- หน้าแรก
- เส้นทางมหาเศรษฐีระดับเทพ
- บทที่ 74 แม่ครับ ผมถูกรางวัล 5 ล้าน
บทที่ 74 แม่ครับ ผมถูกรางวัล 5 ล้าน
บทที่ 74 แม่ครับ ผมถูกรางวัล 5 ล้าน
ระบบเคยทำให้ถังอี้ผิดหวังบ้างไหม?
ดูเหมือนจะไม่เคยมีเลยนะ
เมื่อกลับมาถึงโรงแรมและเอนตัวลงนอนบนเตียงหรูหราขนาดสองเมตร จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าลอตเตอรี่สองใบที่ซื้อไว้ก่อนจะเดินทางไปมาเก๊าน่าจะออกรางวัลแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ถังอี้ก็ลุกขึ้นมาค้นหาลอตเตอรี่ในกระเป๋าสตางค์ แล้วใช้ไป่ตู้ ค้นหาผลการออกรางวัลในงวดนั้น
“ตัวเลขแรก ตรงกัน”
“ตัวเลขที่สอง เหมือนกัน”
“ตัวเลขที่สาม ไม่ผิดแน่”
...
“ตัวเลขสุดท้าย ถูกรางวัล”
ตัวเลขบนลอตเตอรี่ทั้งสองใบตรงกับหมายเลขที่ออกรางวัลในงวดนั้นทุกตัวอักษร
“นี่ฉันถูกรางวัล 5 ล้านถึงสองใบเลยเหรอเนี่ย?”
ถังอี้เลิกคิ้วขึ้นอย่างขบขัน กลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจหรือตื่นเต้นดีใจเลยแม้แต่น้อย
ช่วงเวลาที่ผ่านมา สภาพจิตใจของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก อย่าว่าแต่รางวัล 5 ล้านสองใบเลย ต่อให้เป็น 50 ล้านสองใบ สำหรับเขามันก็แค่เรื่องธรรมดาๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้นแหละ
บ่ายวันนี้แค่เล่นไพ่นกกระจอกกับพวกวังอวี้แบบขำๆ ก็ได้เงินมาตั้งหลายล้าน ถุงใส่เงินเหรินหมินปี้ถุงนั้นยังถูกโยนทิ้งไว้ข้างเตียงโดยที่เขายังไม่มีเวลามานั่งนับเลยด้วยซ้ำ
“ถูกรางวัลแล้วต้องบอกให้แม่รู้ก่อน”
ถังอี้เรียบเรียงคำพูดในหัวรอบหนึ่ง ก่อนจะกดโทรศัพท์หาแม่
“แม่ครับ ผมมีเรื่องจะบอก”
ทันทีที่แม่รับสาย ถังอี้ก็เปิดประเด็นตรงเข้าเรื่องทันที
ในฐานะลูกชายแท้ๆ เขาย่อมรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของแม่ดีกว่าใคร
“มีอะไร ไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะ?”
น้ำเสียงจากปลายสายฟังดูตึงเครียดขึ้นมาทันที เป็นไปตามที่ถังอี้คาดไว้ไม่มีผิด
ในสายตาของแม่ เขาก็เป็นแค่เด็กดื้อที่ชอบสร้างปัญหาเท่านั้นแหละ
ก็ถ้าเขาฉลาดขนาดนั้น แล้วทำไมถึงสอบติดแค่มหาวิทยาลัยธรรมดาๆ ล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเอาแต่เล่นซนไม่ตั้งใจเรียน
“ไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรครับ ก็แค่เมื่อสองวันก่อนกินข้าวเสร็จแล้วไม่มีอะไรทำเลยลงไปเดินเล่นข้างล่าง เดินผ่านร้านขายลอตเตอรี่ก็เลยแวะซื้อมาใบนึง”
“นี่ลูกกำลังจะบอกแม่ว่า ลูกถูกรางวัล 5 ล้านงั้นเหรอ?”
แค่นี้ก็เดาออกแล้วเหรอเนี่ย?!
“ขอแสดงความยินดีด้วยครับเสด็จแม่ เดาถูกเป๊ะเลยครับ”
“หึ! งั้นเหรอ! ถ้างั้นตระกูลถังของเราก็คงจะโชคดีมากเลยสิท่า! 5 ล้านเชียวนะ อยู่ไหนล่ะ?”
เดิมทีถังอี้ตั้งใจจะบอกว่ายังไม่ได้ไปขึ้นเงิน แต่พอคิดดูอีกที ในเมื่อข้างเตียงก็มีเงินสดกองโตอยู่พอดี เขาก็เลยพูดตามน้ำไปว่า “เงินก็อยู่ข้าง ๆ ผมนี่แหละครับ แต่ไม่ได้มีถึง 5 ล้านหรอกนะ มีแค่ 4 ล้าน เพราะต้องหักภาษีเงินได้ที่ได้มาโดยบังเอิญ 20% น่ะครับ”
แม่ที่อยู่ปลายสายถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจว่า “ล้อแม่เล่นใช่ไหมเนี่ย เรื่องจริงเหรอ?”
