

ทุกคนพากันระเบิดเสียงหัวเราะครื้นเครง

เล่าเสี้ยนก็หัวเราะตาม "ผลงานจากการปล้นค่ายในครั้งนี้ หวังเมิ่งมีความดีความชอบใหญ่หลวง และยังมีผลงานที่เมืองกังเหลงก่อนหน้านี้อีก ข้าจดจำไว้ในใจหมดแล้ว รอให้พวกเราขับไล่พวกกังตั๋งหน้าหนูออกจากเกงจิ๋วได้เมื่อใด ข้าจะตกรางวัลให้ตามความดีความชอบอย่างแน่นอน"

หวังเมิ่งรีบก้มหน้าลงทันที "นี่ล้วนเป็นหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชา มิกล้าร้องขอรางวัลใดๆ..."

เล่าเสี้ยนโบกมือทำทีเป็นโกรธ "ทำดีต้องได้รางวัล ทำผิดต้องถูกลงโทษ เจ้าอยากจะทำลายกฎระเบียบในกองทัพของข้าหรืออย่างไร"

"ผู้ใต้บังคับบัญชามิกล้า!" หวังเมิ่งรีบโค้งคำนับด้วยความหวาดหวั่น

เมื่อเห็นว่าเงียบไปพักใหญ่ เขาจึงลอบชำเลืองมองและพบว่าทุกคนกำลังกลั้นหัวเราะกันอยู่

เล่าเสี้ยนส่ายหน้าพลางตบไหล่เขา "เจ้าคงไปอยู่ข้างนอกนานเกินไปจนลืมกฎเกณฑ์หมดแล้ว ภารกิจสิ้นสุดลงแล้ว ที่นี่ก็ไม่มีคนนอก เลิกเรียกตัวเองว่าผู้ใต้บังคับบัญชาเสียที ข้าเคยแทนตัวเองว่าเปิ่นหวังกับเจ้าหรือ"

"แต่ว่า... ท่านเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งฮั่นจงอ๋องแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ"

เล่าเสี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข้าเคยบอกแล้วว่านี่คือสิทธิพิเศษของพวกเจ้า ไม่ว่าวันข้างหน้าข้าจะมีฐานะอะไร เมื่ออยู่กันตามลำพัง นี่จะเป็นสิทธิพิเศษที่มีเพียงพวกเจ้าเท่านั้นที่ได้รับ"

หวังเมิ่งตื้นตันใจจนพูดไม่ออก ไม่รู้จะเอ่ยคำใดดี

"แต่เจ้าทิ้งการฝึกซ้อมไปเสียนาน การประลองของกองทัพครั้งหน้าหากเจ้าถูกคัดออก สิทธิพิเศษนี้ก็คงต้องริบคืนแล้วล่ะ" เล่าเสี้ยนหัวเราะ

หวังเมิ่งรู้ดีว่านี่เป็นเพียงคำล้อเล่น เขาเบ้ปากพลางพูดว่า "กะอีแค่พวกทึ่มพวกนี้ ต่อให้ข้าไม่ได้ฝึกซ้อม การจะเอาชนะพวกเขาก็เป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ"

"เฮอะ เจ้าว่าใครเป็นพวกทึ่มกัน หนังคันนักใช่หรือไม่"

"เจ้าเข้ามาสิ! ข้าจะสั่งสอนเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ!"

ทุกคนต่างหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานตลอดทางกลับค่าย

การลอบปล้นค่ายในคืนนี้ เล่าเสี้ยนได้จุดไฟเผาเสบียงของกองทัพลกซุนที่ภูเขาอี้หลิงฝั่งเหนือจนวอดวาย

ไม่เพียงเท่านั้น หลังเกิดเหตุลกซุนได้ตรวจสอบจำนวนทหาร พบว่าสูญเสียกำลังคนไปกว่าสองพันนายเลยทีเดียว

แต่คนส่วนใหญ่ในจำนวนนี้ล้วนกลายเป็นทหารหนีทัพ คนที่ถูกกลุ่มของเล่าเสี้ยนสังหารกลับมีไม่มากนัก ลกซุนสั่งประหารคนของตนเองยังมากกว่าที่เล่าเสี้ยนสังหารเสียอีก

นับว่าโชคดีที่พวกเขาสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ทันท่วงที ประกอบกับเป็นช่วงฤดูหนาว มิเช่นนั้นหากเกิดไฟป่าลุกลาม กองทัพของลกซุนคงถูกเล่าเสี้ยนย่างสดจนหมดสิ้น...

ในเวลาเดียวกัน จูกัดเหลียงที่สังเกตเห็นแสงเพลิงบนภูเขาของลกซุนก็เผยรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความปีติ

ทั้งสองคนที่ไม่ได้ตกลงแผนการกันอย่างละเอียดล่วงหน้า กำลังจะร่วมมือกันปิดล้อมและกวาดล้างกองทัพของลกซุนในไม่ช้านี้...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 101 - ลอบปล้นค่ายยามวิกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว