- หน้าแรก
- คุณแม่ข้ามโลก
- บทที่ 19 : เด็กน้อยผู้ร่วงหล่น (19)
บทที่ 19 : เด็กน้อยผู้ร่วงหล่น (19)
บทที่ 19 : เด็กน้อยผู้ร่วงหล่น (19)
การบันทึกเทปรายการวาไรตี้ซีซันแรกใช้เวลาสามวันสองคืน
วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว
การไลฟ์สดเริ่มขึ้นตรงเวลาในเวลาหกโมงเช้าตามปกติ
เหยาหรงกำลังถูพื้นอยู่ตรงโถงทางเดิน
หลังจากถูทางเดินเสร็จ เธอเดินไปที่หน้าประตูห้องของสวี่เว่ยเหิงและเคาะประตูเสียงดังสองครั้ง "รีบตื่นไปวิ่งได้แล้ว แม่จะเข้าไปถูพื้นในห้องให้"
ครู่ต่อมา น้ำเสียงงัวเงียของสวี่เว่ยเหิงก็ดังแว่วมา "ผมไม่ไปวิ่งหรอกครับ แม้วางไม้ถูพื้นไว้หน้าประตูเถอะ เดี๋ยวผมตื่นแล้วจะถูเอง"
มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกสองสามครั้ง
หลังจากยื้อยุดกันอยู่นานกว่าสิบวินาที เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูที่ดังมาไม่หยุดหย่อน ในที่สุดสวี่เว่ยเหิงก็จำยอมสลัดผ้าห่มทิ้งแล้วลุกจากเตียง
ทันทีที่ประตูเปิดออก สิ่งแรกที่สวี่เว่ยเหิงเห็นกลับไม่ใช่เหยาหรง แต่เป็นกล้องที่จ่อมาทางเขาและกำลังบันทึกภาพอย่างไม่ลดละ
สีหน้าของสวี่เว่ยเหิงแข็งค้าง ความงัวเงียปลิวหายไปในพริบตา สายตาของเขาเลื่อนไปมองเหยาหรงที่ยืนอยู่ด้านหลังตากล้องอย่างกล่าวหา "แม่ร่วมมือกับทีมงานรายการงั้นเหรอ!"
เหยาหรงสั่นไม้ถูพื้นในมือเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ "แม่แค่ตั้งใจจะมาถูพื้นจริงๆ นะ"
เป็นเพราะตากล้องทุ่มเทกับงานมากเกินไปต่างหาก
พอเธอเคาะประตู เขาก็รีบแบกกล้องขึ้นบ่าแล้วพุ่งพรวดเข้ามาทันที
สวี่เว่ยเหิงก้มมองชุดนอนลายสปองจ์บ็อบของตัวเอง ก่อนจะยกมือขึ้นจับผมที่ยุ่งเหยิงชี้ฟู เขาถอนหายใจอย่างจำยอมแล้วเอื้อมมือไปรับไม้ถูพื้น "ส่งมาให้ผมเถอะครับ เดี๋ยวผมถูเอง"
ขณะที่พูด น้ำเสียงของเขาแฝงความน้อยใจเล็กน้อย "เมื่อคืนกว่าผมจะอ่านนิยายเรื่อง 《ปีแสง》 รวดเดียวจบ ก็ปาเข้าไปตีสามแล้วนะครับ"
การที่เขาลุกไปวิ่งตอนเช้าไม่ไหวก็มีเหตุผลนะ
เมื่อคืนเหยาหรงบอกเขาว่านิยายไซไฟเรื่องที่สองของเธอที่ชื่อ 《ปีแสง》 เขียนต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ในฐานะนักอ่านตัวยง สวี่เว่ยเหิงย่อมอยากอ่านทันที แต่กลายเป็นว่าเขาติดหนึบจนต้องถลอกตาโต้รุ่งอ่านรวดเดียวจนจบ
【ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ชุดนอนลายสปองจ์บ็อบ สมแล้วที่เป็นสวี่เว่ยเหิง แม้แต่ชุดนอนก็ยังเป็นสีเหลือง เขาเป็นแฟนพันธุ์แท้สีเหลืองจริงๆ】
ผู้ชมบางส่วนเริ่มสนใจนิยายที่สวี่เว่ยเหิงพูดถึง: 【《ปีแสง》 เหรอ? นิยายเรื่องอะไรน่ะ? ฉันเพิ่งลองไปค้นหาดูแต่ไม่เจอเลย】
อย่างไรก็ตาม คอมเมนต์ที่พูดคุยกันตามปกติเหล่านี้ก็ถูกกลืนหายไปกับข้อความอีกระลอกอย่างรวดเร็ว
【ช่วยด้วย แอร์ไทม์ของสองแม่ลูกคู่นี้น่าเบื่อสุดๆ】
【ตอนแรกฉันเข้ามาดูเพราะเห็นว่าพวกเขาติดเทรนด์ค้นหายอดฮิตตั้งหลายอัน บ้าไปแล้ว แบบนี้ก็ติดเทรนด์ได้ด้วยเหรอ? จ่ายเงินซื้อไปเท่าไหร่เนี่ย?】
"ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ" เหยาหรงแบมือออก เผยให้เห็นการ์ดภารกิจที่เพิ่งได้รับมา "ทีมงานแจกการ์ดภารกิจมาแล้ว กินมื้อเช้าเสร็จเราก็จะออกเดินทางกัน"
หลังจากสวี่เว่ยเหิงเปลี่ยนเสื้อผ้าและทานอาหารเช้าเสร็จ เขากับเหยาหรงก็นั่งรถไปยังจุดชมวิวใกล้ๆ อำเภออิงเพื่อเช็กอิน
ทีมงานจัดเส้นทางทัวร์ครึ่งวันให้ทั้งสองคน พวกเขาต้องเดินทางตามเส้นทางนี้ ทำภารกิจในแต่ละจุดชมวิวให้สำเร็จ และต้องผ่านภารกิจเท่านั้นจึงจะถือว่าเช็กอิน ณ จุดนั้นได้สำเร็จ
ภารกิจของแขกรับเชิญทั้งสี่กลุ่มคล้ายคลึงกัน กลุ่มที่ใช้เวลารวมน้อยที่สุดจะได้รับอาหารกลางวันสุดหรูที่ทางรายการจัดเตรียมไว้ให้
ส่วนอีกสามกลุ่มที่เหลือ จะได้รับเพียงวัตถุดิบตามลำดับคะแนนและต้องทำอาหารกลางวันกินเอง
เมื่อได้ยินดังนั้น จิตวิญญาณนักสู้ของสวี่เว่ยเหิงก็ลุกโชน "เราต้องชิงที่หนึ่งมาให้ได้ครับ"
เหยาหรงเย้าแหย่ "ช่วงนี้ลูกไม่ได้กำลังสนุกกับการทำอาหารหรอกเหรอ? แม่นึกว่าลูกอยากจะเอาวัตถุดิบกลับไปทำเองซะอีก"
นับตั้งแต่สวี่เว่ยเหิงปลดล็อก 《ทักษะการทำอาหาร》 ในช่วงสองวันที่ผ่านมาเขาก็เป็นคนลงมือทำอาหารทุกมื้อในบ้านมาโดยตลอด
ในเมื่อเขาสนุกกับมัน เหยาหรงก็ปล่อยให้เขาทำตามใจ
การเรียนรู้ทักษะชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่างย่อมเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน
สวี่เว่ยเหิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น "นี่มันของฟรีจากทีมงานเลยนะครับ ทำไมเราถึงจะไม่คว้าเอาไว้ล่ะ?"
