- หน้าแรก
- ยอดภรรยาสายเปย์กับระบบสุดโกง
- บทที่ 26: ปรุงโอสถจนโดนฟ้าผ่า
บทที่ 26: ปรุงโอสถจนโดนฟ้าผ่า
บทที่ 26: ปรุงโอสถจนโดนฟ้าผ่า
บทที่ 26: ปรุงโอสถจนโดนฟ้าผ่า
หลัวอวิ๋นเวยมองหนิงเฟิงจื้อที่ยืนอยู่ข้างประตู แม้ว่าเธอจะยังอยากอยู่ใกล้ชิดเขาให้นานกว่านี้อีกหน่อย แต่ตอนนี้ความสนใจของเธอพุ่งไปที่การลองปรุงโอสถมากกว่า เธอไม่มีกะจิตกะใจจะมาทำตัวเป็นติ่งด้วยซ้ำ เธอส่งยิ้มบางๆ ให้หนิงเฟิงจื้อ
"ท่านเจ้าสำนัก ข้าอาจจะต้องเก็บตัวปรุงโอสถสักระยะหนึ่ง ถ้าไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ ข้าหวังว่าจะไม่มีใครมารบกวนนะคะ หลังจากที่ข้าออกจากห้องเก็บตัว ข้ามีเซอร์ไพรส์ให้ท่านเจ้าสำนักแน่นอนค่ะ"
หนิงเฟิงจื้อคิดว่าหลัวอวิ๋นเวยยังคงโกรธอยู่ แต่ก็ยอมเห็นแก่ภาพรวม ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อขอโทษ หลัวอวิ๋นเวยก็ปิดประตูดังปัง เขาร้องถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ยังไม่ทันจะจบ ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง
"อ้อ แล้วก็ หลังจากที่วิญญาณยุทธ์ของตู๋กูป๋อกลายร่างเป็นมังกร เขาควรจะก้าวขึ้นสู่ระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ ท่านเจ้าสำนักต้องพิจารณาให้ดีนะคะว่าจะจัดเตรียมตำแหน่งให้เขายังไง คนคนนี้มีนิสัยแปลกประหลาด ถ้าจัดการไม่ดี อาจจะเดือดร้อนเอาได้ นี่คือยาลูกกลอนถอนพิษหนึ่งขวดที่สามารถแก้พิษของตระกูลเขาได้ ถ้าเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น ท่านเจ้าสำนักอย่าลืมกินมันด้วยนะคะ"
หลัวอวิ๋นเวยไม่ไว้ใจตู๋กูป๋อ เธอยื่นยาลูกกลอนถอนพิษระดับกลางที่เหลือทั้งหมดให้หนิงเฟิงจื้อ
หนิงเฟิงจื้อมองยาในมือแล้วมองไปที่ประตูที่ปิดลง เขายิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่รู้สึกกังวลกับความคิดมากอีกต่อไป เขามองไปที่ประตูที่ปิดสนิทด้วยความรู้สึกบางอย่าง เขาชักจะสงสัยว่าความคิดของเขามันซับซ้อนเกินไปและเขาคิดมากไปเอง หรือว่าหลัวอวิ๋นเวยเป็นคนตรงไปตรงมาเกินไปกันแน่ ไม่ว่ายังไง ตอนนี้เขาก็สามารถวางใจและจัดการเรื่องต่างๆ ให้กับตู๋กูป๋อและลูกชายได้แล้ว
การปรุงยากับการปรุงโอสถนั้นแตกต่างกัน การปรุงยาเป็นเพียงแค่แขนงหนึ่งของการปรุงโอสถเท่านั้น
ในฐานะอดีตนักอ่านนิยายตัวยง หลัวอวิ๋นเวยรู้สึกตื่นเต้นจริงๆ ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การปรุงโอสถ
ยาที่เธอเคยให้ตู๋กูป๋อและคนอื่นๆ กินเพื่อถอนพิษก่อนหน้านี้ ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการปรุงโอสถเลยด้วยซ้ำ มันไม่ได้ใช้เตาหลอมหรือไฟในการสกัด มันเป็นแค่ยาลูกกลอนที่ปั้นด้วยมือแบบง่ายๆ
ที่ปั้นเป็นเม็ดกลมๆ ก็เพื่อให้กินง่ายขึ้นเท่านั้น ถ้าหลัวอวิ๋นเวยนึกสนุก เธอจะปั้นเป็นวงรี สี่เหลี่ยม รูปเห็ด หรือแม้กระทั่งรูปอึก็ยังได้...
