- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ ขอใช้ความรู้พลิกกระดานอำนาจ
- บทที่ 280 - ความแตกต่างระหว่างบุคคล
บทที่ 280 - ความแตกต่างระหว่างบุคคล
บทที่ 280 - ความแตกต่างระหว่างบุคคล
บทที่ 280 - ความแตกต่างระหว่างบุคคล
บริเวณใกล้ๆ ศูนย์ราชการคณะกรรมการพรรคระดับมณฑล จ้าวตงไหลวางสายโทรศัพท์ แล้วเดินกลับมาที่รถออฟโรดของตัวเอง
"ตงไหล ทำไมกลับมาเร็วจัง? คุณได้เจอท่านเลขาธิการซาหรือเปล่าคะ?"
เกาเสี่ยวฉินที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับรีบถามทันที
จ้าวตงไหลส่ายหน้า สตาร์ทรถขับออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ขับรถมาจนถึงชานเมืองที่ไร้ผู้คน
เขาลงจากรถ เปิดกระโปรงท้าย แล้วหยิบปืนสไนเปอร์ออกมา
หลังจากปรับแต่งศูนย์เล็งเรียบร้อยแล้ว เขาก็เล็งไปบนท้องฟ้า จังหวะนั้นเองมีนกตัวหนึ่งบินผ่านมาพอดี
เขายกปืนขึ้น เล็งเป้าเพียงครู่เดียว เสียงปืนก็ดังลั่น นกตัวนั้นร่วงหล่นลงมาทันที
"ฟู่"
เมื่อเห็นผลลัพธ์ เขาก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ วางปืนลง แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
"ผมไม่ได้เจอซารุ่ยจินหรอกนะ"
เกาเสี่ยวฉินขมวดคิ้ว ก่อนจะคลายลง เธอเดินเข้าไปนั่งข้างๆ กุมมือเขาไว้ แล้วถามเสียงนุ่มนวลว่า "เขาติดธุระ หรือว่า...?"
"บังเอิญไปเจอเถียนกั๋วฟู่กับเลขาของซารุ่ยจินที่ชั้นล่างน่ะสิ"
จ้าวตงไหลส่ายหน้า
"เถียนกั๋วฟู่มันเป็นพวกชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน ขืนผมขึ้นไป หมอนั่นในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการตรวจสอบวินัย ก็ต้องตามขึ้นไปด้วยแหงๆ"
"แล้วสถานการณ์มันจะไม่เลวร้ายลงไปอีกเหรอคะ..."
"คุณคิดมากไปแล้ว!"
จ้าวตงไหลยิ้มขื่น
"ตอนนี้ ฉากหน้าผมอาจจะดูเหมือนเป็นคนดูแลงานทั้งหมดในกรมตำรวจ เพราะฉีถงเหว่ยไม่ค่อยได้เข้ามายุ่ง แต่ช่วงสองวันนี้ ผมแอบเข้าไปเช็กในระบบ แล้วเจอร่องรอยการเคลื่อนไหวแปลกๆ หลายสาย ผมลองไปสืบดู ก็ได้ความว่าตำรวจตามพื้นที่ต่างๆ จู่ๆ ก็มีภารกิจด่วนกันหมด อ้างว่าเป็นการซ้อมรบ แต่ความจริงแล้วมันใช่แบบนั้นเหรอ?"
"อีกอย่าง ซานสุ่ยกรุ๊ปก็เทขายทรัพย์สินไปหมดแล้ว จ้าวรุ่ยหลงกับตู้ป๋อจง สองคนนั้นตอนนี้ไปกบดานอยู่ที่หลี่โจว เพื่อรอขายที่ดินผืนนั้น ผมเดาว่าพอขายที่ดินผืนนั้นได้ปุ๊บ พวกมันก็คงเตรียมเผ่นเหมือนกัน พวกเราสองคนน่ะ กลายเป็นหมากที่ถูกทิ้งไปแล้วล่ะ"
มือของเกาเสี่ยวฉินตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ในที่สุดความหวาดกลัวก็เข้าเกาะกุมหัวใจเธอ "พวกเราจะหนีไปไม่ได้จริงๆ เหรอคะ?"
"หนีเหรอ?"