ขณะที่กำลังพูดคุยกัน พวกเขาก็มาถึงจุดเช็กอินแห่งแรก
ด่านที่ทีมงานจัดเตรียมไว้มีทั้งภารกิจที่ต้องใช้พละกำลังล้วนๆ การทดสอบทักษะการลงมือปฏิบัติจริงของแขกรับเชิญ เกมวาดมาทายไปที่ทดสอบความรู้ใจ และเกมหัวไชเท้าย่อเข่า
สิ่งที่ยากที่สุดในบรรดาภารกิจเหล่านี้คือด่านทดสอบทักษะการลงมือปฏิบัติจริง
ทว่าเมื่อมีเหยาหรงอยู่ด้วย ด่านนี้กลับกลายเป็นด่านที่ผ่านไปได้ง่ายดายที่สุด
กว่ากลุ่มของพวกเขาจะมาถึงจุดเช็กอินแห่งที่สี่ แขกรับเชิญอีกสามกลุ่มยังคงติดแหง็กอยู่ที่จุดเช็กอินแห่งที่สอง
แต่ผลงานที่ทำลายความตื่นเต้นลุ้นระทึกจนหมดสิ้นนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับคำชม ทว่ากระแสวิจารณ์ในช่องคอมเมนต์กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
【ไม่มีน้ำใจนักกีฬา มิน่าล่ะสวี่เว่ยเหิงถึงไม่มีเพื่อนดีๆ ในวงการเลย】
【ถ้าแขกรับเชิญคนอื่นเป็นเหมือนสองแม่ลูกคู่นี้ ฉันขอแนะนำให้ยกเลิกซีซันสามไปให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหายเถอะ】
【จริงด้วย ถ้าวาไรตี้โชว์เล่นกันแบบนี้ วงการวาไรตี้ในประเทศไม่ช้าก็เร็วคงถึงคราวอวสานแน่】
พวกเขาไม่เพียงแค่ด่าทอรายการ 《ครอบครัวที่รัก》 แต่ยังลากเอาวงการรายการวาไรตี้ในประเทศเข้ามาพัวพันด้วย ราวกับว่าเหยาหรงและสวี่เว่ยเหิงได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงจนทำให้วงการวาไรตี้ในประเทศทั้งหมดต้องถูกฝังกลบไปพร้อมกับพวกเขา
ไลฟ์สดของสวี่เว่ยเหิงมียอดผู้ชมทะลุหนึ่งล้านสองหมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ชมขาจร
ตอนแรกพวกเขาไม่ได้ใส่ใจกับคอมเมนต์ปัญญาอ่อนพวกนี้ แต่ระดับความปัญญาอ่อนของคอมเมนต์เหล่านั้นมันมากเกินไปจริงๆ อีกทั้งในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ไลฟ์สดของสวี่เว่ยเหิงก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความคิดมุ่งร้าย ซึ่งทำให้ผู้ชมบางส่วนที่ตั้งใจดูไลฟ์สดอย่างเงียบๆ รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
ฉันไม่ใช่แฟนคลับของใครทั้งนั้น แต่ทุกคนก็มีแป้นพิมพ์เหมือนกัน ถ้าพวกนายยืนกรานที่จะพ่นพิษ ฉันทนไม่ไหวจะด่ากลับบ้างไม่ได้หรือไง?
