- หน้าแรก
- พลังร้อยเท่าตั้งแต่เริ่ม แต่ผมดันเป็นแค่สายซัพพอร์ต!
- บทที่ 210 - คิดอะไรอยู่ แกนับเป็นตัวอะไร
บทที่ 210 - คิดอะไรอยู่ แกนับเป็นตัวอะไร
บทที่ 210 - คิดอะไรอยู่ แกนับเป็นตัวอะไร
บทที่ 210 - คิดอะไรอยู่ แกนับเป็นตัวอะไร
"อะไรนะ เจ้าไปทำพันธสัญญาเป็นผู้ติดตามของเขาแล้วงั้นหรือ"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ตาเฒ่าก็ตกใจจนริ้วรอยบนใบหน้าตึงเปรี๊ยะ
ถึงตาเฒ่าคนนี้จะดูขี้เหนียว แต่หลานสาวคนนี้คือจุดอ่อนเดียวของเขา
ทุกคนในครอบครัวของเขาตายด้วยน้ำมือของราชันย์หลิงก่านหมดแล้ว
เหลือเพียงเขาและหลานสาวสองคนปู่หลานที่ต้องพึ่งพากันและกัน
เมื่อไม่นานมานี้ หลานสาวของเขาก็ถูกจับตัวไปอีก
เรื่องนี้แทบจะพรากครึ่งชีวิตของเขาไปเลยทีเดียว
ตอนแรกเขาคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากฉินเทียน
เพื่อไปช่วยหลานสาวของเขาออกมา
แต่ไม่คิดเลยว่า เรื่องราวจะพลิกผันไปไกลขนาดนี้
ตั้งใจแค่จะหลอกใช้ฉินเทียนนิดหน่อย
แต่ฉินเทียนกลับเปลี่ยนหลานสาวของเขาให้กลายเป็นผู้ติดตามไปเสียได้
ในตอนนั้น สีหน้าของตาเฒ่าช่างดูตลกพิลึก
จากนั้น
ตาเฒ่าก็เหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาฉินเทียน
และโค้งคำนับฉินเทียนด้วยความเคารพ "จอมยุทธ์น้อย เมื่อครู่ข้าเสียมารยาทไป"
"ตอนนี้ข้าต้องขอขอบคุณท่านอย่างจริงใจ"
"ในเมื่อหลานสาวของข้าตกลงเป็นผู้ติดตามของท่านแล้ว"
"นั่นก็ถือเป็นวาสนาของนาง"
"ข้าคงไม่ฝืนใจ"
"ข้าในฐานะปู่ หวังเพียงว่าเมื่อนางติดตามท่านไปแล้ว ท่านจะช่วยดูแลนางให้ดี"
ฉินเทียนมองดูตาเฒ่าตรงหน้า
รู้สึกว่าเขาคงไม่กล้าเล่นลูกไม้กับตนอีกแล้ว
เขาจึงพยักหน้ารับ "วางใจเถอะ ฉันจะดูแลจี๋เฟิ่งจือเป็นอย่างดี"
อันที่จริง สำหรับพวกคนบนยอดเขาวังวนสวรรค์เหล่านี้ ฉินเทียนไม่ได้มีความผูกพันอะไรเป็นพิเศษ
รวมไปถึงเผ่าเซียนอวี้ทั้งเผ่าด้วย เขาไม่ได้มีความคิดอื่นใดเลย
มันก็เป็นแค่ด่านมิติที่เขาต้องผ่านเพื่อทำภารกิจเปลี่ยนอาชีพเท่านั้น
ส่วนเรื่องที่จะดูแลจี๋เฟิ่งจือ ฉินเทียนก็ต้องทำตามที่รับปากอยู่แล้ว
ฉินเทียนไม่เคยขี้เหนียวกับลูกน้องของตัวเอง
เมื่อได้รับการยืนยันจากฉินเทียน ตาเฒ่าก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
เขายื่นไม้เท้าในมือให้กับฉินเทียน
"จอมยุทธ์น้อย นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า"
"ก่อนที่เผ่าเซียนอวี้จะมาตั้งรกรากที่นี่ ที่นี่เคยเป็นหมู่บ้านมาก่อน"
"และข้าก็คือผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านนั้น แต่ตอนนี้ข้าแก่แล้ว ไม่ค่อยมีแรงแล้ว"
"ของชิ้นนี้ขอมอบให้ท่าน หวังว่าท่านจะนำมันไปสร้างชื่อเสียงให้ระบือไกล"
พูดจบ เขาก็คุกเข่าลงบนพื้นและยื่นไม้เท้าให้อย่างนอบน้อมด้วยสองมือ
ฉินเทียนหน้าดำคร่ำเครียด
"ไม้เท้างั้นหรือ"
ไม้เท้าอันนี้ดูเป็นแค่ไม้แกะสลักธรรมดาๆ
แถมงานแกะสลักก็หยาบมากๆ
