- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ ขอใช้ความรู้พลิกกระดานอำนาจ
- บทที่ 330 - ทุกคนล้วนมีอนาคตที่สดใส
บทที่ 330 - ทุกคนล้วนมีอนาคตที่สดใส
บทที่ 330 - ทุกคนล้วนมีอนาคตที่สดใส
บทที่ 330 - ทุกคนล้วนมีอนาคตที่สดใส
"คุณหมายถึง สหายเถียนกั๋วฟู่งั้นเหรอ?"
"เมื่อก่อนเขาถูกจ้าวลี่ชุนเตะโด่งออกไป แล้วเพิ่งจะถูกเรียกตัวกลับมาเมื่อปีที่แล้ว คุณลองถามอาจารย์เกาดูสิครับ ว่าช่วงไม่กี่เดือนที่เขาย้ายมาที่ฮั่นตงก่อนหน้านี้ เขามัวทำอะไรอยู่บ้าง" ฉู่ซื่อจวินยิ้ม
"สนามบาสเกตบอลของตึกคณะกรรมการพรรค ก็เป็นฝีมือของเขานี่แหละ ที่ไปยุยงให้สหายจิ้นอี้สั่งให้พวกเจ้าหน้าที่ไปรื้อทำใหม่น่ะ" เกาอวี้เหลียงตอบเสียงเรียบ
"นอกจากเรื่องนี้แล้ว สหายกั๋วฟู่ก็ทำตัวเหมือนมนุษย์ล่องหน เวลาประชุมก็เอาแต่พยักหน้า ยกมือ ไม่ก็งดออกเสียง วันๆ ก็เอาแต่เรียกเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาประชุมใหญ่ อบรมสั่งสอนเรื่องนโยบาย แล้วก็แจกเอกสารให้ไปศึกษากันต่อ จนตอนนี้อ้วนฉุขึ้นเป็นกองแล้วล่ะ"
"ก็มีแค่ช่วงนี้นี่แหละ ที่ท่านเลขาธิการคณะกรรมการตรวจสอบวินัยของเราถึงเพิ่งจะเริ่มยุ่งขึ้นมาบ้าง"
"ผมขอเป็นพยานเลยครับ สิ่งที่สหายอวี้เหลียงพูดเป็นความจริงทุกประการ" หลี่ต๋าคังพูดแทรกขึ้นมา
"เรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวกับเขา เขาก็มักจะยกมือตามพวกเรา เวลาที่ต้องแสดงความคิดเห็น เขาก็จะเอาคำพูดของคนก่อนหน้ามาดัดแปลง หยิบตรงนู้นนิด ตรงนี้หน่อย แล้วก็เอามาอ้างว่าเป็นของตัวเอง ถ้าให้เขาเป็นคนเริ่มพูดก่อนล่ะก็ เขาก็จะชอบอ้างว่า 'เท่าที่ผมรู้มา' 'มีคนบอกว่า' 'แล้วก็ยังมีคนบอกอีกว่า' บลาๆๆ ส่วนไอ้คนที่บอกน่ะเป็นใคร บอกตามตรงนะ ไม่ใช่แค่พวกเราหรอกที่ไม่รู้ เผลอๆ ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยมั้ง"
'ฮ่าๆๆ' ทุกคนต่างก็ขำก๊ากกับคำพูดของเขา เรียกได้ว่าเถียนกั๋วฟู่เป็นคนแปลกประหลาดจริงๆ
ซารุ่ยจินหัวเราะออกมาสองสามที ทอดสายตามองไปที่ตึกหลังนั้นอย่างลึกล้ำ แล้วส่ายหน้า "เถียนกั๋วฟู่คนนี้ หลังจากที่เขามาทำงานกับผมได้สักพัก ตอนแรกผมก็นึกว่าเขาจะเป็นเหมือนชีซี ที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของผมได้ แต่พอเอาเข้าจริง เขาก็เหมือนชีซีจริงๆ นั่นแหละ แต่เป็นชีซีในค่ายโจโฉนะ วันๆ เอาแต่กินๆ นอนๆ ไม่ยอมทำประโยชน์อะไรเลย"
"บอกตามตรงนะ ตอนนี้ผมไม่ชอบขี้หน้าสหายคนนี้เอาซะเลย"
"โธ่ ความชอบไม่ชอบมันเอามาเป็นมาตรฐานไม่ได้หรอกน่า ยังไงซะช่วงนี้สหายกั๋วฟู่ก็ยุ่งจนหัวปั่นเลยไม่ใช่เหรอไง" หลี่ต๋าคังถึงกับสะดุ้ง ทำไมประโยคนี้มันฟังดูคุ้นหูจังเลยนะ?
