- หน้าแรก
- ย้อนเวลา ทวงคืนทุกสิ่ง
- บทที่ 17 - ความในใจของหลินเจิ้นซาน
บทที่ 17 - ความในใจของหลินเจิ้นซาน
บทที่ 17 - ความในใจของหลินเจิ้นซาน
บทที่ 17 - ความในใจของหลินเจิ้นซาน
เมื่อเพลงตอนจบของซีรีส์ดังขึ้นจากทีวี
ฉู่เฉิงเฟิงก็หยุดปากกาลูกลื่นในมือ เขาสะบัดนิ้วเบา ๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้า แล้วลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย
หลินรุ่ยหันมามองฉู่เฉิงเฟิง
ถามว่า "เสี่ยวเฟิง นายทำการบ้านภาษาอังกฤษกับภาษาไทยเสร็จแล้วเหรอ"
ฉู่เฉิงเฟิงยิ้มอย่างมั่นใจ "อืม เสร็จหมดแล้ว การบ้านวิชาฟิสิกส์ก็เสร็จแล้วเหมือนกัน"
"ตอนนี้เหลือแค่ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แล้วก็ชีววิทยาเท่านั้นแหละ"
เขาเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาแขวนผนัง เข็มนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มครึ่งแล้ว
เขาจึงพูดต่อ "พี่รุ่ย สองทุ่มครึ่งแล้วนะ"
"ป่ะ เดี๋ยวฉันเดินไปส่งพี่ที่บ้าน"
"ขืนกลับดึกกว่านี้ เดี๋ยวพ่อบุญธรรมกับแม่บุญธรรมก็บ่นเอาหรอก"
ขณะนั้นเอง เพลงเปิดซีรีส์เรื่องใหม่ก็ดังขึ้น
"ผู้ที่ลุ่มหลงในความรักล้วนอยู่ในโลกีย์นี้..."
"อย่าได้หัวเราะเยาะคนที่คลั่งรักเลย..."
สายตาของหลินรุ่ยจับจ้องไปที่หน้าจอทีวีอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอเบิกกว้างขณะจดจ่ออยู่กับฉากเปิดเรื่อง
เธอบอกว่า "แม่บอกให้ฉันกลับบ้านก่อนสามทุ่ม"
"ตอนนี้เพิ่งสองทุ่มครึ่งเอง ยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงนะ"
"รอให้ฉันดูจบอีกครึ่งตอนก่อนเถอะน่า"
ฉู่เฉิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเตือน "พี่รุ่ย พี่กลับไปดูต่อที่บ้านก็เหมือนกันแหละ"
"ขืนกลับดึกไปกว่านี้ เดี๋ยวพี่ก็โดนดุหรอก"
หลินรุ่ยตอกกลับอย่างอารมณ์เสีย "นายคิดว่ากลับถึงบ้านแล้วฉันจะได้ดูทีวีต่อหรือไง"
"นายทำการบ้านของนายไปเถอะน่า"
"ขอฉันดูต่ออีกครึ่งตอนเถอะน่า พอสามทุ่มปุ๊บฉันจะกลับบ้านทันทีเลย"
ฉู่เฉิงเฟิงจำใจต้องยอมรับ "เฮ้อ ตามใจพี่แล้วกัน ยังไงคนที่โดนดุก็ไม่ใช่ฉันอยู่ดี"
พูดจบ เขาก็ลงมือทำการบ้านต่อ
หลังจากที่ฉู่เฉิงเฟิงทำการบ้านวิชาประวัติศาสตร์เสร็จ
เขาหันไปดูเวลา ก็พบว่าปาเข้าไปสามทุ่มสิบนาทีแล้ว
ส่วนหลินรุ่ยก็ยังคงจดจ่ออยู่กับหน้าจอทีวีอย่างไม่วางตา
ฉู่เฉิงเฟิงลุกขึ้นยืนทันที แล้วตบไหล่หลินรุ่ยเบา ๆ
"พี่รุ่ย เลิกดูได้แล้ว นี่มันสามทุ่มสิบนาทีแล้วนะ รีบกลับบ้านเถอะ"
"เดี๋ยวพ่อบุญธรรมก็ตามมาถึงนี่หรอก"
หลินรุ่ยหันไปดูนาฬิกาแขวนผนัง
"อุ๊ย สามทุ่มกว่าแล้วเหรอเนี่ย"
เธอร้องอุทานด้วยความตกใจ แล้วผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
เพราะลุกขึ้นเร็วเกินไป เก้าอี้พับที่เธอนั่งอยู่จึงหงายหลังล้มลง