ในทางตรงกันข้าม โอสถทั้ง 3 ชนิดที่หลัวอวิ๋นเวยกำลังจะปรุงให้หนิงเฟิงจื้อนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พวกมันคือโอสถที่แท้จริงจากระบบการบ่มเพาะพลังเซียน
ไม่เพียงแต่ส่วนผสมทั้งหมดจะเป็นสมุนไพรวิญญาณขึ้นไปเท่านั้น แต่ยังมีการเพิ่มสมุนไพรอมตะลงไปอีกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น การสกัดส่วนผสมทั้งหมดต้องทำในเตาหลอมโอสถ ต้องใช้พลังวิญญาณในการหั่นอย่างแม่นยำ คนส่วนผสม ควบคุมสรรพคุณทางยา และควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวดทุกกระเบียดนิ้ว ห้ามผิดพลาดแม้แต่ขั้นตอนเดียว นี่แหละคือการปรุงโอสถที่แท้จริง
โอสถนิพพานเป็นโอสถที่แพงที่สุดในบรรดาสามชนิด หลัวอวิ๋นเวยโยนสมุนไพรอมตะจากเรื่องต้นฉบับที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับสามคน ได้แก่ ทานตะวันหงอนไก่เพลิง, กล้วยไม้เซียนแปดกลีบ และหนอนไหมหิมะหมื่นปี ลงไปในเตาหลอมโอสถ แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลับสกัดออกมาได้เพียงหยดแก่นแท้สมุนไพรอมตะเพียงหยดเดียวเท่านั้น
ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อเธอเติมส่วนผสมครั้งที่สอง เธอยังใส่สมุนไพรอมตะเพิ่มไปอีกสองชนิด ได้แก่ ดอกดาวตกทองคำบริสุทธิ์ และ ผลไท่ซุ่ยดอกชบา
สูตรไม่ได้ระบุปริมาณสมุนไพรอมตะที่ต้องใส่ไว้อย่างชัดเจน แต่เพื่อรับประกันว่าจะมีสรรพคุณเพียงพอ หลัวอวิ๋นเวยจึงเลือกที่จะไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ใช้ทุกสิ่งที่มีอยู่จนหมดเกลี้ยง
เหมือนกับตอนที่เธอเพิ่งรู้จักงานฝีมือในชาติก่อน หลัวอวิ๋นเวยรู้สึกตื่นเต้นมาก เธอพึงพอใจกับความรู้สึกที่ได้ 'สร้างสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง' ไม่ว่ามันจะน่าเบื่อหน่ายแค่ไหน เธอก็ไม่รู้สึกรำคาญใจเลยสักนิด กลับรู้สึกสนุกไปกับมันเสียด้วยซ้ำ
หลังจากผ่านไป 3 วันด้วยความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กลิ่นหอมของโอสถก็โชยออกมาจากเตาหลอมโอสถที่เธอแลกมาจากระบบ
หลัวอวิ๋นเวยสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็เปิดฝาเตาหลอมโอสถออกอย่างรวดเร็ว จำนวนโอสถที่เสร็จสมบูรณ์นั้นน่าทึ่งมาก
ตามสูตรดั้งเดิมระบุไว้ว่าปรุงได้ 4-6 เม็ดต่อรอบ แต่การประโคมใส่วัตถุดิบอย่างเต็มที่ของหลัวอวิ๋นเวย ส่งผลให้ได้โอสถถึง 10 เม็ดในรอบนี้
หลัวอวิ๋นเวยเก็บโอสถทั้งหมดไว้ด้วยความพึงพอใจ เธอพักผ่อนสักครู่ จากนั้นก็ลงมือปรุงโอสถชนิดต่อไป
ไม่นานนัก ผงเลื่อนระดับวิญญาณ ซึ่งใช้คู่กับโอสถนิพพานก็ปรุงเสร็จ อย่างไรก็ตาม ผงเลื่อนระดับวิญญาณจะอยู่ในรูปแบบผง ซึ่งแตกต่างจากโอสถนิพพาน ตามคำแนะนำของระบบ เธอแบ่งผงเลื่อนระดับวิญญาณออกเป็น 11 ส่วน และห่อด้วยกระดาษซองเล็กๆ