ฉินเทียนนึกว่าตาเฒ่ากำลังใช้แผนแกล้งน่าสงสารเพื่อหลอกให้เขาเห็นใจ
เขากำลังจะระเบิดอารมณ์อยู่แล้วเชียว
แต่พอเขาเหลือบไปเห็นค่าสถานะของไม้เท้าอันนั้น
ฉินเทียนก็รีบพยุงตาเฒ่าให้ลุกขึ้นทันที
"ผู้อาวุโส พื้นมันเย็น ท่านจะคุกเข่าทำไม รีบลุกขึ้นเถอะ"
ฉินเทียนมองตาเฒ่าด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
ทำเอาตาเฒ่ารู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จู่ๆ ฉินเทียนก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นหน้ามือหลังมือ
เหตุผลหลักก็คือ ไม้เท้าอันนี้เป็นของวิเศษที่หายากมาก
[คทาอำนาจ ไอเทมพิเศษ] [คำอธิบาย ผู้ที่ครอบครองคทาอำนาจนี้ จะสามารถเพิ่มความสามัคคีให้กับกองกำลังใต้บังคับบัญชาของตน และเพิ่มค่าสถานะพื้นฐานให้กับสมาชิกทั้งหมดในกองกำลังนั้น 15%]
คำอธิบายสั้นๆ แต่คุณสมบัติไม่ธรรมดาเลย
แค่คุณสมบัติข้อเดียวที่บอกว่า เพิ่มค่าสถานะพื้นฐาน 15%
ก็เทียบเท่ากับอุปกรณ์ระดับมหากาพย์หลายๆ ชิ้นรวมกันแล้ว
ต้องรู้ก่อนนะว่า นี่ไม่ได้เพิ่มแค่คนเดียว
แต่เป็นการเพิ่มให้กับทั้งกองกำลัง
นั่นหมายความว่า กองกำลังนั้นมีกี่คน ก็จะได้รับการบัฟ 15% ทุกคน
แค่คุณสมบัติข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้สมาคมและขุมกำลังขนาดใหญ่หลายแห่งต้องแย่งชิงคทาอำนาจนี้กันจนเลือดตกยางออกแล้ว
ขณะที่พยุงตาเฒ่าขึ้นมา ในใจฉินเทียนก็อดคิดไม่ได้
"โชคดีนะที่เมื่อกี้ฉันตัดสินใจรับจี๋เฟิ่งจือเป็นผู้ติดตาม"
"ไม่อย่างนั้น ฉันคงไม่มีทางได้ไม้เท้าอันนี้มาครอบครองแน่ๆ"
หลังจากได้รับอุปกรณ์ชิ้นนี้ มุมมองที่ฉินเทียนมีต่อจักรพรรดินีเซียนอวี้ ผู้ที่เขาไม่เคยพบหน้าก็ดีขึ้นมาบ้าง
"ดูเหมือนว่ายายแก่จักรพรรดินีเซียนอวี้ก็ไม่ได้ขี้งกอย่างที่คิดนะ"
"อุตส่าห์มอบอุปกรณ์ดีๆ แบบนี้ให้ฉันด้วย"
ภารกิจเปลี่ยนอาชีพขั้นสองครั้งนี้ ช่างคุ้มค่าเกินคาดจริงๆ
ยังไม่ทันได้เริ่มภารกิจอย่างเป็นทางการ ก็กอบโกยผลประโยชน์ไปได้ตั้งมากมายแล้ว
หลังจากทักทายพูดคุยกับพวกเขาพอหอมปากหอมคอ
บรรดาหญิงสาวเผ่าเซียนอวี้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีร่างของคนสามคนที่ดูสะบักสะบอมโผล่มาด้านหลังฉินเทียนและเยว่ฉงหลิง
พวกเขาคือคนอาณาจักรบูรพาดาราสามคนนั้นนั่นเอง
ส่วนคนอาณาจักรทุ่งหญ้าอีกคนไม่ได้ปรากฏตัว คาดว่าคงตายในด่านมิติไปแล้ว
คนของเผ่าเซียนอวี้เอ่ยปากขึ้น "ขอแสดงความยินดีกับพวกท่านทุกคน ที่ผ่านการทดสอบของจักรพรรดินีเซียนอวี้ได้"
"หลังจากนี้ โปรดตามข้ามาได้เลย"
ท่ามกลางการกราบไหว้ของคนนับสิบคน
ฉินเทียนและเยว่ฉงหลิงก็เดินตามคนของเผ่าเซียนอวี้ไป
ในเวลาเดียวกันนั้น ไอ้พวกคนอาณาจักรบูรพาดาราทั้งสามก็เดินตามมาด้วยความทุลักทุเล
เยว่ฉงหลิงจ้องมองคนอาณาจักรบูรพาดาราทั้งสามด้วยสายตารังเกียจ
"ฉินเทียน ไอ้พวกอาณาจักรบูรพาดารานี่หน้าด้านเดินตามมาด้วย เราจัดการ..."
