- หน้าแรก
- ตัวร้ายยิ่งลูกดกยิ่งโชคดี เหล่านางเอกดวงตั้งครรภ์ทะลุหลอด
- บทที่ 101: ความซื่อสัตย์ของเฉินหลี่หลี่ ไม่ว่าฉันจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็เป็นของคุณ
บทที่ 101: ความซื่อสัตย์ของเฉินหลี่หลี่ ไม่ว่าฉันจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็เป็นของคุณ
บทที่ 101: ความซื่อสัตย์ของเฉินหลี่หลี่ ไม่ว่าฉันจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็เป็นของคุณ
บทที่ 101: ความซื่อสัตย์ของเฉินหลี่หลี่ ไม่ว่าฉันจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็เป็นของคุณ
​หากจะกล่าวว่าการได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็น ‘รองหัวหน้าแพทย์’ ทำให้ เฉินหลี่หลี่ ดีใจจนเนื้อเต้นและแทบจะเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่แล้วล่ะก็ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับยิ่งกว่าความฝันที่ไกลเกินเอื้อม
​เมื่อเรียวหูของเธอได้ยินประโยคที่ว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์กลางเมืองเจียงเฉิงจะเสนอชื่อให้เธอเป็นตัวแทน เพื่อไปดำรงตำแหน่ง ‘สมาชิกสภาเทศบาลเมือง’ ร่างกายบอบบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวบริสุทธิ์ก็เริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ลมหายใจของเธอสะดุดกึก หัวใจเต้นรัวแรงราวกับรัวกลองศึก
​แพทย์... ต่อให้เก่งกาจหรือมีชื่อเสียงเพียงใด ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงแค่อาชีพหนึ่งที่คอยรักษาผู้คน
แต่การได้ก้าวขึ้นเป็น ‘สมาชิกสภาเทศบาลเมือง’ นั้น ความหมายของมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง! นั่นคือการก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นบุคคลที่มีอำนาจและสิทธิ์เสียงในการกำหนดทิศทางของเมืองเจียงเฉิง!
​หากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูของพ่อแม่หรือญาติพี่น้องในตระกูลของเธอล่ะก็ เกรงว่าคนทั้งตระกูลคงต้องรีบจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ และแห่กันไปกราบไหว้ขอบคุณบรรพบุรุษที่หลุมศพกันจนควันธูปคลุ้งไปทั้งภูเขาอย่างแน่นอน
​ความประหลาดใจอันยิ่งใหญ่นี้พุ่งเข้าชนอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าที่หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีจะตั้งรับได้ทัน ดวงตากลมโตสวยงามของเฉินหลี่หลี่เริ่มแดงเรื่อ หยาดน้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นจนไม่อาจกลั้นไว้ได้ เธอถึงกับสะอื้นไห้ออกมาต่อหน้าฉีหลินและผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการแพทย์
​"ผะ... ผู้อำนวยการคะ..." น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ "ฉัน... ฉันจะสามารถรับตำแหน่งสมาชิกสภาอันทรงเกียรตินี้ได้จริงๆ เหรอคะ? ฉันเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบสี่ปีเองนะคะ ประสบการณ์ก็ยังน้อยนิด..."
​ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมองดูท่าทีใสซื่อและถ่อมตนของเฉินหลี่หลี่แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
​"ฮ่าๆๆ! หมอเฉิน คุณอย่าถ่อมตัวไปหน่อยเลย ประเทศเราของเรามีคำกล่าวโบราณที่สืบทอดกันมาเนิ่นนานว่า 'ไม่วัดกันที่อายุใครยาวสั้นกว่ากัน ผู้ที่บรรลุคือผู้เป็นอาจารย์' คุณได้สร้างผลงานชิ้นโบแดงและทำคุณงามความดีให้กับโรงพยาบาลของเราอย่างมหาศาล ตำแหน่งสมาชิกสภานี้ คุณคู่ควรกับมันอย่างไม่มีข้อกังขาแล้วล่ะ!"
​"แปะ! แปะ! แปะ!"
​เสียงปรบมือดังกึกก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ ทุกอย่างเป็นอันยุติและได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
​ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เฉินหลี่หลี่ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ก้าวข้ามแม้กระทั่งแพทย์หนุ่มอย่าง ซางเจีย และผงาดขึ้นกลายเป็น 'ดาวรุ่งดวงใหม่' ที่เจิดจรัสที่สุดของโรงพยาบาลศูนย์กลางเมืองเจียง
​แพทย์และพยาบาลทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ว่าลึกๆ แล้วในใจของพวกเขาจะรู้สึกอิจฉาริษยา ยินดีด้วยใจจริง หรือกระทั่งหมั่นไส้ แต่ในยามนี้ ทุกคนต่างก็พร้อมใจกันปรบมือและเอ่ยปากแสดงความยินดี "ขอแสดงความยินดีกับหมอเฉินอย่างอบอุ่นด้วยครับ/ค่ะ!"
​ขณะเดียวกัน... ที่มุมหนึ่งของฝูงชน ซางเจีย ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาอึมครึมดำมืดราวกับก้นหม้อที่ไหม้เกรียม บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันและรังสีความอาฆาตมาดร้าย
​ในตอนนี้ ภายในใจของเขากำลังเดือดพล่านและแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความโกรธแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม!
​‘ทำไม! ทำไมกันวะ!’ ซางเจียคำรามก้องในใจ ดวงตาของเขาแดงก่ำขณะจ้องมองไปที่ความสำเร็จของเฉินหลี่หลี่ ‘คนไข้คนนั้นชัดเจนว่าเป็นเคสของฉันตั้งแต่แรก! แค่ฉันดึงดันต่อไปอีกนิด บังคับให้ยายแก่นั่นไปเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ ก็จะสามารถตรวจพบถุงยาเสพติดจำนวนมหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเพาะและลำไส้ได้แล้วแท้ๆ!’
​เขาขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น ‘ความดีความชอบทั้งหมดนี้ควรจะเป็นของฉัน! ตำแหน่งรองหัวหน้าแพทย์ควรจะเป็นของฉัน! หรือแม้แต่เกียรติยศในการได้เป็นถึงสมาชิกสภาของเมืองเจียง... มันก็ควรจะเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น!!!’
​ซางเจียรู้สึกเสียใจจนแทบจะกระอักเลือดออกมาเป็นสาย เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ในตอนนั้นยอมใจอ่อนและปล่อยให้เฉินหลี่หลี่เข้าไปทำบ้าอะไรกับการฝังเข็มงมงายนั่น จนกลายเป็นว่าเธอพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เป็นคนค้นพบเรื่องการซุกซ่อนยาเสพติดในร่างกายและตัดหน้าแย่งชิงความดีความชอบของเขาไปอย่างหน้าตาเฉย
​แม้ว่าเฉินหลี่หลี่จะได้ชื่อว่าเป็นแฟนสาวของเขา แต่ไฟแห่งความอิจฉาริษยาและเส้นริ้วของความไม่ยินยอมในใจซางเจียกลับลุกโชนขึ้นมาแผดเผาเหตุผลจนหมดสิ้น
​‘อดทนไว้... ซางเจีย แกต้องอดทนไว้! จะต้องไม่ให้หลี่หลี่ดูความผิดปกตินี้ออกเด็ดขาด’ ซางเจียสูดลมหายใจลึกๆ พยายามสะกดกลั้นอารมณ์คลุ้มคลั่งและปลอบใจตัวเองอย่างบิดเบี้ยว
​‘สมาชิกสภาก็สมาชิกสภาสิ! ถึงยังไงสมาชิกสภาคนนี้ก็เป็นแฟนของฉัน เป็นผู้หญิงของฉัน! ต่อไปฉันก็แค่เกาะต้นขาของเธอเอาไว้ให้แน่นๆ การได้เกาะผู้หญิงกิน อาศัยอำนาจบารมีของเธอปูทางให้ตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะยิ่งทำให้ชีวิตฉันสุขสบายและก้าวหน้าได้เร็วกว่าเดิมหรอกเหรอ?’