ในที่สุดหลัวอวิ๋นเวยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ถ้าเธอไม่ใช่ราชทินนามพรหมยุทธ์ การที่ไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่ม และไม่ได้นอนเลยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอคงตายกะทันหันไปนานแล้ว
ในวันที่แปดของการเก็บตัว หลังจากพักผ่อนมาสองวัน หลัวอวิ๋นเวยก็เริ่มเตรียมโอสถชนิดสุดท้ายให้หนิงเฟิงจื้อ ซึ่งก็คือโอสถสายเลือดที่ระบบแนะนำมา
เมื่อเทียบกับโอสถชนิดก่อนๆ โอสถสายเลือดน่าจะเป็นชนิดที่ถูกที่สุดในสามชนิด โดยใช้สมุนไพรอมตะเพียงชนิดเดียวและใช้เวลาในการปรุงเพียงครึ่งชั่วโมง
ทว่า หากมองในอีกมุมหนึ่ง โอสถชนิดนี้อาจถือได้ว่ามีค่าที่สุด เพราะ 'เลือดนำทาง' ที่จำเป็นสำหรับโอสถสายเลือดก็คือ เลือดจากหัวใจ
แต่ด้วยระบบที่ไร้เทียมทาน หลัวอวิ๋นเวยจะไปกลัวการสูญเสียเลือดจากหัวใจได้อย่างไร?
เธอควบแน่นเลือดจากหัวใจ และใช้พลังวิญญาณควบคุมให้มันไหลลงไปในเตาหลอมโอสถ
ในขณะนั้นเอง ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเมฆหมอกที่กำลังก่อตัวและเสียงฟ้าร้อง ราวกับว่าสวรรค์กำลังพิโรธกับการกระทำของเธอ
"ระบบ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"
"[จากการตรวจสอบ ดูเหมือนว่ามีคนจงใจสร้างก้อนเมฆพวกนี้ขึ้นมา เพื่อพยายามขัดขวางไม่ให้โฮสต์เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของหนิงเฟิงจื้อด้วยโอสถสายเลือด]"
"แล้วข้าควรทำยังไงดีล่ะ?"
"[โฮสต์ยังมีแต้มอาหารสุนัขเหลืออยู่ 2490 แต้ม ท่านสามารถเลือกเปิดใช้งานเกราะป้องกันของระบบได้ ซึ่งจะใช้แต้ม 100 แต้มต่อนาที โฮสต์สามารถเปิดใช้งานได้ 24 นาที 54 วินาที]"
"บ้าเอ๊ย! ถ่วงเวลาไว้ก่อน ถ้าฟ้าผ่าลงมาเมื่อไหร่ ค่อยเปิดใช้งานให้ข้านะ!"
ด้วยเวลาที่มีจำกัด หลัวอวิ๋นเวยจึงตัดสินใจเสี่ยง เธออัดพลังวิญญาณจำนวนมากลงไปในเตาหลอมโดยตรงเพื่อเร่งให้โอสถก่อตัวเร็วขึ้น
แม้ว่าเธอจะเป็นถึงราชทินนามพรหมยุทธ์ระดับ 91 ที่มีพลังวิญญาณล้นเหลือ และด้วยความช่วยเหลือจากระบบ การถ่ายเทพลังวิญญาณของเธอก็เสถียรมาก แต่ท้ายที่สุดแล้ว การปรุงโอสถก็ไม่ใช่ศาสตร์ของโลกนี้ บทบาทที่พลังวิญญาณสามารถทำได้จึงมีจำกัดจริงๆ
ทันทีที่โอสถกำลังจะก่อตัว สายฟ้าจากฟากฟ้าก็ฟาดลงมาตรงจุดที่หลัวอวิ๋นเวยอยู่ พังหลังคาจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
แทบทุกคนในสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติต่างถูกดึงดูดด้วยปรากฏการณ์ประหลาดนี้ โดยเฉพาะศิษย์ที่อยู่ใกล้เรือนของหลัวอวิ๋นเวย พวกเขาตกใจกลัวจนต้องรีบถอยห่าง บางคนที่มีสติก็รีบวิ่งไปหาหนิงเฟิงจื้อทันที
"ท่านเจ้าสำนัก! ผู้อาวุโสลั่วถูกฟ้าผ่าขอรับ!"