"แคร้ง" เสียงดังสนั่น
เกาอี้พับพับเก็บตัวมันเองและล้มกลิ้งไปกองกับพื้นทันที
พอหลินรุ่ยหันตัวกลับ เธอก็เสียหลักพุ่งไปข้างหน้า
พร้อมกับร้องลั่น "โอ๊ย ขาฉันชาไปหมดแล้ว เสี่ยวเฟิง รีบรับฉันที"
ฉู่เฉิงเฟิงเห็นดังนั้นจึงรีบยื่นมือออกไปรับตัวหลินรุ่ยไว้
ห้องนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก
เก้าอี้ของทั้งสองคนแทบจะวางชิดติดกัน
ฉู่เฉิงเฟิงคว้าตัวหลินรุ่ยไว้ได้ทันท่วงที
อืม น่าจะเรียกว่ากอดไว้มากกว่า
หลินรุ่ยโผเข้าสู่อ้อมกอดของฉู่เฉิงเฟิงเต็มเป้า สองแขนของเธอโอบรอบคอเขาไว้แน่น
ทั้งสองคนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด ชนิดที่เรียกได้ว่าแนบชิดกันเลยทีเดียว
ฉู่เฉิงเฟิงสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนที่ริมฝีปาก กลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยมาแตะจมูก
ทั้งสองคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา
ฉู่เฉิงเฟิงก็ดึงสติกลับมาได้ก่อนใคร
เขาค่อย ๆ เอนศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วใช้แรงจากแขนหมุนตัวหลินรุ่ยเบา ๆ เพื่อให้เธอลงไปนั่งบนขอบเตียง
เขาบอกว่า "พี่รุ่ย พี่นั่งพักขยับขาให้หายชาไปก่อนนะ"
"พอขยับขาได้แล้วอาการชาก็จะหายไปเองแหละ"
จากนั้นเขาก็ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เก็บสมุดการบ้านของหลินรุ่ยใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยอย่างเนียน ๆ
แก้มของหลินรุ่ยแดงระเรื่อเป็นสีลูกตำลึงสุก
เธอแกว่งขาทั้งสองข้างไปมาไม่หยุด เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลดอาการชา
ผ่านไปครู่หนึ่ง
หลินรุ่ยก็กระโดดลงจากขอบเตียง
แล้วลองเดินไปมาสองสามก้าวบนพื้น
ก่อนจะบอกว่า "เอาล่ะ ขาฉันหายชาแล้ว"
เธอคว้ากระเป๋านักเรียนของตัวเอง แล้วเดินตรงไปที่ประตูห้องโถงด้านนอกทันที
ฉู่เฉิงเฟิงเห็นดังนั้นก็รีบเดินตามไปติด ๆ
พอเดินมาถึงหน้าประตู
หลินรุ่ยก็คว้าข้อมือของฉู่เฉิงเฟิงไว้แน่น
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฉู่เฉิงเฟิง
แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เสี่ยวเฟิง เรื่องเมื่อกี้มันเป็นแค่อุบัติเหตุนะ นายห้ามเอาไปบอกใครเด็ดขาด"
"ถ้านายกล้าเอาไปพูดล่ะก็ ฉันจะกัดนายให้ตายเลยคอยดู"
พูดจบ เธอก็ถลึงตาใส่ฉู่เฉิงเฟิงอย่างดุดัน
ฉู่เฉิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง
เขากะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง "พี่รุ่ย พี่พูดเรื่องอะไรอ่ะ เมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักหน่อยนี่นา"
"เอ่อ คือว่า" หลินรุ่ยอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ
ก่อนจะรีบเสริม "อื้อ ใช่ เมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักหน่อย พวกเราไม่ได้ทำอะไรกันเลย"