"ผมว่าป่านนี้ ข้อมูลของคุณคงถูกจับตาดูหมดแล้วล่ะ ทีมตรวจราชการก็ลงพื้นที่มาแล้ว ที่พวกเขายังไม่ลงมือ ก็เพราะรอจัดการจ้าวลี่ชุนให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้นเอง" จ้าวตงไหลพูดเสียงเรียบ "แล้วอีกอย่าง ผมเดาว่าเรื่องของเรา ก็คงมีคนรู้เบาะแสแล้วเหมือนกัน"
"แล้วคุณก็ยังจะไปหาซารุ่ยจินอีกล่ะคะ?"
"หึๆ"
จ้าวตงไหลหรี่ตาลง
"ที่ผมไปรายงานเขา ก็เพื่อจะลองหยั่งเชิงดูไงล่ะ ตั้งแต่เขาย้ายมา เขาก็เพิ่มภาระงานให้ผมไม่น้อยเลย ถ้าผมเกิดเป็นอะไรขึ้นมา เขาก็คงหนีข้อหา 'บกพร่องในการเลือกใช้คน' ไปไม่พ้นหรอก"
"ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง!"
"พรุ่งนี้ ผมจะไปหาเขาอีกรอบ"
พูดจบ จ้าวตงไหลก็ลุกขึ้นยืน เปิดกล่องใบใหญ่ในกระโปรงท้ายรถ ภายในนั้นมีถังออกซิเจนและชุดกันหนาวหนาเตอะวางอยู่
"พรุ่งนี้ มะรืนนี้ และวันต่อๆ ไป จะมีรถบรรทุกขนปลาแช่แข็งจากเขตเหอซีไปส่งที่ท่าเรือ คันไหนที่ทะเบียนรถมีตัว 'd' อยู่ท้ายสุด นั่นแหละคือรถที่ผมเตรียมไว้ ขอแค่เราออกสู่ทะเลหลวงได้ เราก็รอดแล้ว"
"แต่ถ้าเกิดว่า..."
ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้นขึ้น "ถ้าเกิดว่าเราหนีไม่รอด คุณก็รีบให้เสี่ยวเฟิ่งพาสงน้อยหนีไปอเมริกาซะ"
จากนั้นเขาก็ดึงเกาเสี่ยวฉินเข้ามากอด แล้วกระซิบถามว่า "คุณกลัวตายไหม?"
"ไม่กลัวค่ะ" เกาเสี่ยวฉินส่ายหน้า "ฉันน่ะ ตายไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้วล่ะ"
ก็จริงนะ เขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับซากศพเดินได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
จ้าวตงไหลหลับตาลง แสงอาทิตย์ยามอัสดงที่สาดส่องมาแต่ไกล ทอดเงาของพวกเขาให้ยาวเหยียด
...
เย็นวันนั้น หลังเลิกงาน
ณ บ้านของหลี่ต๋าคัง
อาหารมื้อใหญ่ถูกจัดเรียงจนเต็มโต๊ะ แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่มีใครยอมแตะตะเกียบ
"พี่คะ พี่สะใภ้ ทานสิคะ!"
ซิ่งจือยกชามซุปเซี่ยงจี๊ใบใหญ่มาวางบนโต๊ะ พลางจุดเทียนไปพลาง "ยังไงซะ ต่อไปนี้เราก็ครอบครัวเดียวกันแล้วนะคะ"
"พี่สะใภ้ ลองชิมฝีมือฉันดูสิคะ ว่าถูกปากหรือเปล่า"
"อ้อ ได้สิ"
จงเสี่ยวอ้ายยิ้มรับ หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบถั่วแขกอย่างเก้ๆ กังๆ
"เป็นไงบ้างคะ?"