หลัวอวิ๋นเวยใช้พลังวิญญาณดึงโอสถออกมาจากเตาหลอมและโยนเข้าไปในพื้นที่จัดเก็บของระบบอย่างรวดเร็ว ตอนแรกเธอคิดว่าเป้าหมายของสายฟ้าคือโอสถ แต่ตอนนี้โอสถหายไปแล้ว แต่ฟ้าก็ยังผ่าลงมาไม่หยุด นี่มันเกินไปแล้วนะ!
หลัวอวิ๋นเวยที่กำลังโมโหสุดขีด วิ่งตรงไปที่ลานบ้านและชูนิ้วกลางแจกฟักทองให้ท้องฟ้า "ฟักยู!"
การด่าทอแบบบ้านๆ นี้ส่งไปถึงแดนเทพ เทพแห่งสายฟ้าผู้ถืออาวุธศักดิ์สิทธิ์โกรธจัดขึ้นมาทันที และเตรียมจะลงมือสังหารหลัวอวิ๋นเวยโดยตรง แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงของคนข้างๆ ที่เขาไม่กล้าล่วงเกิน
"สิ่งมีชีวิตประหลาดนี่น่าสนใจดีแฮะ อ้อ แล้วเธอก็อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ด้วย ตั้งแต่นี้ไปก็ทำเป็นมองไม่เห็นเธอซะ เข้าใจไหม?"
เมฆฝนฟ้าคะนองค่อยๆ สลายตัวไปอย่างช้าๆ เธอเองก็อึ้งไปเล็กน้อย "ระบบ ข้า... เจ๋งขนาดนั้นเลยเหรอ?"
หลัวอวิ๋นเวยเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไปและรู้สึกขี้ขลาดขึ้นมาอย่างประหลาด เธอดูถูกเทพเจ้าแห่งโต้วหลัว การกระทำของพวกเขาไม่ต่างจากมนุษย์เลย ไร้ซึ่งความสง่างามของเทพเจ้าอย่างสิ้นเชิง ประกอบกับนิยายแฟนฟิคหลายเรื่องที่วาดภาพให้เทพเจ้าแห่งโต้วหลัวเป็นพวกมารร้าย ยิ่งทำให้เธอรู้สึกรังเกียจพวกเขามากขึ้นไปอีก
แต่ต่อให้เป็นเทพที่มีข้อบกพร่อง พวกเขาก็ยังเป็นเทพอยู่นะ! แถมเทพที่นี่ยังไร้เหตุผล อยากจะโกงก็โกง อยากจะแกล้งก็แกล้ง!
ตอนนี้อย่าว่าแต่เทพเจ้าเลเวล 100 เลย ถ้าเฉินซิน(ท่านลุงเจี้ยน)กับกู่หรง(ท่านลุงกู่)แท็กทีมสู้กับเธอแบบเอาเป็นเอาตาย เธอก็ไม่รอดเหมือนกันแหละ!
ระบบไม่ได้ตอบ หลัวอวิ๋นเวยสั่นสะท้าน "ผิดไปแล้วค้าบ ผิดไปแล้ว!"
เธอรีบโค้งคำนับและประนมมือขอขมาต่อท้องฟ้า "ว้ายย! เมื่อกี้ข้าวู่วามไปหน่อยเจ้าค่ะ วู่วามไปนิดนึง"
ทำให้การปรุงโอสถอันยิ่งใหญ่ของหลัวอวิ๋นเวยจำต้องหยุดชะงักลงในวันที่แปดเนื่องจากเหตุการณ์ฟ้าผ่า
หลังจากเมฆฝนฟ้าคะนองสลายตัวไป เฉินซิน(ท่านลุงเจี้ยน) กู่หรง(ท่านลุงกู่) และหนิงเฟิงจื้อก็เหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ พวกเขารีบวิ่งมาที่เรือนของหลัวอวิ๋นเวย
หนิงเฟิงจื้อมองดูหลังคาที่พังยับเยิน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย???"