【ฉันเป็นหมอดู แล้วแกล่ะเป็นตัวอะไร?】
【บางคนตาบอดหรือไงที่บอกว่าสวี่เว่ยเหิงไม่มีน้ำใจนักกีฬา? ด่านนี้มีแบ่งทีมตรงไหน? ทั้งสี่กลุ่มเป็นคู่แข่งกัน สวี่เว่ยเหิงเขามีความสามารถ ทำไมเขาต้องยอมหลีกทางให้ 'พี่ชาย' ที่ไม่ได้เรื่องของพวกเธอด้วย?】
นับตั้งแต่เหยาหรงโชว์ 《ทักษะการแกะสลัก》 ในไลฟ์สด ผู้ชมก็ไม่เรียกเธอว่า "แม่ของสวี่เว่ยเหิง" หรือเรียกชื่อจริงของเธออีกต่อไป แต่กลับเรียกเธอตามสวี่เว่ยเหิงว่า "คุณครูเหยา"
【ถ้าด่านนี้จะมีทีม ก็คงเป็นทีมของสวี่เว่ยเหิงกับคุณครูเหยานี่แหละ ฉันว่าสวี่เว่ยเหิงกับคุณครูเหยาทายถูกตั้ง 11 ข้อในหนึ่งนาทีตอนเล่นเกม 'วาดมาทายไป' ความเข้าขากันของทีมพวกเขาดีเยี่ยมเลยไม่ใช่หรือไง?】
นอกจากนี้ยังมีคนตาดีที่มองทะลุถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ลางๆ:
【กองทัพหน้าม้าพวกนี้พากันกระโดดลงน้ำเหมือนเกี๊ยวเลยเหรอ?】
【เอาจริงๆ นะ พวกหน้าม้าอินเทอร์เน็ตหาเงินกันง่ายเกินไปแล้ว ขนาดไม่มีเรื่องให้ด่าก็ยังแต่งเรื่องขึ้นมาด่าได้ ทำเอาฉันขนลุกจนนิ้วเท้าจิกพื้นเป็นปราสาทเวทมนตร์เลย】
แต่ไม่นาน บัญชีผู้ใช้ที่ก้าวร้าวเกินเหตุเหล่านั้นก็กระโดดออกมาอีกครั้ง: 【พวกแกป่วยหรือไง? ยัยสาวชาวบ้านที่จบแค่มัธยมปลาย ฉันอยากด่าก็ด่า อย่ามาตราหน้าว่าฉันเป็นหน้าม้าอินเทอร์เน็ตนะ】
【ใช่เลย ฉันไม่ใช่หน้าม้าอินเทอร์เน็ต แล้วก็ไม่ใช่แฟนคลับใครด้วย คนผ่านมาเห็นแล้วไม่ชอบใจ จะพูดอะไรบ้างไม่ได้เลยเหรอ?】
ทีมงานรายการสังเกตเห็นการโต้เถียงในไลฟ์สดทันที จึงรีบแจ้งให้ผู้ช่วยผู้กำกับทราบ พร้อมกับถามว่าพวกเขาควรจัดการกับคอมเมนต์เหล่านั้นหรือไม่ เช่น การลบข้อความที่ก้าวร้าวทิ้งไป
แต่ผู้ช่วยผู้กำกับกลับปฏิเสธ
เขากล่าวอย่างใจเย็น "เวลาเทพเซียนตีกัน พวกเราอย่าเข้าไปยุ่งเลย"
ขนาดผู้ชมยังดูออกว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วคนในวงการอย่างเขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
ตราบใดที่มันไม่ส่งผลกระทบต่อเรตติ้งของรายการ เรื่องพวกนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาทั้งนั้น
เขาจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำเรื่องที่ไม่จำเป็นไปทำไม?
ด่านที่สี่ที่ทีมงานจัดไว้ไม่ได้ยากจนเกินไป: สวี่เว่ยเหิงและเหยาหรงต้องเชิญคู่พ่อแม่ลูกสองคู่ รวมเป็นหกคน มาเล่นเกม "ครอบครัวหัวไชเท้าย่อเข่า" ร่วมกันให้สำเร็จ
เหยาหรงฟังกฎกติกาของเกมจบก็ยิ้มให้สวี่เว่ยเหิง "งานชวนคนนี่ ยกให้เป็นหน้าที่ลูกหมดเลยนะ?"
ตลอดทาง อะไรที่สวี่เว่ยเหิงทำได้ด้วยตัวเอง เธอจะพยายามไม่เข้าไปก้าวก่าย
โดยเฉพาะด่านที่ต้องเน้นการสื่อสารแบบนี้ เหมาะที่จะใช้ฝึกฝนสวี่เว่ยเหิงมากที่สุด
"ไม่มีปัญหาครับ" สวี่เว่ยเหิงมองไปรอบๆ แล้วชี้ไปที่ชิงช้าซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก "แม่ไปนั่งรอผมตรงนั้นเถอะ"
"นี่พัดลมพกพาของแม่ครับ" สวี่เว่ยเหิงยื่นพัดลมในมือให้เหยาหรง
เหยาหรงรับพัดลมพกพามา ถือไว้พลางนั่งลงบนชิงช้า ทอดสายตามองแผ่นหลังของสวี่เว่ยเหิงที่วิ่งเหยาะๆ ท่ามกลางแสงแดด
ระบบที่เงียบหายไปนานจู่ๆ ก็โผล่มาอย่างเงียบเชียบและเล่าสถานการณ์ในไลฟ์สดให้เหยาหรงฟัง
ท้ายที่สุด ระบบก็ถ่ายทอดปฏิกิริยาของผู้ช่วยผู้กำกับให้เหยาหรงรับรู้
"ฉันรู้แล้วล่ะ" เหยาหรงแค่นหัวเราะในใจ
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เวลาสิบโมงครึ่ง แม้แดดจะยังไม่ร้อนจัดที่สุด แต่ก็แผดเผาจนรู้สึกแสบผิวแล้ว
สวี่เว่ยเหิงเดินไปตามถนนได้ไม่กี่นาทีก็เลี้ยวเข้าไปในเขตที่พักอาศัยใกล้ๆ
แต่โชคร้ายที่เวลานี้ไม่ค่อยมีคนออกมาเดินเล่นข้างนอกมากนัก ในที่สุดเขาก็เจอพ่อลูกคู่หนึ่ง แต่กลับได้ความว่าชายหนุ่มกำลังจะพาชายชราไปโรงพยาบาล สวี่เว่ยเหิงจึงต้องยอมตัดใจ
จู่ๆ สวี่เว่ยเหิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจำได้ว่าตอนที่นั่งรถผ่านมาเมื่อครู่ เขาเห็นป้ายสนามเด็กเล่นอยู่ไม่ไกล
ที่อื่นอาจจะหาคนยาก แต่ในเมื่อเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ต้องมีพ่อแม่หลายคนพาลูกไปเล่นที่สนามเด็กเล่นอย่างแน่นอน
เขาจะต้องเจอผู้ร่วมรายการที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากมายที่นั่นแน่ๆ
เกม "หัวไชเท้าย่อเข่า" เป็นเกมที่ทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองและไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการเข้าร่วม จึงเหมาะมากที่จะเล่นกับเด็กเล็ก
สวี่เว่ยเหิงลงมือทำตามความคิดทันที เขาหมุนตัวและรีบพุ่งตรงไปยังสนามเด็กเล่น
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในสนามเด็กเล่น เขาก็ดึงดูดความสนใจของพ่อแม่หลายคนทันที แม้แต่เด็กที่กำลังเล่นสนุกอยู่ก็ยังมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ยานอวกาศ!"