"ก็อร่อยดีนะ" จงเสี่ยวอ้ายพยักหน้าเงียบๆ
"งั้นก็ดีแล้วค่ะ พี่สะใภ้ทานไปก่อนนะ ฉันไม่รู้ว่าพี่ชอบรสชาติแบบไหน อาหารจานไหนไม่ถูกปาก ก็บอกฉันได้เลยนะคะ คราวหน้าฉันจะได้ปรับปรุง" ซิ่งจือยิ้มจนตาหยี ปลดผ้ากันเปื้อนออก แล้วมานั่งข้างๆ ใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารใส่ชามให้ทั้งสองคน
จากนั้นก็ตักซุปเซี่ยงจี๊ใส่ชามใบใหญ่ให้หลี่ต๋าคังจนพูนชาม เน้นตักแต่เซี่ยงจี๊ใส่ลงไปเต็มๆ ทั้งเซี่ยงจี๊ผัด ปลาไหลผัด ไข่ตุ๋นเก๋ากี้ ทุกเมนูล้วนเป็นของบำรุงทั้งนั้น
จงเสี่ยวอ้ายเห็นแล้วถึงกับใจสั่น อยากจะลุกหนีไปซะเดี๋ยวนี้เลย
เมื่อเจอสายตาแปลกๆ ของจงเสี่ยวอ้ายที่ชำเลืองมองมาเป็นระยะๆ หลี่ต๋าคังก็ชักจะทำหน้าไม่ถูก เลยบอกไปว่า "พอแล้วล่ะ ซิ่งจือ เดี๋ยวพี่คีบเอง"
พูดจบ เขาก็คีบถั่วแขกชิ้นเล็กๆ ขึ้นมากิน เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ
"ได้ค่ะๆ พี่คะ พี่สะใภ้ ค่อยๆ ทานกันนะคะ ทานเสร็จก็วางทิ้งไว้บนโต๊ะนี่แหละค่ะ พรุ่งนี้เช้าฉันค่อยมาเก็บล้าง น้ำอุ่นในห้องก็ตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ที่บ้านฉันมีธุระ ขอตัวกลับก่อนนะคะ" ซิ่งจือยิ้มตาหยี ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปทันที
"หึๆ เสี่ยวอ้าย คุณทานกับข้าวสิ เมนูพวกนี้ผมก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าซิ่งจือไปเอาสูตรมาจากไหน ถึงได้ทำมาเยอะแยะขนาดนี้" พอเหลือกันแค่สองคน หลี่ต๋าคังก็ยิ้มแห้งๆ พุ้ยข้าวเข้าปากไม่หยุด
"อืม"
คืนนั้น ไฟเซ็นเซอร์ที่ชั้นล่างก็ติดๆ ดับๆ สว่างแล้วก็มืด มืดแล้วก็สว่างอยู่หลายรอบ
...
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ต๋าคังก็เรียกให้คนขับรถมารับ
คนขับรถบ่นอุบอิบในใจขณะจอดรถในบริเวณบ้าน ก็หลี่ต๋าคังเพิ่งจะบอกไปหยกๆ ว่าต่อไปนี้จะวิ่งจ๊อกกิ้งไปทำงานทุกเช้าไม่ใช่เหรอ?
เขาอุตส่าห์ตื่นสาย กะว่าจะกินข้าวเช้าให้อร่อยซะหน่อย แต่กินไปได้แค่สองสามคำ ก็ถูกโทรตามให้มารับซะแล้ว
แต่พอผ่านไปไม่กี่นาที เขาก็เหลือบมองกระจกมองข้างฝั่งซ้าย ตาก็เบิกกว้างแทบถลน ขยี้ตาตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา
'นี่มันผีหลอกชัดๆ!'
คนขับรถนึกถึงผู้อำนวยการหวังจากสำนักทะเบียน ที่เขาบังเอิญเจอเมื่อวานตอนที่ขับรถมาส่งทั้งสองคน
ตอนแรกเขาก็คิดว่าคงมีธุระอะไรให้จัดการ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นธุระ 'แบบนี้' นี่สิ!
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คราวนี้เขาไม่ได้ลงไปเปิดประตูให้ แต่เลือกที่จะเปิดเพลงรอแทน
เมื่อประตูบ้านเปิดออก หลี่ต๋าคังก็ประคองจงเสี่ยวอ้ายเดินมาที่รถ แล้วก็พากันขึ้นไปนั่ง
"เหล่าหวง นายเป็นคนขับรถให้ฉันมากี่ปีแล้วนะ?"