"ไม่ว่าจะพูดยังไง สหายกั๋วฟู่ก็เป็นคนที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยเบื้องบนส่งมา ถึงแม้ทัศนคติและวิธีการทำงานอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่เป้าหมายหลักก็ไม่ได้บิดเบี้ยวไปไหน แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ปล่อยเขาไปเถอะ" นี่คือมุมมองของฉู่ซื่อจวินที่มีต่อเขา ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด
"นั่นก็จริง" ซารุ่ยจินรู้ดีอยู่แล้วว่าเถียนกั๋วฟู่เป็นคนที่อวี๋ทิงอวิ๋นส่งมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยอมอดทนอดกลั้นกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายมาโดยตลอด
ไม่อย่างนั้น ด้วยวีรกรรมแย่ๆ ที่อีกฝ่ายก่อไว้ แค่เรียกมาด่ามันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ
เมื่อนึกถึงอวี๋ทิงอวิ๋น ซารุ่ยจินก็หันไปมองหลี่ต๋าคัง แล้วถามว่า "สหายต๋าคัง คุณกับสหายเสี่ยวอ้ายก็เพิ่งจะแต่งงานกัน แถมตอนนี้ยังมีข่าวดีเพิ่มมาอีก ทางฝั่งสหายเจิ้นกั๋ว คุณไม่คิดจะลางานไปเยี่ยมท่านหน่อยเหรอ?"
หลี่ต๋าคังหน้าแก่ๆ แดงระเรื่อขึ้นมาทันที ยกมือขึ้นเกาหัว "เอ่อ เรื่องนี้ เอาไว้ก่อนดีกว่าครับ อีกอย่าง ตอนนี้ผมก็ถูกคาดโทษสถานหนักอยู่ ขืนไปพบท่านตอนนี้คงได้อับอายขายขี้หน้าแย่เลย"
"ลูกสะใภ้ขี้เหร่ก็ยังต้องไปกราบพ่อผัวแม่ผัวเลย สหายต๋าคัง เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยน่า โทษทางวินัยก็แค่สิบแปดเดือนเท่านั้นเอง ในเมื่อสหายเจิ้นกั๋วยอมรับคุณเป็นลูกเขย ก็แสดงว่าเขายังมองเห็นอนาคตของคุณอยู่นะ พอพ้นสิบแปดเดือนไปแล้ว บวกกับช่วงประเมินอีกสามถึงหกเดือน พอจบเรื่องแล้ว อนาคตของคุณก็จะกลับมาสดใสเหมือนเดิมไม่ใช่เหรอไง?" ซารุ่ยจินกล่าวกลั้วหัวเราะ
"ใช่แล้วล่ะ การที่องค์กรจะฟูมฟักข้าราชการระดับสูงขึ้นมาสักคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ" ฉู่ซื่อจวินเอ่ยด้วยความหมายลึกซึ้ง "ตอนนี้ โครงการกวงหมิงเฟิงของจิงโจว รวมถึงโครงการพลังงานใหม่ที่กำลังจะมาลงหลักปักฐาน ถือเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติเลยนะ สหายต๋าคัง ในเมื่อชีวิตส่วนตัวของคุณกำลังก้าวเข้าสู่หน้าใหม่แล้ว การทำงานก็ควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วยนะ"
"ท่านเลขาธิการซา ท่านผู้ว่าฯ ฉู่ พวกท่านวางใจได้เลยครับ ผมหลี่ต๋าคังไม่ขอพูดอะไรมาก ผมไม่เคยละโมบและไม่เคยทุจริตคอร์รัปชัน นิสัยเสียของผมก็มีแค่ชอบโยนความผิดให้คนอื่นแล้วก็รักษาหน้าตัวเองเท่านั้น แต่หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวเลวร้ายมามากมาย ผมก็ได้บทเรียนราคาแพงและสำนึกผิดแล้วครับ ต่อจากนี้ขอให้คณะกรรมการพรรคระดับมณฑลรอดูผลงานของผมได้เลย" หลี่ต๋าคังสูดหายใจเข้าลึก ตบหน้าอกรับรองอย่างมั่นใจ
คำพูดของทั้งสองคนชัดเจนมาก การจะฟูมฟักข้าราชการระดับสูงขึ้นมาสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ถ้าเขาไม่ยอมเปลี่ยนนิสัยเดิมๆ บทลงโทษ 18 เดือนและช่วงเวลาประเมินหลังจากนั้น ก็จะเป็นจุดจบของเขาอย่างแท้จริง
ถึงตอนนั้น ต่อให้เป็นตระกูลจง ก็คงช่วยได้แค่ให้เขารักษาตำแหน่งเดิมเอาไว้ โอกาสที่จะก้าวหน้าคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
เหตุผลที่เขายอมตกลงแต่งงานกับลูกสาวของจงเจิ้นกั๋วในตอนแรก ก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หรือไง?