"คุณพ่อ นั่นยานอวกาศนี่นา!"
จู่ๆ เด็กหญิงตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ที่อยู่ไม่ไกลก็ชี้มาที่สวี่เว่ยเหิง แล้วตะโกนบอกพ่อของเธอด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ไร้เดียงสา
สวี่เว่ยเหิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรู้ตัวว่าเธอกำลังพูดถึงเขา
เขาเม้มริมฝีปาก เดินเข้าไปหาพ่อของเด็กหญิงตัวน้อย และอธิบายจุดประสงค์ของเขาอย่างคร่าวๆ
"ผมขอถามความเห็นเล่อเล่อลูกสาวผมดูก่อนนะครับ" พ่อของเด็กหญิงตัวน้อยลังเล ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกเด็กหญิง "เล่อเล่อ มานี่สิลูก หนูอยากเล่นเกมกับ 'พี่ชาย' คนนี้ไหม?"
ดวงตากลมโตของเด็กหญิงตัวน้อยกลอกไปมาอย่างใช้ความคิด "คุณลุงคะ คุณลุงยกยานอวกาศให้หนูได้ไหมคะ? หนูกับคุณแม่ดูรายการของคุณลุงแล้ว เราชอบยานอวกาศลำนั้นมากๆ เลย"
คุณ... คุณลุงเหรอ?
สีหน้าของสวี่เว่ยเหิงแทบจะปริแตก
เขาฝืนยิ้ม "พี่ชายยกให้หนูไม่ได้หรอกนะ นั่นเป็นของขวัญที่แม่ของพี่ชายมอบให้พี่ชายน่ะ"
ในประโยคสั้นๆ นี้ เขาเน้นย้ำคำว่า "พี่ชาย" ทั้งสามครั้งอย่างหนักแน่น
เด็กหญิงตัวน้อยทำปากยื่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยเศษดินร่วนๆ บนพื้นเล่น "ตกลงค่ะ คุณลุง"
สวี่เว่ยเหิง: "..."
เด็กคนนี้ดูฉลาดจะตาย แต่กลับเรียกสรรพนามไม่ถูกซะงั้น
เธอต้องตั้งใจกวนประสาทเขาแน่ๆ
พ่อของเด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยและพยายามไกล่เกลี่ย "เล่อเล่อ หนูต้องเรียกเขาว่าพี่ชายสิลูก"
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าให้พ่อของเธอ ก่อนจะหันไปมองสวี่เว่ยเหิงด้วยสีหน้าจริงจัง "หนูยินดีรับคำเชิญของคุณค่ะ"
สวี่เว่ยเหิงรู้สึกขบขันกับท่าทีของเธอ ความหงุดหงิดเพียงเล็กน้อยในใจมลายหายไปในพริบตา
เด็กๆ มักจะมีพลังวิเศษที่สามารถทำให้คุณแทบเป็นบ้าด้วยประโยคเดียว และละลายหัวใจของคุณได้ด้วยอีกประโยคเสมอ
"ฉันยังต้องหาเพื่อนอีกคนหนึ่งนะ หนูรออยู่กับคุณพ่อตรงนี้ก่อนได้ไหม?"
สวี่เว่ยเหิงลูบผมของเธอที่มัดเป็นแกละสองข้าง มันนุ่มลื่นมือ มิน่าล่ะคุณครูเหยาถึงชอบแอบขยี้ผมเขาอยู่เรื่อย
"ไม่ต้องหรอกค่ะ!" เด็กหญิงตัวน้อยแสดงความเป็นผู้นำในหมู่เด็กๆ ออกมาอย่างชัดเจน เธอโบกมือป้อมๆ ของตัวเอง "หนูจะช่วยคุณหาเอง! คุณรอหนูอยู่ตรงนี้นะคะ"
เธอวิ่งดุ๊กดิ๊กกลับไปที่กลุ่มเด็กๆ และในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที เด็กผู้ชายตัวเล็กท่าทางซื่อๆ คนหนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับเธอ โดยมีแม่ของเด็กชายเดินตามมาติดๆ
"ขอบใจนะ" สวี่เว่ยเหิงย่อตัวลงและพูดกับเด็กหญิงตัวน้อย "หนูชื่อเล่อเล่อใช่ไหม? เดี๋ยวฉันจะเลี้ยงอมยิ้มหนูนะ"
ภารกิจชวนคนสำเร็จลุล่วงด้วยดี สวี่เว่ยเหิงเดินนำทางพาพวกเขาไปหาเหยาหรง
หลังจากเดินไปได้ประมาณห้านาที สวี่เว่ยเหิงก็มองเห็นเหยาหรง
เธอกำลังจับชิงช้าด้วยมือข้างหนึ่งและโบกมือให้สวี่เว่ยเหิง
ขณะที่สวี่เว่ยเหิงกำลังจะร้องทัก เด็กหญิงตัวน้อยเล่อเล่อก็พุ่งพรวดไปอยู่ตรงหน้าเขา กระโดดโลดเต้นและตะโกนเรียกเหยาหรง "พี่สาวเหยาคะ!"
มุมปากของสวี่เว่ยเหิงกระตุกอย่างรุนแรง
ยัยเด็กแสบนี่!
เรียกเขาว่า 'คุณลุง' แต่กลับเรียกคุณครูเหยาว่า 'พี่สาว' ลำดับญาติมั่วไปหมดแล้ว!