พูดพลางเธอก็ทำท่าปาดคอไปด้วย
หลังจากอยู่กับฉินเทียนมาพักหนึ่ง เยว่ฉงหลิงก็เริ่มมีความมั่นใจแบบไม่ลืมหูลืมตา
แค่ฉินเทียนอยากจะลงมือ ศัตรูของเขาก็ต้องตายสถานเดียว
ฉินเทียนเหลือบมองหญิงสาวเผ่าเซียนอวี้ที่เดินนำอยู่ด้านหน้า
แล้วส่ายหน้า
"ช่างเถอะ ปล่อยพวกมันไปก่อน รอให้เราเข้าไปในอาณาเขตของเผ่าเซียนอวี้ได้ค่อยว่ากัน"
ไม่ใช่ว่าฉินเทียนขี้ขลาด แต่เป็นเพราะตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะสร้างปัญหาเพิ่ม
ถึงแม้พวกเขาจะผ่านการทดสอบมาได้แล้ว
แต่หลังจากนี้ ยังมีโอกาสให้ลงมืออีกเยอะ
เขาคงไม่โง่พอที่จะลงมือฆ่าพวกคนอาณาจักรบูรพาดาราสามคนนี้ต่อหน้าคนของเผ่าเซียนอวี้หรอก
ได้ไม่คุ้มเสียแน่ๆ
ยังไงวันข้างหน้าก็ยังมีโอกาสอีกมาก
...
ด้วยเหตุนี้ คนทั้งหมดจึงมาถึงบริเวณตีนเขาได้อย่างรวดเร็ว
ฉินเทียนเงยหน้ามองขึ้นไป ยอดเขาแห่งนี้สูงลิบลิ่ว
สูงทะลุเมฆขึ้นไปเลยทีเดียว
บริเวณตีนเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้และเสียงนกร้อง
สัตว์วิญญาณและพืชพรรณวิญญาณหลากหลายชนิด ส่องประกายเรืองรองจางๆ
ฉินเทียนมองไปรอบๆ พลางนึกชื่นชมคนของเผ่าเซียนอวี้ที่รู้จักหาความสำราญ
ถึงได้เลือกสถานที่ที่งดงามราวกับสวรรค์บนดินเช่นนี้
หญิงสาวที่เป็นผู้นำกลุ่มทำนิ้วเป็นท่ากระบี่ ก่อนจะชี้ตรงไปยังความว่างเปล่า
พลังงานสีเหลืองสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ความว่างเปล่านั้น
ประตูมิติขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ในขณะเดียวกัน หญิงสาวก็ตะโกนเสียงดัง "ศิษย์เซียวซุนเอ๋อร์ นำพาผู้ที่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้กลับมาแล้ว"
จากนั้น ประตูมิติก็กะพริบเหมือนดวงตาที่กะพริบหนึ่งครั้ง
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
ต่อมา รอบๆ ประตูมิติก็เปล่งแสงเจิดจ้า
ดูมหัศจรรย์และงดงามมาก
หญิงสาวที่ชื่อเซียวซุนเอ๋อร์หันกลับมาพูดกับกลุ่มของฉินเทียนว่า "เบื้องหน้าพวกท่านคือทางเข้าสู่ม่านพลังของเผ่าเซียนอวี้"
"ตามปกติแล้ว หากไม่ได้รับอนุญาตจากคนในสำนัก ต่อให้มีคนมาถึงที่นี่ ก็ไม่มีทางเข้าไปได้หรอก"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็พยักหน้ารับรู้
แต่ในใจของฉินเทียนกลับรู้สึกดูแคลน
ต่อให้เป็นม่านพลังที่แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ขวางยอดฝีมือที่แท้จริงไม่ได้หรอก
ที่พวกนางพูดแบบนี้ ก็แค่ต้องการข่มขวัญผู้มาใหม่ ให้เข้าไปแล้วหุบปากสงบคำก็เท่านั้นแหละ
พวกคนอาณาจักรบูรพาดาราทั้งสามคนที่อยู่ด้านหลังก็ตื่นเต้นไม่น้อย
พวกเขาไม่รู้เลยว่า ผลงานการแอบอู้มาตลอดด่านมิติของพวกตน จะผ่านการประเมินของเผ่าเซียนอวี้หรือไม่
แต่เมื่อเห็นเซียวซุนเอ๋อร์ส่งสัญญาณให้พวกเขาสามารถตามเข้าไปได้
ทั้งสามคนก็แสดงความซาบซึ้งใจต่อเซียวซุนเอ๋อร์อย่างสุดซึ้ง