“ของจริงสิครับ พ่อล่ะครับ เรามาวิดีโอคอลกันเถอะ”
“รอเดี๋ยวนะ แม่ไปเรียกพ่อก่อน”
“ตาเฒ่าถัง ตาเฒ่าถัง ลูกชายคุณจะวิดีโอคอลหา รีบมาเร็วเข้า”
เสียงตะโกนดังลั่นของแม่ฟังดูคุ้นเคยและอบอุ่นเหลือเกิน
ระหว่างที่แม่เดินไปตามพ่อ ถังอี้ก็รีบเอาเงินในถุงข้างเตียงเทลงบนเตียงทั้งหมด
เขากะปริมาณคร่าวๆ แล้วก็ซ่อนส่วนหนึ่งไว้ใต้ผ้าห่ม
แม่น่ะตาไวจะตาย ถ้าเอาออกมาเยอะเกินไปเดี๋ยวจะจับพิรุธได้
เพิ่งจะซ่อนเงินเสร็จ แม่ก็กดวิดีโอคอลมาพอดี
“โอ้โห ดูท่าทางลูกชายตัวดีจะใช้ชีวิตในเมืองหลวงได้อย่างสุขสบายเลยนะเนี่ย ตาเฒ่าถัง คุณดูหน้าตาสดใสของลูกสิ แล้วดูห้องที่อยู่สิ... จุ๊ๆๆ”
“นี่ลูกชาย ลูกคงไม่ได้ไปเป็นเด็กเลี้ยงของเศรษฐีนีคนไหนหรอกนะ ฮ่าๆๆๆ”
ถังอี้กลอกตามองบน หมดอารมณ์จะคุยกับแม่ขึ้นมาทันที
มีแม่ที่ไหนเขาพูดถึงลูกชายตัวเองแบบนี้บ้างเนี่ย
ลูกชายตัวเองหน้าตาเป็นยังไง ไม่รู้หรือไงกัน?
“พ่อครับ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง สุขภาพแข็งแรงดีไหมครับ?”
ถังอี้ตัดสินใจเมินแม่จอมกวน แล้วหันไปคุยกับพ่อแทน
“ก็เรื่อยๆ นั่นแหละ แค่ลูกไม่อยู่ก็เลยรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่ อยู่เมืองหลวงเป็นยังไงบ้าง ชินหรือยัง ครอบครัวเพื่อนลูกเขาไม่ได้รังเกียจลูกใช่ไหม?”
ลูกเดินทางไกลแม่ย่อมห่วงใย แต่สำหรับครอบครัวของถังอี้ กลับกลายเป็นลูกเดินทางไกลพ่อห่วงใยซะงั้น
“พ่อดูห้องที่ผมอยู่สิครับ ก็รู้แล้วว่าพวกเขาดูแลผมดีแค่ไหน”
“อ้อ เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ”
ถังอี้ขี้เกียจพูดพร่ำทำเพลง เขาปรับมุมกล้องลงมา กองเงินเหรินหมินปี้ปึกใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในหน้าจอทันที
“แม่ครับ เมื่อกี้ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ผมถูกรางวัล 5 ล้านจริงๆ”
ถังอี้ขยับหน้าใสๆ ของตัวเองเข้าไปใกล้ๆ กล้อง พร้อมกับกองเงินสดกองโตให้เห็นชัดๆ
“ปึก”
หน้าจอกระตุกและดับวูบไปทันที พร้อมกับเสียงของหนักหล่นกระแทกพื้น
ผ่านไปหลายวินาที พ่อกับแม่ถึงจะกลับเข้ามาในจออีกครั้ง
“เสี่ยวอี้ ลูกถูกลอตเตอรี่ 5 ล้านจริงๆ เหรอเนี่ย?!”
เสียงของแม่สั่นเครือเล็กน้อย
เกิดมาจนป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเงินสดเยอะขนาดนี้ด้วยตาตัวเอง
ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาสองสามีภรรยาเคยผ่านโลกมาบ้าง มีหวังได้ช็อกตาตั้งไปแล้วแน่ๆ
“จริงสิครับ พรุ่งนี้เช้าผมจะโอนเงินพวกนี้ไปให้พ่อกับแม่นะ”
“อ้อ แม่ครับ เรื่องนี้แม่ห้ามบอกใครเด็ดขาดเลยนะ รู้ใช่ไหมว่าของมีค่าห้ามให้ใครเห็น อยากได้อะไรเราก็ค่อยๆ ซื้อเอาเงียบๆ ก็พอ”
ความจริงถังอี้ก็ไม่ได้กลัวว่าญาติพี่น้องจะแห่กันมายืมเงินหรอกนะ เขาแค่ไม่อยากให้เงินจำนวนนี้ไปสร้างความรำคาญใจให้กับพ่อแม่ก็เท่านั้นเอง
“เรื่องแค่นี้ต้องให้ลูกมาสอนหรือไง แม่รู้หรอกน่า”
“เสี่ยวอี้ เงินพวกนี้เป็นเงินที่ถูกลอตเตอรี่จริงๆ ใช่ไหม?”