หลังจากทั้งสองกลุ่มได้พบกัน เล่อเล่อก็เอาแต่เดินวนเวียนอยู่รอบตัวเหยาหรง ปากหวานเจื้อยแจ้วไม่หยุด ต่อมาในระหว่างการเล่นเกม เล่อเล่อก็ยังเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นมากที่สุดอีกด้วย
กว่าทีมงานจะประกาศว่าการเช็กอินเสร็จสิ้น เล่อเล่อก็เล่นจนเหงื่อซ่กไปทั้งตัวแล้ว
สวี่เว่ยเหิงรักษาสัญญา เขาวิ่งไปที่ร้านค้าใกล้ๆ เพื่อซื้ออมยิ้มมาให้เด็กทั้งสองคน
เหยาหรงย่อตัวลงนั่งคุยกับเล่อเล่อ
เล่อเล่อพูดอะไรบางอย่าง เหยาหรงหัวเราะออกมาพร้อมกับเหลือบมองสวี่เว่ยเหิง
สวี่เว่ยเหิงสังเกตเห็นสายตาของเหยาหรงได้อย่างรวดเร็ว และสัญชาตญาณบอกเขาว่าเล่อเล่อต้องไม่ได้พูดเรื่องดีๆ เกี่ยวกับเขาอย่างแน่นอน
เหยาหรงโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเล่อเล่อสองสามคำ
ก่อนที่จะถูกพ่อจูงมือจากไป เล่อเล่อก็โบกมือเรียกสวี่เว่ยเหิง ส่งสัญญาณให้เขาย่อตัวลง
สวี่เว่ยเหิงรู้สึกงุนงงและระแวดระวังเล็กน้อย "หนูจะทำอะไร?"
เล่อเล่อหัวเราะคิกคัก "ไม่มีอะไรค่ะ คุณสูงเกินไป ย่อตัวลงหน่อยสิคะ ย่อลงมา"
สวี่เว่ยเหิงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องย่อตัวลงตามที่เธอต้องการ เขาคิดในใจว่าเมื่อกี้เล่อเล่อเพิ่งจะช่วยเขาไว้มาก ดังนั้นต่อให้เธออยากจะหยิกแก้มเขา เขาก็จะไม่บ่นสักคำ
ทว่าสัมผัสอบอุ่นที่ประทับลงบนใบหน้าเพียงชั่วครู่กลับทำเอาสวี่เว่ยเหิงถึงกับยืนอึ้งไปเลย
—เขาคิดว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะแกล้งเขา แต่เธอกลับหอมแก้มเขาแทน
ตอนที่ผละริมฝีปากออก เล่อเล่อก็ใช้มือเช็ดแก้มให้เขาเพื่อปาดคราบน้ำลายที่เธอทิ้งไว้ออกให้ด้วย
"พี่ชาย อย่าโกรธเลยนะคะ เล่อเล่อแค่ล้อเล่นกับพี่เฉยๆ เอง"
เล่อเล่อยัดกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ใส่มือสวี่เว่ยเหิง จากนั้นก็วิ่งเอามือไพล่หลังออกไป โดยไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายไว้อีกประโยค
"ถึงพี่จะไม่ยอมให้ยานอวกาศหนู แต่หนูก็ยังชอบพี่มากๆๆ เลยนะ! คุณพ่อบอกว่าอาทิตย์หน้าจะพาหนูกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อไปเยี่ยมแม่ครู ถ้าพี่อยากจะมาเล่นด้วยกัน ก็อย่าลืมโทรหาคุณพ่อนะคะ"
สวี่เว่ยเหิงยืดตัวขึ้นและคลี่กระดาษโน้ตที่เล่อเล่อให้มาออก อย่างที่คิดไว้ มันมีเบอร์โทรศัพท์และตัวหนังสือโย้เย้สามตัวเขียนอยู่
"ฉินเหวินหลิน"
นี่น่าจะเป็นชื่อพ่อของเล่อเล่อ
เขายกมือขวาขึ้นแตะแก้มข้างที่เล่อเล่อหอม หลังจากผ่านไปพักใหญ่ มุมปากของเขาก็ค่อยๆ ยกโค้งขึ้นทีละน้อย ดวงตาและคิ้วที่คมเข้มก็อ่อนโยนลงตามไปด้วย
แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนใบหน้าของเขา ราวกับว่าแสงอุ่นๆ อันอ่อนโยนได้แตกกระจายและร่วงหล่นลงในดวงตาของเขา
【อ๊ากกกก รอยยิ้มแบบนี้ทำเอาฉันตายสงบศพสีชมพูไปเลย!】
【รอยยิ้มของสวี่เว่ยเหิงบริสุทธิ์เกินไปแล้ว ฉันอยากจะสิงร่างฉินเล่อเล่อจริงๆ】
【ให้ตายเถอะ พวกเธอเอาแต่อิจฉาเสน่ห์ของฉินเล่อเล่อ มีแต่ฉันคนเดียวที่ทึ่งในความแพรวพราวของยัยหนู!】
【เด็กทั้งสองคนสนิทกับสวี่เว่ยเหิงมากเลยนะ พวกคนที่เพิ่งด่าว่าสวี่เว่ยเหิงเข้าถึงยากเนี่ย รู้สึกหน้าชากันบ้างไหม? เด็กๆ น่ะดูคนเก่งกว่าพวกผู้ใหญ่อย่างแกเยอะ】
หลังจากที่ฉินเล่อเล่อและครอบครัวจากไป ผู้ช่วยผู้กำกับก็ก้าวไปข้างหน้าและประกาศเวลาที่เหยาหรงกับสวี่เว่ยเหิงใช้ไป: สามชั่วโมงสี่สิบสองนาที
ยังไงเสียเวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการเดินทาง เหยาหรงและสวี่เว่ยเหิงจึงค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์นี้
"พอผลคะแนนของอีกสามกลุ่มออกมาแล้ว พวกคุณก็ไปกินมื้อใหญ่กันได้เลย" ผู้ช่วยผู้กำกับสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้นและถามสวี่เว่ยเหิงว่ามีอะไรที่เขาอยากกินเป็นพิเศษไหม
สวี่เว่ยเหิง: "ไม่มีครับ"
ผู้ช่วยผู้กำกับ: "จะไม่มีได้ยังไง? เว่ยเหิงไม่มีอาหารจานโปรดเลยเหรอ?"