​เมื่อก่อนเขาเคยเป็นฝ่ายที่อยู่เหนือกว่า เป็นนายแพทย์หนุ่มอนาคตไกลที่คอยชี้นิ้วสั่งการและสั่งสอนเรื่องหน้าที่การงานของเฉินหลี่หลี่มาตลอด แต่จากวินาทีนี้เป็นต้นไป เกรงว่าสถานการณ์คงจะพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ สวรรค์ช่างเล่นตลก นี่คือเหตุผลที่ซางเจียอึดอัดใจจนยากจะระบายออก ทำได้เพียงกลืนเลือดลงคอ
​ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง บริเวณทางเดินของโรงพยาบาล
​เจียงเยว่ ตำรวจสาวจราจรคนสวย กำลังยืนก้มหน้าเม้มริมฝีปากแน่น โดยถูกรองผู้กำกับการสถานีตำรวจเรียกตัวมาตำหนิเป็นการส่วนตัว
​"ฉันออกคำสั่งให้เธอไปดูแลการจราจรที่สี่แยกไม่ใช่เหรอ? เธอรู้บ้างไหมว่าการละทิ้งหน้าที่โดยพลการในสายงานตำรวจของเรา มันเป็นความผิดทางวินัยที่ร้ายแรงมากแค่ไหน!" เจียงเวย รองผู้กำกับการตำรวจ ทำหน้าขรึมและเอ่ยปากตำหนิด้วยน้ำเสียงเข้มงวดและทรงพลัง
​เมื่อเห็นนามสกุลของรองผู้กำกับการตำรวจคนนี้ตรงกับนามสกุลของเจียงเยว่ คนที่หัวไวและมีไหวพริบสักหน่อยก็คงจะคาดเดาความสัมพันธ์เบื้องลึกของทั้งสองคนได้ไม่ยาก
​"หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจจะละทิ้งหน้าที่นี่คะ!" เจียงเยว่เงยหน้าขึ้นเถียงเสียงอ่อย "หนูมีไข้ขึ้นสูงตั้ง 39 องศา ยืนตากแดดจนเกือบจะหน้ามืดล้มพับอยู่แล้ว ถึงได้ต้องรีบมาฉีดยาที่โรงพยาบาลไงคะ ถ้าพ่อไม่เชื่อ... พ่อก็ถามเขาสิคะ!"
​พูดจบ เจียงเยว่ก็คว้าหมับเข้าที่แขนของ ฉีหลิน ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ และกำลังทำหน้าพูดไม่ออก ดึงตัวเขาเข้ามาเป็นพยานหน้าตาเฉย
​เจียงเวยหรี่ตาลง มองไปที่ชายหนุ่มรูปงามนามว่าฉีหลินด้วยสายตากดดันและลึกล้ำ "เป็นอย่างที่เธอพูดเหรอ ชายหนุ่ม?"
​ฉีหลินไม่ได้มีท่าทีหวาดหวั่นต่อบารมีของนายตำรวจใหญ่ เขาเพียงแค่ยกยิ้มบางๆ แล้วคว้าจับมือเรียวงามของเจียงเยว่ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้นิ้วชี้ไปที่รอยเข็มเล็กๆ บนหลังมือขาวเนียนของเธอเพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน "ตามนั้นเลยครับผู้การ"
​เจียงเวยมองการกระทำอันแสนจะสนิทสนมของฉีหลินด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่งขึ้น
​ตั้งแต่เล็กจนโต ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างเจียงเยว่เป็นคนที่กลัวการฉีดยาเข้าขั้นวิกฤต ต่อให้ป่วยหนักล้มหมอนหนอนเสื่อแค่ไหน เธอก็จะกัดฟันทนฝืนเอาไว้และไม่ยอมไปให้หมอเอาเข็มจิ้มเด็ดขาด เมื่อเผชิญกับเรื่องนี้ อย่าว่าแต่คนนอกเลย แม้แต่เขาที่เป็นพ่อแท้ๆ ก็ยังไม่เคยบังคับลูกสาวคนนี้ได้สำเร็จสักครั้ง
​แต่ตอนนี้... ไอ้หนุ่มหน้าหล่อคนนี้กลับสามารถทำให้เจียงเยว่ยอมมาโรงพยาบาลและยอมฉีดยาได้อย่างว่าง่าย?
ความสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาวทั้งสอง ช่างน่าคิดและน่าค้นหาเสียจริงๆ...