ฉินเทียนมองดูพวกคนอาณาจักรบูรพาดาราที่ทำตัวเหมือนหมาประจบสอพลอ ก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็นชา
"พวกแกก็ดีใจไปเถอะ อีกไม่นานพวกแกก็จะได้รู้ว่า การไม่ผ่านการทดสอบน่ะ มันเป็นเรื่องดีสำหรับพวกแกขนาดไหน"
จากนั้นทุกคนก็ก้าวผ่านประตูมิติเข้าไป
ในที่สุดพวกเขาก็ได้เข้ามาในดินแดนอันลึกลับของเผ่าเซียนอวี้แล้ว
คาดว่าพวกเขาคงจะอยู่ในมิติพิเศษอะไรสักอย่าง
เพราะท้องฟ้าภายนอกที่เคยดำมืด พอเข้ามาในเผ่าเซียนอวี้ กลับสว่างไสวไปด้วยสีสันตระการตา
ในเวลาเดียวกัน ท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ
ดูดูลึกลับและกว้างใหญ่ไพศาล
ที่นี่คือลานกว้างขนาดใหญ่
รอบๆ มีผู้คนมากมายกำลังถือกระบี่ ฝึกซ้อมวิชากระบี่ที่มีอานุภาพร้ายแรง
เมื่อทุกคนแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ก็เห็นหญิงสาวเผ่าเซียนอวี้ที่แข็งแกร่งหลายคนกำลังเหาะเหินเดินอากาศอยู่
"บินได้ด้วยงั้นหรือ แสดงว่าพวกนางต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ เลย"
เยว่ฉงหลิงที่แหงนหน้ามองฟ้าอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
แต่ฉินเทียนกลับไม่แยแส
ความสามารถในการเหาะเหินเดินอากาศนั้น รอให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกหน่อย เขาก็ต้องทำได้แน่นอน
แถมตอนนี้เขาก็มีสัตว์พาหนะที่บินได้อยู่แล้ว
และยังเร็วกว่าพวกนางตั้งเยอะ ไม่มีอะไรให้น่าอิจฉาเลยสักนิด
ในเวลานี้ เซียวซุนเอ๋อร์ก็แนะนำให้ทุกคนฟังว่า "ที่นี่คือยอดเขาหลักของเผ่าเซียนอวี้"
"เป็นสถานที่ฝึกตนสำหรับศิษย์สายในและศิษย์เอก"
"และที่จุดสูงสุดของยอดเขานี้ ก็คือที่ประทับของจักรพรรดินีเซียนอวี้ผู้สูงส่งที่สุดของพวกเรา"
เห็นได้ชัดว่าเซียวซุนเอ๋อร์มีความเคารพยำเกรงต่อจักรพรรดินีของนางอย่างมาก
พูดจบนางก็ทำท่าเคารพแบบแปลกๆ หันไปทางยอดเขา
พร้อมกับสีหน้าที่ดูศรัทธาอย่างยิ่ง
สายตาของทุกคนก็มองตามเซียวซุนเอ๋อร์ไปยังยอดเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป
ตรงกลางมีตำหนักขนาดใหญ่สไตล์ฮว๋าเซี่ยตั้งตระหง่านอยู่ เปล่งประกายสีเงินราวกับความฝัน
จากนั้นทุกคนก็เดินตามหญิงสาวต่อไป
แต่ไม่นาน ก็มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติ
เพราะทิศทางที่พวกเขาเดินไปนั้น ไม่ใช่ทิศทางที่ตั้งของตำหนักจักรพรรดินีเซียนอวี้เลย
ทุกคนต่างสับสนงุนงง
ในที่สุด หนึ่งในคนอาณาจักรบูรพาดาราก็อดรนทนไม่ไหว เอ่ยปากถามขึ้น "ตอนนี้เราไม่ควรจะไปเข้าเฝ้าจักรพรรดินีเซียนอวี้โดยตรงหรอกหรือ"
"ทำไมท่านถึงพาพวกเรามาผิดทางล่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียวซุนเอ๋อร์ที่เดินนำอยู่ก็หัวเราะเยาะ
นางหันกลับมามองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม "คิดอะไรอยู่ แกนับเป็นตัวอะไร"