พ่อจ้องถังอี้เขม็ง แกล้งทำหน้าขรึมขู่ลูกชาย
ลูกชายจู่ๆ ก็ถูกรางวัล 5 ล้าน ฟังดูเหมือนนิทานหลอกเด็กไม่มีผิด
“พ่อครับ พ่อวางใจเถอะน่า ต่อให้ผมอยากจะไปปล้นธนาคาร ผมก็สู้ รปภ. หน้าประตูเขาไม่ได้หรอกน่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ผมจะส่งลอตเตอรี่ใบที่ถูกรางวัลกลับไปให้ด้วยเลย ที่ศูนย์ขึ้นเงินรางวัลน่าจะมีรูปตอนที่ผมไปรับรางวัลอยู่ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปขอรูปเขาสักสองรูปแล้วส่งวีแชตไปให้ดูก็แล้วกัน”
ถังอี้เดาไว้แล้วว่าพ่อจะต้องมีปฏิกิริยาแบบนี้ เขาเตรียมคำพูดเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่คิดหาข้ออ้างแล้ว
เมื่อเห็นว่าเขาพูดจาฉะฉานมีเหตุมีผล พ่อกับแม่ก็เลยยอมเชื่อเขาในที่สุด
ถังอี้รู้ดีว่า การจะทำให้พวกเขาเลิกกังวลได้อย่างเด็ดขาด ก็ต้องใช้หลักฐานยืนยันเท่านั้น
หลังจากนั้น แม่ก็บ่นกระปอดกระแปดอยู่ในสายต่ออีกครึ่งชั่วโมง หนึ่งคือย้ำให้เขาทำตัวดี ๆ เดินในทางที่ถูกต้อง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการพนัน ยาเสพติด และอบายมุขเด็ดขาด เรื่องผิดกฎหมายยิ่งห้ามทำเด็ดขาด
สองคือ พ่อแม่ลูกทั้งสามคนปรึกษากันว่า จะจัดการกับเงิน 4 ล้านก้อนนี้ยังไงดี
แน่นอนว่า พ่อที่เป็นคนเงียบๆ พูดน้อย ก็ได้แต่นั่งฟัง ส่วนใหญ่ก็เป็นแม่ที่วาดฝันถึงอนาคตอันสดใส โดยมีถังอี้คอยเสนอความคิดเห็นอยู่เป็นระยะ
สุดท้ายแม่ก็เป็นคนเคาะสรุปว่าจะเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อบ้านที่เมืองหลวงของมณฑล เพื่อเตรียมไว้ให้ถังอี้แต่งงานในอนาคต
ต่อให้เรียนจบแล้วเขาไม่อยากอยู่ที่นั่น ถึงตอนนั้นก็ค่อยขายบ้านแล้วไปซื้อที่เมืองอื่นแทนก็ได้
ถังอี้อยากจะบอกใจจะขาดว่า เงินก้อนนี้ไม่ได้ให้เอาไปซื้อบ้าน แต่ตั้งใจจะให้พวกเขาเอาไปใช้จ่ายต่างหาก แต่พอเห็นแม่พูดถึงเรื่องซื้อบ้านให้เขาแต่งงานด้วยความตื่นเต้น คำพูดที่เตรียมไว้ก็กลืนหายกลับลงไปในคอ ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
หลายครั้งที่เขาอยากจะบอกพ่อกับแม่ว่า ความจริงแล้วเขาถูกรางวัล 5 ล้านถึงสองใบ แถมยังมีลอตเตอรี่อีกใบที่ยังไม่ได้ไปขึ้นเงินเลย
แต่คิดดูอีกที เอาไว้หาโอกาสเหมาะๆ ค่อยบอกทีหลังดีกว่า ขืนบอกไปตอนนี้ เดี๋ยวแม่ก็คงจะเอาไปซื้อบ้านซื้อร้านค้าอีกตามเคย
‘ดูเหมือนว่าต่อไปซื้อของให้พ่อกับแม่เลยจะดีกว่า ขืนให้เงินไป พวกเขาก็คงไม่ยอมเอาไปใช้เองอยู่ดี’
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ถังอี้ก็คิดว่าจะรออีกสักพักค่อยหาโอกาสแสดงให้พ่อแม่เห็นว่าเขามีความสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างมีความสุขไร้ความกังวลเสียที
..........