​เมื่อดึงสายตาจับผิดกลับมาจากฉีหลิน เจียงเวยก็กระแอมไอเบาๆ แล้วพยักหน้า "เอาล่ะ เรื่องป่วยนี่ฉันเชื่อเธอก็ได้ นอกจากนี้ คดียาเสพติดรายใหญ่ครั้งนี้ ถึงแม้เธอจะไม่ได้เป็นคนลงมือไขคดีด้วยตัวเอง แต่การที่เธอสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคนสำคัญไว้ได้ถึงสองคน ก็ถือว่ามีความดีความชอบอยู่ไม่น้อย ฉันจะเอาความดีความชอบครั้งนี้มาหักล้างกับความผิดของเธอ ฉันจะไม่เอาความเรื่องที่เธอละทิ้งหน้าที่โดยพลการก็แล้วกัน ถือว่าเจ๊ากันไป"
​เมื่อได้ยินประโยคนี้ แทนที่จะดีใจ เจียงเยว่กลับเบิกตากว้างและมีท่าทีร้อนใจขึ้นมาทันที "พ่อคะ! พ่อทำแบบนี้ได้ยังไงกัน! การละทิ้งหน้าที่ตอนป่วยมันก็แค่เรื่องเล็กน้อยจิ๊บจ๊อย แต่ครั้งนี้หนูทำผลงานชิ้นใหญ่ระดับชาติเลยนะคะ! ไม่เลื่อนขั้นให้หนูก็ช่างเถอะ แต่พ่อมีสิทธิ์อะไรถึงไม่ยอมอนุมัติย้ายหนูกลับไปที่หน่วยสืบสวนอาชญากรรมเหมือนเดิม!"
​เจียงเวยชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะสำลักน้ำลายตัวเอง "แค่กๆๆ!"
​ชายวัยกลางคนแทบจะถูกลูกสาวจอมทึ่มคนนี้กวนประสาทจนเส้นเลือดในสมองแตก!
​ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของพวกเขาทั้งสองคนในสายตาเพื่อนร่วมงานค่อนข้างจะละเอียดอ่อนอยู่แล้ว ถ้าเขามามอบรางวัลและสั่งย้ายเธอกลับหน่วยสืบสวนต่อหน้าผู้คนมากมายที่นี่ ย่อมต้องมีคนเอาไปนินทาและครหาเรื่องระบบอุปถัมภ์อย่างแน่นอน เขาตั้งใจว่าหลังจากกลับไปที่กรมตำรวจ เขาค่อยแอบทำเรื่องย้ายเจียงเยว่กลับมาเงียบๆ แบบนั้นก็จะไม่มีใครพูดจาซุบซิบให้ร้ายลูกสาวของเขาได้ ทำไมลูกสาวจอมดื้อรั้นคนนี้ถึงไม่เคยเข้าใจความหวังดีและวิสัยทัศน์ของคนเป็นพ่อเลยนะ!
​โชคดีที่รองผู้กำกับการอีกคนนามว่า หลิว ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ กลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย ก่อนจะก้าวออกมาพูดให้ความเป็นธรรมเพื่อกู้สถานการณ์ "ฮ่าๆ เหล่าเจียงเอ๊ย นายก็อย่าเข้มงวดนักเลย ความพยายามและความตั้งใจในการทำงานของเยว่เยว่ ทุกคนในกรมต่างก็เห็นๆ กันอยู่เต็มสองตา ครั้งนี้เธอสร้างผลงานชิ้นใหญ่จริงๆ ถ้าคุณกลัวคนอื่นจะครหาและไม่อยากออกหน้าย้ายเธอกลับมา งั้นก็เซ็นอนุมัติย้ายเธอมาอยู่หน่วยของผมซะเลยสิ หมดเรื่อง!"
​เจียงเวย: "........"
​คุณคิดว่าฉันกลัวคนอื่นนินทาจริงๆ เหรอไอ้เฒ่าหลิว?
ตำรวจสายสืบอาชญากรรมเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงถึงชีวิต เขาแค่กลัวว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวคนนี้จะต้องไปเสี่ยงอันตรายแนวหน้าต่างหาก!