"ดีมาก สหายต๋าคัง คณะกรรมการพรรคระดับมณฑล จะคอยดูผลงานของคุณต่อไป" ซารุ่ยจินพยักหน้ารับ
"อวี้เหลียง ทุกคนคะ เข้ามาทานข้าวกันได้แล้วค่ะ" จังหวะนั้นเอง อู๋ฮุ่ยเฟินที่ดูสดใสเปล่งปลั่งก็ผลักประตูออกมา แล้วเอ่ยชวนทุกคน
"มาแล้วๆ" เกาอวี้เหลียงขยี้ก้นบุหรี่ทิ้ง แล้วหันกลับมาพูดว่า "ไปเถอะ เข้าไปกินข้าวกัน สหายซารุ่ยจินกับสหายต๋าคังเพิ่งจะมาทานข้าวบ้านผมเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าอาหารจะถูกปากหรือเปล่านะ"
"ต่อให้ไม่อร่อย ผมก็ต้องกินให้ได้แหละน่า จะให้หิ้วท้องว่างๆ มา แล้วกลับไปแบบท้องว่างๆ ได้ยังไงล่ะ? ฮ่าๆ"
ทุกคนเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับพูดคุยหัวเราะร่วน
บทสนทนาเมื่อครู่นี้ ถือว่าเป็นการเปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว
สำหรับซารุ่ยจิน ฉู่ซื่อจวิน และหลี่ต๋าคัง การร่วมมือกันพัฒนาฮั่นตงและจิงโจวให้เจริญรุ่งเรือง เป็นเรื่องที่พวกเขารู้กันอยู่แก่ใจ
ส่วนเกาอวี้เหลียงและฉีถงเหว่ย ก็จะขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุดจนกว่าจะถึงเวลาต้องจากลา
เมื่อมองดูภาพรวมแล้ว ทุกคนล้วนมีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า
...
ภายในบ้าน เมื่อทุกคนเดินเข้าไปแล้ว โต๊ะอาหารก็ถูกแบ่งออกเป็นสองโต๊ะ โต๊ะผู้หญิงห้าคน โต๊ะผู้ชายห้าคน นั่งกันแบบหลวมๆ สบายๆ
เกาอวี้เหลียงหยิบขวดเหล้าออกมาจากตู้กับข้าว แล้วเอ่ยชวน "พวกเราดื่มกันสักหน่อยดีไหม?"
"นี่มันวันทำงานนะ ตามกฎระเบียบแล้วมันผิดวินัยไม่ใช่เหรอ? สหายซารุ่ยจิน คุณว่าไงล่ะ?"