พูดจบ เธอก็กระชับผ้าพันคอที่คอให้แน่นขึ้น
แล้วกระชากประตูเปิดออก ก้าวเท้ายาว ๆ เดินออกไปที่ลานบ้านทันที
ที่บ้านของหลินเจิ้นซาน
หลังจากที่ฉู่เฉิงเฟิงและหลินรุ่ยออกไปแล้ว
หลินเจิ้นซานและจางซิ่วจวน สองสามีภรรยาก็เข้าไปในครัวเพื่อจัดการกับกระต่ายป่า
พวกเขาจับขาหลังของกระต่ายป่าห้อยหัวลงมาจากพนักพิงเก้าอี้
เมื่อหลินเจิ้นซานเห็นว่ากระต่ายป่ายังคงดิ้นรนอยู่ เขาก็เลยจัดการหักคอมันซะเลย
จากนั้นก็ใช้มีดอีโต้ปาดคอกระต่ายเพื่อรีดเลือดออก
พอรีดเลือดเสร็จ ก็เริ่มลงมือถลกหนัง
จางซิ่วจวนคอยเป็นลูกมือช่วยหลินเจิ้นซานอยู่ข้าง ๆ
ระหว่างที่กำลังถลกหนังกระต่ายป่าอยู่นั้น
จางซิ่วจวนก็โพล่งขึ้นมา "เจิ้นซาน คุณปล่อยให้เสี่ยวรุ่ยกับเสี่ยวเฟิงอยู่ด้วยกันตามลำพังแบบนี้"
"คุณอยากได้เสี่ยวเฟิงมาเป็นลูกเขยของเราจริง ๆ ใช่ไหม"
มือของหลินเจิ้นซานชะงักกึก
มีดอีโต้เผลอกรีดลงบนหนังกระต่ายจนเป็นรอยขาดขนาดใหญ่
หนังกระต่ายป่าที่สมบูรณ์แบบพังยับเยินไปในพริบตา
หลินเจิ้นซานเงยหน้าขึ้นมองจางซิ่วจวนผู้เป็นภรรยา แล้วพูดเสียงเรียบ "ซิ่วจวน คุณคิดว่าไงล่ะ"
"พวกเราเห็นเสี่ยวเฟิงมาตั้งแต่เด็ก ๆ"
"ถ้าเสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวรุ่ยได้ลงเอยกันจริง ๆ พวกเราก็หมดห่วงไปเปราะนึงเลยนะ"
"แต่ตอนนี้พวกเขายังเด็กเกินไป พูดเรื่องนี้ไปก็ยังเร็วไปหน่อย"
"รออีกสักสองสามปี ให้พวกเขาก่อนจบมัธยมต้นก่อนเถอะ พวกเราค่อยถามความสมัครใจของพวกเขาดูอีกที"
จางซิ่วจวนได้ยินดังนั้น คิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เธอพูดว่า "ฉันก็คิดว่าเสี่ยวเฟิงกับเสี่ยวรุ่ยเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีนะ แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกันล่ะก็"
เมื่อเธอพูดจบ ห้องครัวก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
หลินเจิ้นซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "งั้นพวกเราก็ถือว่าเสี่ยวเฟิงเป็นลูกชายแท้ ๆ ไปเลย แล้วค่อยหาภรรยาดี ๆ ให้เขาสักคน"
"ซิ่วจวน ตั้งแต่เจี้ยนกั๋วจากไป เสี่ยวเฟิงก็ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ"
"เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันที่ผ่านมา คุณก็เห็นแล้วนี่"
"อาเอ้อร์ซวนกับเจี้ยนปังพยายามจะฮุบสมบัติของเสี่ยวเฟิง แต่ผลสุดท้ายก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ"
"เสี่ยวเฟิงยอมเอาเสบียงและเงินบำนาญสำหรับสิบปีมาจ่ายล่วงหน้า เพื่อแสดงความกตัญญูแทนพ่อของเขา และยังเป็นการอุดปากอาเอ้อร์ซวนอีกด้วย"
"ทำให้เสี่ยวเฟิงรอดพ้นจากการถูกรับไปเป็นลูกบุญธรรมของลุงใหญ่ได้สำเร็จ"
"อายุแค่นี้ก็มีไหวพริบขนาดนี้ โตขึ้นไปต้องไม่ธรรมดาแน่ ๆ"
"เสี่ยวเฟิงเป็นเด็กรู้คุณคน"
"ไม่แน่ ในอนาคตตอนที่เราแก่เฒ่า เราอาจจะต้องพึ่งพาเขาก็ได้นะ"