​แต่ในเมื่อคู่หูเก่าออกโรงพูดแบบนี้ ประกอบกับสายตาดื้อดึงของลูกสาว เจียงเวยจึงถอนหายใจยาวและพูดอย่างจนใจ "ช่างพวกคุณเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ ฉันไม่ยุ่งแล้ว"
​เมื่อเจียงเยว่ได้ยินจากปากพ่อว่าตัวเองจะได้ย้ายกลับไปทำงานที่รักเสียที เธอก็ยิ้มแก้มปริจนตาหยีด้วยความดีใจทันที ความเหนื่อยล้าจากพิษไข้ดูเหมือนจะปลิดทิ้งไปในพริบตา
​ผู้กำกับหลิวหัวเราะร่วน "ฉันได้ยินมาว่าเธอมีไข้สูง วันนี้ฉันในฐานะหัวหน้าหน่วยคนใหม่ เลยจะอนุมัติให้เธอหยุดงานเป็นกรณีพิเศษหนึ่งวัน กลับไปพักผ่อนอยู่ที่บ้านให้สบายเถอะนะเยว่เยว่"
​พูดจบ รองผู้กำกับการทั้งสองคน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุธครบมืออีกหลายสิบนายก็คุมตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดและถอนกำลังออกจากโรงพยาบาลไปอย่างรวดเร็ว
​ไม่ว่าตำแหน่งสูงแค่ไหนก็เป็นของคุณ
​เมื่อเห็นว่าขบวนของเจียงเวยจากไปจนลับสายตาแล้ว ฉีหลินก็คลายท่าทีสำรวม และกลับมามีท่าทีหยอกล้อตามสบายแบบคุณชายผู้ไม่สนใจโลกอีกครั้ง
​เขายิ้มตาหยีพลางยกแขนขึ้นโอบไหล่บอบบางของเจียงเยว่อย่างถือวิสาสะ "แหมๆ เยว่เยว่ ที่แท้เธอก็ใช้เส้นสายของครอบครัวเข้ามาทำงานในกรมตำรวจจริงๆ ด้วยสิ รองผู้กำกับเจียงสุดเฮี้ยบคนนั้นคือพ่อแท้ๆ ของเธอใช่ไหมล่ะ? มิน่าถึงได้ดูเกรงใจเธอนัก"
​เจียงเยว่ตวัดสายตาคมกริบมองค้อนฉีหลินอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะยกมือขึ้นปัดแขนปลาหมึกของเขาที่โอบไหล่เธออยู่ออกไปอย่างไม่ไยดี "ถ้านายพูดจาดีๆ ไม่เป็นก็หุบปากไปซะไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ... เออ แล้วก็ ขอถามอีกอย่างเถอะ..." เธอชะงักไปเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนลง "...นายยังมีเบาะแสผลงานใหญ่อะไรอีกไหม... พวกคดีใหญ่ระดับชาติอะไรแบบนี้น่ะ?"
​ฉีหลินรู้สึกขบขันจนแทบจะหลุดหัวเราะออกมา "ไม่มีแล้วแม่คุณ! เธอคิดว่าคดีใหญ่ระดับนี้มันหาง่ายเหมือนเดินไปซื้อผักกาดขาวในตลาดสดหรือไง? คดีซุกซ่อนยาเสพติดข้ามชาตินี้ ฉันต้องส่งคนไปสืบหาเบาะแสตั้งหลายเดือนกว่าจะเจอนะ จะเอาที่ไหนมาประเคนให้เธออีก..."(​ฉีหลินโม้มั่วออกมา)
​เจียงเยว่เบ้ปากเล็กน้อยอย่างเสียดายเมื่อได้ยินคำตอบ เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ และถึงกับหันหลังสะบัดผมเดินหนีไปดื้อๆ เสียอย่างนั้น
​เมื่อมองดูแผ่นหลังอรชรที่กำลังเดินจากไป ฉีหลินก็อดไม่ได้ที่จะป้องปากตะโกนไล่หลังไปเพื่อแหย่เธอ "นี่คุณตำรวจคนสวย! ครั้งนี้ฉันอุตส่าห์เอาผลงานชิ้นใหญ่มาประเคนให้เธอถึงที่จนได้ย้ายหน่วยสมใจขนาดนี้ เธอจะเดินจากไปแบบหน้าตาเฉยแบบนี้เลยเหรอ? ไม่คิดจะตอบแทนหรือขอบคุณผู้มีพระคุณกันหน่อยหรือไง?"