สวี่เว่ยเหิงยิ้ม
"ของโปรดของผมคือต้มปลาผักกาดดองฝีมือคุณครูเหยาครับ นอกจากเมนูนี้แล้ว ผมก็ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ แต่ใครบ้างล่ะครับที่ไม่ชอบของอร่อย เพราะงั้นผมถึงตั้งตารอมื้อใหญ่ที่ทีมงานเตรียมไว้ให้พวกเรามากๆ เลย"
ตอนนี้เขาสามารถรับมือกับการสัมภาษณ์เหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย คำพูดของเขารัดกุมจนไม่มีใครสามารถหาข้อบกพร่องได้เลย
อีกสามกลุ่มยังคงง่วนอยู่กับด่านที่สี่ ต่อให้พวกเขาทำเวลาได้เร็วที่สุด ก็ยังต้องรออีกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง แน่นอนว่าทีมงานคงไม่ปล่อยให้เหยาหรงกับสวี่เว่ยเหิงยืนตากแดดจนตัวแห้ง พวกเขาจึงกางร่มกันแดดขนาดใหญ่ที่หยิบมาจากรถ และนำน้ำแตงโมเย็นชื่นใจมาเสิร์ฟให้ทั้งคู่ด้วย
เหยาหรงหรี่ตาลงอย่างสบายใจ ปัดปอยผมที่เปียกเหงื่อบนหน้าผากออก แล้วหันไปถามสวี่เว่ยเหิง "เมื่อกี้เล่อเล่อคุยอะไรกับลูกเหรอ?"
"น้องชวนผมไปเล่นที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอาทิตย์หน้าครับ"
"ถ้างั้นน้องก็ชอบลูกมากจริงๆ นะเนี่ย"
สวี่เว่ยเหิงแอบหัวเราะในลำคอ กระแอมไอสองสามครั้ง แล้วถามเหยาหรงด้วยสีหน้าจริงจัง "แล้วเมื่อกี้แม่ซุบซิบอะไรกับน้องครับ? แม่บอกให้เล่อเล่อหอมแก้มผมเหรอ?"
ตอนแรกท่าทีที่ฉินเล่อเล่อมีต่อเขาไม่ได้ดูว่านอนสอนง่ายขนาดนี้ แต่หลังจากที่ได้คุยกับเหยาหรงแค่ไม่กี่คำ เธอกลับวิ่งมาชวนเขาแถมยังหอมแก้มเขาอีก
มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ
เหยาหรงแบมือออกและอธิบายตามความจริง "แม่ก็แค่บอกน้องว่า ถ้าลูกชอบน้อง น้องก็สามารถมาหาลูกเพื่อดูยานอวกาศได้บ่อยๆ ไง"
เธอพูดแค่นั้นประโยคเดียว ส่วนที่เหลือนั่นคือการพลิกแพลงของฉินเล่อเล่อเองล้วนๆ
สวี่เว่ยเหิงและผู้ชมในไลฟ์สดต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
【ฉันพูดได้คำเดียวเลย: แพรวพราวมาก แพรวพราวสุดๆ ฉินเล่อเล่อน้อย เธอมันแพรวพราวเกินไปแล้ว!】
【พวกแกไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ฉันอิจฉาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กห้าขวบคนนี้ขนาดไหน】
"น้องฉลาดมากเลยนะครับ" สวี่เว่ยเหิงเอ่ยชม
ใครจะไปต้านทานไหวล่ะ?
หลังจากรอไปได้พักใหญ่ ก่อนเวลาเที่ยงตรง อีกสามกลุ่มก็ทำภารกิจสำเร็จลุล่วงเช่นกัน
มื้อใหญ่ของทีมงานไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย มันถูกจัดเตรียมขึ้นเป็นพิเศษโดยเชฟระดับงานจัดเลี้ยงรับรองของรัฐ
เพิ่งจะทานอาหารมื้อหรูหราเสร็จ จู่ๆ ก็มีเสียงเบรกรถดังมาจากนอกประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะเนิบนาบ
"ใครมาครับ?" สวี่เว่ยเหิงถามด้วยความประหลาดใจ
เหยาหรงคิดในใจว่า "มากันแล้วสินะ" แต่สีหน้าของเธอกลับแสดงความงุนงงเช่นกัน "ออกไปดูกันเถอะ"
ตากล้องเดินตามเหยาหรงและสวี่เว่ยเหิงไปที่ประตู
ขณะที่เขาแบกกล้องไปที่หน้าประตูของเกสต์เฮาส์ บรรณาธิการใหญ่เหอก็เพิ่งก้าวลงจากที่นั่งฝั่งผู้โดยสารพอดี
บรรณาธิการใหญ่เหอลอบชำเลืองมองกล้อง ก่อนจะทักทายเหยาหรงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและกระตือรือร้น "คุณครูเหยา ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ ผมเอาหนังสือตัวอย่างมาส่งให้คุณครับ"
อันที่จริง หนังสือตัวอย่างเรื่อง 《ดวงดาวพราวฟ้า》 ไม่น่าจะตีพิมพ์เสร็จเร็วขนาดนี้ แต่หลังจากที่บรรณาธิการใหญ่เหอได้ยินไอเดียการโปรโมตของเหยาหรง เขาก็ตัดสินใจทันทีและสั่งให้ทุกคนในสำนักพิมพ์ร่วมมือกันตีพิมพ์นิยายเรื่อง 《ดวงดาวพราวฟ้า》 อย่างเต็มที่
หลังจากเร่งมือกันอย่างหนัก ในที่สุดพวกเขาก็สามารถตีพิมพ์หนังสือตัวอย่างออกมาได้ทันก่อนที่จะเริ่มบันทึกเทปรายการตอนแรก