"ดื่มแค่นิดหน่อยพอเป็นพิธี ไม่ได้เป็นคนขับรถเองอยู่แล้ว แค่คนละสองแก้ว คงไม่กระทบกับงานพรุ่งนี้หรอกมั้ง ในนี้คงไม่มีใครคออ่อนใช่ไหม?" ซารุ่ยจินตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
กฎระเบียบคืออะไรล่ะ ในเมื่อบนโต๊ะอาหารโต๊ะนี้ ก็มีคนที่เป็นคนออกกฎระเบียบของฮั่นตงนั่งอยู่ถึงสามคน
"อาจารย์ครับ เดี๋ยวผมรินให้เอง" ฉีถงเหว่ยลุกขึ้นรับขวดเหล้าไป ฉีกกระดาษห่อสีขาวที่เก่าจนเป็นสีเหลืองออก เผยให้เห็นขวดที่อยู่ด้านใน
"สหายอวี้เหลียง เหล้าเหมาไถรุ่นสั่งทำพิเศษ เหล้าขวดนี้คงจะเก็บมาหลายปีแล้วสินะ" ซารุ่ยจินเห็นปุ๊บก็ตาเป็นประกาย
"ตอนที่ลูกสาวผมแต่งงาน ผมแอบจิ๊กมาจากบ้านดองน่ะ" เกาอวี้เหลียงตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
ของแบบนี้สมัยก่อนเป็นสินค้ารุ่นสั่งทำพิเศษ แต่ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามออกมาแล้ว จึงไม่มีสินค้ารุ่นสั่งทำพิเศษวางขายตามท้องตลาดอีก
ยิ่งบวกกับปีที่ผลิตด้วยแล้ว นับว่าเป็นเหล้าชั้นเลิศเลยทีเดียว
"ลาภปากจริงๆ" ซารุ่ยจินรู้ดีว่า ครอบครัวดองของเกาอวี้เหลียงคือตระกูลหวง ปัจจุบันผู้อาวุโสหวงก็ยังมีชีวิตอยู่และแข็งแรงดี ถือว่าเป็นปูชนียบุคคลเลยทีเดียว
"มาๆ รินเหล้าเลย แล้วก็กินกับข้าวกัน"
โต๊ะนี้ ดื่มกันพอหอมปากหอมคอ กินกับข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนอีกโต๊ะหนึ่งก็คุยกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตลกขบขันในโรงเรียน หรือเรื่องซุบซิบชาวบ้าน ก็คุยกันอย่างออกรส
แต่ที่แปลกก็คือ จงเสี่ยวอ้ายที่กำลังตั้งครรภ์ กลับกินอะไรไม่ค่อยลง ทำได้แค่จิบอาหารรสอ่อนๆ ไปสองสามคำ
ส่วนอู๋ฮุ่ยเฟิน พอเห็นพวกปลาหรืออะไรทำนองนั้น ก็กินไม่ลงเหมือนกัน
พอรู้สึกถึงความผิดปกติ เธอก็รู้สึกใจหายวาบทันที
แต่ภายนอก เธอพยายามเก็บอาการไว้ ไม่แสดงออกมาให้ใครเห็น บางทีอาจจะแค่คิดไปเองก็ได้ ขืนให้คนอื่นเห็นเดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่
และแล้ว อาหารมื้อนี้ก็ดำเนินไปพร้อมกับบทสนทนาอันออกรส ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง หลังจากที่ซดน้ำซุปใสๆ ปิดท้าย อาหารมื้อนี้ก็ถือเป็นอันสิ้นสุดลง
สองสามีภรรยาเกาอวี้เหลียงยืนส่งแขกทุกคนกลับบ้าน
หลังจากกลับเข้าบ้าน
เกาอวี้เหลียงนวดขมับที่ปวดตุบๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา เมื่อกี้ดื่มหนักไปหน่อย ดันเปิดเหล้าเพิ่มอีกขวด เขาจึงเอ่ยบอกภรรยา "ฮุ่ยเฟิน ชงชาอ่อนๆ ให้ผมสักถ้วยสิ"
หลังจากพูดจบ เขาก็รออยู่นานแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงลืมตาขึ้นมามอง ก็พบว่าอู๋ฮุ่ยเฟินกำลังนั่งอยู่บนโซฟาฝั่งซ้าย ไม่รู้ว่ากำลังเหม่อลอยคิดอะไรอยู่
"ฮุ่ยเฟิน ฮุ่ยเฟิน?"
"คะ"
"กำลังคิดอะไรอยู่ล่ะ?"
อู๋ฮุ่ยเฟินมีท่าทีลังเล ก่อนจะเอ่ยปากบอก "อวี้เหลียง พรุ่งนี้คุณช่วยเรียกหมอมาตรวจฉันหน่อยสิ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเลย"
ไม่สบายตัวเหรอ? เกาอวี้เหลียงยังประมวลผลไม่ทัน "ให้ผมพาไปโรงพยาบาลไหมล่ะ?"
"ให้เขามาตรวจที่บ้านเถอะ" อู๋ฮุ่ยเฟินถอนหายใจ
เกาอวี้เหลียงสังเกตเห็นว่าเธอกุมหน้าท้องเอาไว้ เขาก็สร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง รีบถอดแว่นตาออก แล้วถามด้วยความตกตะลึง "คุณคงไม่ได้...?"
(จบแล้ว)