​ฝีเท้าของเจียงเยว่ยังคงก้าวเดินต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก แต่หากมองจากด้านหน้า จะเห็นได้ชัดเจนว่าพวงแก้มขาวเนียนของเธอกลับค่อยๆ ซับสีเลือดฝาดจนแดงระเรื่อลามไปถึงใบหู
​หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เสียงหวานใสก็ลอยตามลมกลับมา โดยที่เจ้าตัวแสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแบบไม่ใส่ใจนักว่า "เอาไว้... คราวหน้าถ้าฉันมีเวลาว่าง ฉันจะโทรหานาย เลี้ยงข้าวนายมื้อใหญ่สักมื้อเพื่อเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน!"
​...
​ตัดภาพมาที่ภายในห้องทำงานส่วนตัวแห่งใหม่เอี่ยม ซึ่งทางโรงพยาบาลเพิ่งจัดสรรให้เฉินหลี่หลี่ในฐานะรองหัวหน้าแพทย์ป้ายแดง
​"แกร๊ก!"
​เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นเบาๆ บ่งบอกว่ามันถูกล็อคอย่างแน่นหนาจากด้านใน
​ฉีหลินเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้หนังบุนวมตัวใหญ่หลังโต๊ะทำงานอย่างผ่อนคลาย แต่ทว่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นกลับอยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขาอย่างสิ้นเชิง
​"อื้อ~"
​เสียงครางอู้อี้นี้ไม่ได้ดังมาจากริมฝีปากของเฉินหลี่หลี่ แต่กลับหลุดรอดออกมาจากลำคอของฉีหลินต่างหาก!
เขาเบิกตากว้างเล็กน้อย... ให้ตายเถอะ! ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่หนุ่มผู้หล่อเหลาอย่างเขา ถูกผู้หญิงเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อและ 'บังคับจูบ' อย่างดุดันขนาดนี้!
​เฉินหลี่หลี่ในชุดกาวน์ที่บัดนี้ยับยู่ยี่ ปีนขึ้นไปนั่งคร่อมอยู่บนตักแกร่งของฉีหลิน สองแขนเรียวของเธอโอบรัดรอบลำคอของเขาแน่น และเป็นฝ่ายประกบริมฝีปากจูบเขาอย่างบ้าคลั่งและกระตือรือร้น
​เธอพุ่งเข้ามาจดจ่ออยู่กับการมอบจูบอันร้อนแรง โดยไม่สนใจการพยายามขัดขืนในช่วงแรกของฉีหลินเลยสักนิด ลิ้นร้อนๆ ของเธอพยายามรุกล้ำเข้าไปเพื่อครอบครองพื้นที่อย่างเอาแต่ใจ
​แต่ถึงกระนั้น กฎเกณฑ์ของธรรมชาติก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้หญิงก็คือผู้หญิง ย่อมไม่มีพละกำลังและสัญชาตญาณความดิบเถื่อนในการเอาชนะและครอบครองได้เทียบเท่ากับผู้ชาย ฉีหลินที่เป็นบุรุษเพศเต็มตัว จะยอมให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ มาเป็นฝ่ายคุมเกมและรุกรานเขาฝ่ายเดียวได้อย่างไร?
​เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ฉีหลินก็พลิกกลับมาเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ เขาสอดมือเข้าที่ท้ายทอยของเธอ ล็อคใบหน้าสวยงามนั้นไว้ แล้วเป็นฝ่ายบดขยี้ริมฝีปากตอบกลับอย่างดุดันและล้ำลึกยิ่งกว่า จนสูบเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดของหญิงสาวไปจนหมดสิ้น
​เพียงไม่นาน เฉินหลี่หลี่ก็หมดสภาพ สติเริ่มหลุดลอย ดวงตาคู่สวยของเธอเริ่มหยาดเยิ้มและฉ่ำวาว ร่างกายอ่อนระทวยซบลงแนบชิดอยู่ในอ้อมอกกว้างของฉีหลิน หายใจหอบถี่ด้วยความมึนงงจากรสจูบที่ทำให้สมองขาวโพลน
​ผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งจังหวะการเต้นของหัวใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ
​"หืม? ทำไมวันนี้คุณหมอคนสวยของเราถึงรุกหนักจังล่ะครับเนี่ย?" ฉีหลินใช้นิ้วเรียวยาวบีบปลายคางขาวเนียนของเฉินหลี่หลี่เบาๆ เชิดหน้าเธอขึ้นมา แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
​ดวงตาสวยงามของเฉินหลี่หลี่ยามนี้เป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน มันช่างเย้ายวนและสวยงามมาก "พี่หลินคะ..." เสียงของเธอหวานหยาดเยิ้มและออดอ้อน "ไม่ว่าต่อไปในอนาคต หลี่หลี่จะได้เป็นถึงหัวหน้าแพทย์ หรือได้เลื่อนขั้นไปเป็นสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ... หลี่หลี่ก็จะเป็นผู้หญิงของพี่ และยังคงเป็นแฟนของพี่อย่างซื่อสัตย์เสมอค่ะ"
​ผู้หญิงที่ฉลาด ล้วนเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบในการเอาตัวรอดเสมอ
เพื่อต้องการให้ฉีหลิน ซึ่งเป็นเบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดนี้ วางใจและไม่หวาดระแวงว่า ถึงแม้เธอจะมีสถานะทางสังคมที่สูงส่งขึ้น มีอำนาจมากขึ้น แต่เธอก็จะไม่มีวันทรยศหรือเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น เธอถึงกับยอมทิ้งศักดิ์ศรี เป็นฝ่ายกระโจนเข้ามาแสดงความซื่อสัตย์และมอบกายถวายใจให้เขาก่อนด้วยซ้ำ
​"เอ... ไม่ถูกมั้งครับ?" ฉีหลินแสร้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ก่อนจะปล่อยระเบิดลูกใหญ่ลงกลางใจเธอ "เท่าที่ผมรู้มา... คุณเป็นแฟนที่คบหาดูใจอยู่กับ ซางเจีย ไม่ใช่เหรอครับ? แล้วจู่ๆ จะมากระโดดขึ้นตัก กลายมาเป็นแฟนของผมได้ยังไงกัน?"
​เรื่องบางเรื่อง... มันก็ถึงเวลาที่ต้องนำมาเปิดเผยและพูดคุยกันให้ชัดเจนเสียที ฉีหลินแกล้งถามด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
​เมื่อเฉินหลี่หลี่ได้ยินชื่อ 'ซางเจีย' หลุดออกมาจากปากของเขา หัวใจของเธอก็กระตุกวูบอย่างแรงราวกับดิ่งลงเหวลึก เลือดในกายเย็นเฉียบ
​ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอชะล่าใจและคิดหลอกตัวเองมาตลอดว่า ฉีหลินคนนี้คงไม่มีทางลดตัวลงไปค้นหาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแพทย์ อย่างซางเจีย
​"ฉัน... ฉันกับซางเจียจะมีความสัมพันธ์อะไรกันได้ล่ะคะ!" เฉินหลี่หลี่รีบปรับสีหน้า แสร้งพูดด้วยท่าทีเรียบเฉยและน้ำเสียงปฏิเสธอย่างแข็งขัน "พวกเราแม้แต่เพื่อนธรรมดายังเป็นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เขาแค่แอบชอบฉันฝ่ายเดียวต่างหากล่ะคะ..."
​ดวงตาสีดำขลับลึกล้ำของฉีหลินมีประกายความเย็นชาวาบผ่าน ขณะที่เขาจ้องลึกเข้าไปสบตากับเฉินหลี่หลี่อย่างจับผิด "หลี่หลี่... เธอคิดว่าฉันเป็นไอ้งั่งที่ดูอะไรไม่ออกเลยเหรอ? หรือเธอคิดว่าฉันเป็นผู้ชายโง่ๆ ที่ถูกผู้หญิงหลอกได้ง่ายดายมาก?"
​เมื่อต้องเผชิญหน้ากับดวงตาดำขลับราวน้ำหมึกคู่นั้นของฉีหลิน ดวงตาที่ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณและเปิดโปงคำโกหกทุกอย่าง... กำแพงป้องกันในใจที่เฉินหลี่หลี่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก ก็พังทลายลงมาอย่างไม่มีชิ้นดีในพริบตาเดียว