จู่ๆ หลี่ต๋าคังก็ถามขึ้น ขณะที่รถกำลังแล่นออกไป
"อืม ก็เข้าปีที่สี่แล้วครับ ท่านเลขาธิการหลี่"
เหล่าหวง คนขับรถรีบตอบทันที
เขาเหลือบมองผ่านกระจกมองหลัง ก็เห็นหลี่ต๋าคังกำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาจึงรีบพูดแก้ตัวว่า "ท่านเลขาธิการหลี่ครับ ผมว่าจะขออนุญาตลางานสักวัน สบตาผมชักจะเริ่มพร่ามัวแล้วว่าจะไปตัดแว่นใหม่ซะหน่อย แล้วหูก็ชักจะตึงๆ ด้วยครับ"
"อ้อ งั้นฉันอนุญาต"
หลี่ต๋าคังพยักหน้ารับ "แต่ฉันได้ยินมาว่า ช่วงนี้นายเป็นแผลในปากไม่ใช่เหรอ?"
"ใช่ครับๆ หมอบอกให้ผมงดใช้เสียงครับ"
"อืม งั้นก็ไปหาหมอให้เรียบร้อยล่ะ"
หลี่ต๋าคังยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเอามือลูบเอวตัวเองเบาๆ
ช่วยไม่ได้นี่นา
เครื่องยนต์ที่ไม่ได้ใช้งานมานาน พอสตาร์ทเครื่องกะทันหัน มันก็ต้องกินน้ำมันเป็นธรรมดา
ส่วนจงเสี่ยวอ้ายที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ใบหน้าของเธอมีเลือดฝาด ดูมีน้ำมีนวลและสดใสขึ้นกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้เธอถึงได้เข้าใจ ว่าความแตกต่างระหว่างบุคคลนั้นมันมีอยู่จริงๆ
ตัวพิมพ์ใหญ่กับตัวพิมพ์เล็กมันก็มีเหตุผลของมัน อย่างเช่น ojo กับ OJO
อย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก และยิ่งห้ามตัดสินคนจากอายุเด็ดขาด
ทัศนคติเดิมๆ คงต้องปรับปรุงซะใหม่แล้วล่ะ
ไม่นานนัก รถก็แล่นมาถึงศูนย์ราชการคณะกรรมการพรรคระดับเมือง หลี่ต๋าคังสั่งให้คนขับรถไปจอดที่มุมอับของลานจอดรถ
จากนั้นทั้งสองคนก็ลงจากรถคนละฝั่ง เดินทิ้งระยะห่างกันพอสมควร มุ่งหน้าไปยังตึกสำนักงานคณะกรรมการพรรคระดับเมือง
"อ้าว ท่านเลขาธิการหลี่ ท่านผู้อำนวยการจง อรุณสวัสดิ์ครับ!"
เดินมาได้ไม่กี่ก้าว ก็บังเอิญเจอกับซุนไห่ผิงพอดี
"สหายไห่ผิง อรุณสวัสดิ์ ผมกับท่านผู้อำนวยการจงบังเอิญเจอกันที่ลานจอดรถพอดี ก็เลยเดินมาด้วยกันน่ะ" หลี่ต๋าคังยิ้มทักทาย
"อ้อ ผมก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน เดินเล่นย่อยอาหารสักหน่อย"
ซุนไห่ผิงไม่ได้เอะใจอะไร แต่จู่ๆ เขาก็หยุดเดิน แล้วสังเกตดูหลี่ต๋าคัง ก็เห็นว่าอีกฝ่ายเดินขากะเผลกๆ แถมยังมีรอยคล้ำใต้ตาจางๆ ด้วย เขาจึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า "ท่านเลขาธิการหลี่ งานจะยุ่งแค่ไหนก็ต้องรักษาสุขภาพด้วยนะครับ พอกลับถึงบ้านแล้วก็อย่าโหมงานดึกนักเลยนะครับ"
"แน่นอนครับ แน่นอน"
หลี่ต๋าคังยิ้มแห้งๆ ส่วนจงเสี่ยวอ้ายที่เดินนำหน้าไปก่อนแล้ว ก็หูแดงเถือก รีบจ้ำอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว
แปลกจัง ทำไมท่านผู้อำนวยการจงถึงได้ดูท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงแบบนั้นนะ?
ซุนไห่ผิงเกาหัวด้วยความสงสัย มองตามแผ่นหลังของทั้งสองคนไป
(จบแล้ว)