คิ้วของจางซิ่วจวนขมวดแน่นขึ้นไปอีก
เธอพูดด้วยน้ำเสียงกังวล "เจิ้นซาน เงินเดือนคุณแค่ห้าร้อยสี่สิบหยวนเอง รายได้จากการทำนาก็แค่พันกว่าหยวนต่อปี"
"พวกเราจะเอาเงินที่ไหนไปเลี้ยงดูเสี่ยวเฟิงกันล่ะ"
หลินเจิ้นซานได้ยินดังนั้น รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เขาหัวเราะอย่างมีความสุข "ซิ่วจวน ฉันลืมบอกคุณไปเรื่องนึงเลย คุณไปล้วงเงินในกระเป๋าเสื้อโค้ทฉันมาสิ"
"เงินเหรอ เงินอะไร"
จางซิ่วจวนไม่ได้เดินไปที่เสื้อโค้ทของหลินเจิ้นซาน แต่กลับถามเขากลับด้วยความสงสัย
หลินเจิ้นซานวางมีดอีโต้ในมือลง
แล้วหันไปมองจางซิ่วจวนด้วยสีหน้าจริงจัง
เขาพูดเสียงนุ่ม "วันนี้ เจ้าชางเหวินเพิ่งจะซื้อรถไถของบ้านเสี่ยวเฟิงไปไม่ใช่เหรอ"
"ขายได้ตั้งเก้าพันห้าร้อยหยวนเชียวนะ"
จางซิ่วจวนรีบพูดสวนขึ้นมา "ฉันรู้เรื่องนั้นแล้ว เสี่ยวเฟิงไม่ได้เอาเงินเก็บไว้เอง แต่ฝากให้คุณดูแลไม่ใช่เหรอ"
ประกายแห่งความภูมิใจวาบขึ้นในดวงตาของหลินเจิ้นซาน
"ซิ่วจวน คุณอย่าเพิ่งใจร้อน ฟังฉันพูดให้จบก่อนสิ"
เมื่อเห็นว่าจางซิ่วจวนยอมเงียบ
เขาก็พูดต่อช้า ๆ "ฉันตั้งใจจะปรึกษากับเสี่ยวเฟิง ว่าจะให้เขาเอาเงินไปฝากธนาคารน่ะ"
"เก็บเงินเยอะขนาดนี้ไว้ที่บ้านมันอันตรายจะตายไป"
"รอจนกว่าจะต้องใช้เงินเมื่อไหร่ ค่อยไปถอนออกมาก็ได้"
"ใครจะไปคิดว่าเสี่ยวเฟิงจะไม่ลังเลเลยสักนิด ยอมให้ฉันเป็นคนเก็บเงินก้อนนั้นไว้เฉยเลย"
"แถมยังเอาเงินหนึ่งหมื่นสองพันหยวนที่เจี้ยนกั๋วทิ้งไว้ให้"
"มาฝากให้ฉันดูแลทั้งหมดเลยนะ บอกว่ารอให้ถึงเวลาจ่ายค่าเทอมค่อยมาขอคืน"
จางซิ่วจวนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เธอมองหลินเจิ้นซานอย่างไม่อยากเชื่อสายตา แต่ลึก ๆ ในใจก็แอบดีใจอยู่ไม่น้อย
เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เจิ้นซาน คุณกำลังจะบอกว่า เสี่ยวเฟิงเอาเงินตั้งสองหมื่นกว่าหยวนมาฝากให้คุณดูแลทั้งหมดเลยงั้นเหรอ"
"เขา เขาเห็นพวกเราเป็นพ่อแม่แท้ ๆ ของเขาไปแล้วสินะ"
พูดจบ น้ำตาก็รื้นขึ้นมาที่หางตาของเธอ
หลินเจิ้นซานพยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดว่า "ซิ่วจวน เสี่ยวเฟิงเชื่อใจพวกเราขนาดนี้ พวกเราต้องดูแลเขาให้ดีนะ"
"ห้ามปล่อยให้ใครมารังแกเขาเด็ดขาด"
"เฮ้อ"
จางซิ่วจวนถอนหายใจยาว
แล้วพูดว่า "เสี่ยวเฟิงเป็นเด็กดีและรู้ความขนาดนี้"
"ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอาเอ้อร์ซวนถึงคิดจะส่งเขาไปเป็นลูกบุญธรรมของลุงใหญ่ให้ทนลำบากลำบนด้วย"
"โชคดีนะที่เสี่ยวเฟิงปฏิเสธ ไม่ยอมให้พวกเขาสมหวัง"
"ขืนเสี่ยวเฟิงไปเป็นลูกบุญธรรมของลุงใหญ่จริง ๆ"
"ลุงใหญ่ก็คงไม่มีปัญญาส่งเสียให้เขาเรียนต่อแน่ คงต้องบังคับให้เขาออกจากโรงเรียน"
"แล้วเงินที่เจี้ยนกั๋วทิ้งไว้ให้ก็คงโดนยึดไปจนหมดเกลี้ยงแน่ ๆ"