และเวลาการมาเยือนครั้งนี้ แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เหยาหรงและบรรณาธิการใหญ่เหอแอบตกลงกันไว้ล่วงหน้าอย่างลับๆ
เหยาหรงและบรรณาธิการใหญ่เหอสบตากัน เธอเอ่ยปากเชิญชวน "คุณคงเหนื่อยจากการเดินทาง เข้ามาดื่มชาข้างในก่อนสิคะ"
"จะสะดวกเหรอครับ? ผมเห็นพวกคุณกำลังยุ่งกันอยู่เลย"
"แค่ดื่มชาถ้วยเดียว ไม่ทำให้เสียเวลาหรอกค่ะ"
ผู้ช่วยของบรรณาธิการใหญ่เหอวิ่งเหยาะๆ จากที่นั่งคนขับไปที่ท้ายรถและยกหนังสือกองหนึ่งออกมา
เมื่อเข้าไปในลานบ้าน บรรณาธิการใหญ่เหอ็แกะห่อหนังสือออก ยื่นให้เหยาหรงหนึ่งเล่ม ให้สวี่เว่ยเหิงหนึ่งเล่ม และถือไว้เองอีกหนึ่งเล่ม
นอกจากนี้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม มีหนังสือสี่เล่มถูกวางแผ่ไว้บนโต๊ะ
กล้องยังคงจับภาพเหยาหรงและสวี่เว่ยเหิงอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากทีมงานมีทุนสร้างมหาศาล พวกเขาจึงซื้อกล้องไลฟ์สดที่มีความคมชัดสูงสุดมาใช้ ภาพหน้าปกหนังสือพร้อมกับชื่อเรื่องจึงถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง:
《ดวงดาวพราวฟ้า》
ผู้ชมหลายแสนคนในไลฟ์สดต่างก็เห็นมันอย่างชัดเจน
สวี่เว่ยเหิงชื่นชมหน้าปกนิยายและเรื่องย่อปกหลังทันที เขาพึมพำออกมาว่า "ปลายทางสุดท้ายของนักสำรวจดวงดาว คือการคงอยู่คู่กับหมู่ดาวบนฟากฟ้า คำโปรยนี้ดีมากเลยครับ การออกแบบปกก็ยอดเยี่ยมมากด้วย"
เขาเริ่มพลิกเปิดหน้ากระดาษ "เนื้อกระดาษก็จับสบายมือ การพิมพ์ก็คมชัดมากครับ"
จากนั้น สวี่เว่ยเหิงก็เงยหน้าขึ้นมองกล้องและอธิบายว่า "ทุกคนยังจำของประดับที่เห็นในห้องของผมวันนั้นได้ไหมครับ?"
"《จรวดรุ่นเอชเอ็กซ์》, 《ชุดอวกาศรุ่นเอชแปด》 และ 《ยานอวกาศ》 ล้วนถูกอธิบายไว้ในนิยายเรื่องนี้ทั้งหมดเลยครับ"
"เพราะผมชอบนิยายเรื่องนี้มากๆ คุณครูเหยาก็เลยแกะสลักพวกมันออกมาและมอบให้ผมเป็นของที่ระลึกจากนิยายน่ะครับ"
ในขณะนี้ บรรณาธิการใหญ่เหอมองสวี่เว่ยเหิงแล้วรู้สึกเจริญหูเจริญตายิ่งนัก
เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าสวี่เว่ยเหิงเป็นเด็กที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ
แต่ตอนนี้เขาตระหนักแล้วว่า เด็กคนนี้หล่อทะลุพิกัดไปเลย
ดูระดับความเอาใจและการกล่าวชื่นชมจากใจจริงนี่สิ ช่างทุ่มเทยิ่งกว่าหน้าม้าที่เขาจัดเตรียมมาเป็นพิเศษอย่างผู้ช่วยของเขาเสียอีก
เขาจึงพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม "ตั้งแต่ได้รับต้นฉบับของคุณครูเหยา สำนักพิมพ์ของเราก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือนิยายไซไฟที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งปีที่เราเคยเห็นมา ไม่ว่าจะเป็นความเข้มข้นของโครงเรื่อง ความลึกซึ้งของอารมณ์ หรือรายละเอียดของการบรรยาย ทุกอย่างล้วนไร้ที่ติจริงๆ ครับ"
"นั่นเป็นเหตุผลที่สำนักพิมพ์ของเราทุ่มเทความพยายามอย่างมหาศาลในการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เพื่อให้มันออกมาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าคุณครูเหยาเห็นว่าหนังสือตัวอย่างนี้โอเคแล้วล่ะก็ ภายในครึ่งเดือน หนังสือเล่มนี้ก็สามารถวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เลยครับ"
ท้ายที่สุดแล้ว ในฐานะคนที่ทำงานคลุกคลีกับตัวอักษร บรรณาธิการใหญ่เหอย่อมเป็นมืออาชีพในการกล่าวชื่นชมหนังสือมากกว่าสวี่เว่ยเหิงอยู่แล้ว
เหยาหรงวางถ้วยชาที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ไว้ใกล้มือของบรรณาธิการใหญ่เหอและกล่าวอย่างอ่อนโยน "บรรณาธิการใหญ่เหอจัดการได้เลยค่ะ ฉันไม่มีปัญหาอะไร อ้อ แล้วก็นิยายเล่มที่สองของฉันเรื่อง 《ปีแสง》 เขียนเสร็จแล้วนะคะ คุณอยากจะก๊อปปี้ไฟล์แล้วเอากลับไปเลยไหมคะ?"
จะโปรโมตหนังสือแค่เล่มเดียวได้ยังไงล่ะ?
นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก แน่นอนว่าต้องเอาหนังสือทั้งสองเล่มออกมาโชว์ให้หมด
ยังไงซะ ถ้าไม่กอบโกยผลประโยชน์จากทีมงานรายการตอนนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปเปล่าๆ
บรรณาธิการใหญ่เหอตบมือด้วยความยินดี "ไม่มีปัญหาครับ! เยี่ยมไปเลย!"
【???】
【ใครก็ได้ช่วยบอกฉันทีว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น???】
ในขณะนี้ผู้ช่วยผู้กำกับเองก็กำลังคิดอยู่เช่นกันว่า: ใครก็ได้ช่วยบอกเขาทีว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น???
ถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด เหยาหรงกับบรรณาธิการใหญ่ของสำนักพิมพ์คนนี้กำลังใช้พื้นที่รายการวาไรตี้ของพวกเขาเพื่อโปรโมตนิยายอย่างโจ่งแจ้งเลยใช่ไหม?
"เอ่อ... ผู้กำกับครับ เราควรสั่งคัตไหมครับ?" ทีมงานยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตกและหันไปถามผู้ช่วยผู้กำกับ
ผู้ช่วยผู้กำกับขมวดคิ้วแน่น "เดี๋ยวฉันไปคุยกับเหยาหรงเอง"
เขากระแอมไอเสียงดังหลายครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้เหยาหรง
เหยาหรงที่ถือหนังสืออยู่ในมือเดินออกไปนอกเฟรมกล้องและตรงเข้าไปหาผู้ช่วยผู้กำกับ เธอยิ้มอย่างเป็นมิตร "ผู้กำกับตามหาฉันเหรอคะ?"
ผู้ช่วยผู้กำกับยิ้มเจื่อน "คุณครูเหยาครับ ทำแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ?"
เหยาหรงยิ้มอย่างอารมณ์ดี "การมาเยือนกะทันหันของบรรณาธิการใหญ่เหอ็ทำเอาฉันประหลาดใจเหมือนกันค่ะ ถ้าคุณคิดว่ามันไม่เหมาะสม คุณสามารถตัดช่วงนี้ทิ้งได้เลยนะคะ"
ผู้ช่วยผู้กำกับ: "..."
สำนักพิมพ์ไม่ได้จ่ายเงินให้พวกเขา ดังนั้นฉากนี้จะถูกตัดออกจากเวอร์ชันตัดต่ออย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ผู้ชมในไลฟ์สดก็ได้เห็นหนังสือเล่มนี้ไปหมดแล้ว เป้าหมายของเหยาหรงและสำนักพิมพ์ก็ถือว่าบรรลุผลแล้วโดยพื้นฐาน
ผู้ช่วยผู้กำกับทำหน้าเศร้าหมอง "คุณครูเหยา คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงอะไร คุณกำลังทำให้ผมลำบากใจมากนะครับ"
เหยาหรงที่เพิ่งจะส่งยิ้มให้ จู่ๆ ก็หุบยิ้มและเปลี่ยนเป็นใบหน้าเคร่งขรึมในพริบตา
สีหน้าของเธอเย็นชา เธอมองผู้ช่วยผู้กำกับด้วยสายตาที่เฉยเมย
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผู้ช่วยผู้กำกับถึงกับสั่นสะท้านอย่างรุนแรงภายใต้สายตาของเธอ
เหยาหรงหลุบตาลงเล็กน้อย ระงับรังสีอำมหิตของตัวเองเอาไว้ แล้วกล่าวอย่างเยือกเย็น "ระหว่างการบันทึกเทปรายการช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้กำกับมักจะวางกับดักคำพูดให้ฉันเสมอ ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงเสียคุณก็แค่พยายามเพิ่มความสนุกตื่นเต้นให้กับรายการวาไรตี้ แต่ฉันคิดว่า... การจัดการลบคอมเมนต์ในไลฟ์สดและแบนบัญชีผู้ใช้บางบัญชี มันไม่น่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณเลยใช่ไหมคะ?"
"ในเมื่อมันเป็นแค่เรื่องของการออกคำสั่ง แล้วทำไมคุณถึงยังไม่ยอมทำล่ะคะ?"
ผู้ช่วยผู้กำกับอ้าปากค้าง เต็มไปด้วยความตกตะลึง
นั่นเป็นบทสนทนาส่วนตัวระหว่างเขากับลูกน้องนี่นา เธอไปรู้มาได้ยังไง!?
"คุณ..." ผู้ช่วยผู้กำกับอยากจะปฏิเสธ แต่อีกฝ่ายกลับพูดด้วยความมั่นใจขนาดนั้น ใครจะไปรู้ว่าเธอมีหลักฐานอะไรอยู่ในมือหรือเปล่า
หลังจากที่ได้คลุกคลีกันมาในช่วงหลายวันนี้ ผู้ช่วยผู้กำกับก็ตระหนักได้ว่าเหยาหรงไม่ใช่คนธรรมดาๆ เลย
"เอาล่ะ เอาล่ะ เดี๋ยวผมจะให้คนไปจัดการลบคอมเมนต์พวกนั้นเดี๋ยวนี้เลย แบบนี้ดีไหมครับ?" ผู้ช่วยผู้กำกับยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง
มุมปากของเหยาหรงยกโค้งขึ้นเล็กน้อย และเธอก็ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งเช่นกัน "ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากค่ะผู้กำกับ อันที่จริงบรรณาธิการใหญ่เหอแค่แวะมาดื่มชาเท่านั้น เดี๋ยวฉันให้ต้นฉบับเขาเสร็จ เขาก็จะกลับแล้วล่ะค่ะ"
มุมปากของผู้ช่วยผู้กำกับกระตุกอย่างแรง
ก็คุณเล่นโปรโมตจนเสร็จสับหมดแล้วนี่ แน่นอนสิว่าบรรณาธิการใหญ่คนนั้นย่อมเดินจากไปได้อย่างสวยงาม
แต่ว่า... เฮ้อ ก็ทีมงานเป็นฝ่ายผิดก่อนนี่นา ดังนั้นผู้ช่วยผู้กำกับจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกล้ำกลืนฝืนทนและยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี