- หน้าแรก
- ผมเป็นตัวร้าย แต่นางเอกได้ยินเสียงในใจหมดเลย
- บทที่ 25 : ความเปลี่ยนแปลงของซูรั่วเสวี่ย
บทที่ 25 : ความเปลี่ยนแปลงของซูรั่วเสวี่ย
บทที่ 25 : ความเปลี่ยนแปลงของซูรั่วเสวี่ย
เข้าไอซียูงั้นเหรอ นี่มันศึกแก้มือหรือไง?
"ซี๊ด..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก
"ทำไมหมอนั่นถึงเข้าไปนอนในไอซียูอีกแล้วเนี่ย?"
"เมื่อวานก็แค่แขนหักขาหักไม่ใช่หรือไง! ด้วยสภาพร่างกายของเขา แค่คืนเดียวก็น่าจะฟื้นตัวแล้วสิ? แล้วไปจบที่ห้องนั้นได้ยังไงกัน?"
"หรือว่าจะเป็นฝีมือของเผยเชี่ยนจื่ออีกแล้ว?"
"ต้องใช่แน่ๆ นอกจากอาต้ากับพวกอีกสองคนแล้ว ทั่วทั้งตงไห่ก็ไม่มีใครเอาชนะหยางลั่วได้อีก แต่หยางลั่วก็ไม่ได้ไปยั่วยุอะไรเธอสักหน่อย แล้วเธอจะส่งคนไปกระทืบเขาโดยไม่มีเหตุผลทำไมกัน?"
ฉินเฟิงรู้สึกปวดหัวตุบๆ
เรื่องของซูรั่วเสวี่ยก็ยังแก้ไม่ตก นี่หยางลั่วก็มาปางตายไปอีกคน
เทพสงครามผู้หวนคืน แต่กลับโดนซ้อมจนน่วมสองรอบในสองวันเนี่ยนะ?
แต่ปัญหาคือพอหยางลั่วเข้าโรงพยาบาลไป แล้วใครจะมาช่วยเขาแก้ปัญหาเรื่องซูรั่วเสวี่ยกันล่ะ? นี่เขาต้องไปพบผู้ใหญ่จริงๆ งั้นเหรอ?
ดูเหมือนว่าตอนนี้ การหลีกเลี่ยงไม่ไปพบจะทำไม่ได้อีกแล้ว หยางลั่วหมดสภาพไปแล้วอย่างแน่นอน
ในขณะที่ฉินเฟิงกำลังครุ่นคิดหาวิธีจัดการกับปัญหาการพบผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายอยู่นั้น
หารู้ไม่ว่า เผยเชี่ยนจื่อกำลังรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย
เธอไม่เคยออกคำสั่งให้อาต้ากับพวกไปทำร้ายใครเลยสักนิด
ครั้งแรกเป็นฝีมือไป๋ฮุ่ยจิง ครั้งที่สองก็เป็นซูรั่วเสวี่ย ถึงแม้อาต้ากับลูกน้องจะเป็นคนของเธอ แต่มันก็ไม่ใช่ความตั้งใจของเธอเลยที่จะซ้อมหยางลั่ว ทว่าฉินเฟิงคนนี้กลับโยนความผิดทั้งหมดมาให้เธออย่างหน้าตาเฉย
เมื่อคิดได้ดังนี้ ริมฝีปากของเผยเชี่ยนจื่อก็เหยียดยิ้มขึ้นอย่างอันตราย
"อะไรกัน? ดูเหมือนว่าช่วงนี้คุณจะใส่ใจหยางลั่วคนนี้เป็นพิเศษเลยนะ!"
พอได้ยินแบบนั้น ฉินเฟิงก็ชะงักไป เขาไม่ทันสังเกตเห็นถึงความไม่สบอารมณ์ในน้ำเสียงของเผยเชี่ยนจื่อด้วยซ้ำ ชายหนุ่มรีบปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
"ฉันเนี่ยนะ ใส่ใจหมอนั่น? เหอะ... เธอคิดมากไปแล้ว! เธออยากจะเชียร์หยางลั่วก็เชียร์ไปเถอะ ฉันมีธุระต้องไปทำแล้ว!"
พูดจบ ฉินเฟิงก็รีบวางสายไปทันที
"ไม่ได้การแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง!"
ถ้าเขาไม่รีบทำอะไรล่ะก็ ตัวเอกอาจจะตายอยู่ที่นี่จริงๆ ก็ได้
ถ้าตัวเอกตาย เขาก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง
โลกใบนี้มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้
ในชีวิตนี้ นอกจากเขาจะไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับตัวเอกแล้ว เขายังพยายามหาวิธีสารพัดเพื่อช่วยให้ตัวเอกได้โชว์เทพอีกต่างหาก
แต่ทำไม... ทำไมทั้งซูรั่วเสวี่ย เผยเชี่ยนจื่อ และคนอื่นๆ ถึงได้เปลี่ยนไปทำตัวแปลกประหลาดกันหมด?
เผยเชี่ยนจื่อส่งคนไปซ้อมหยางลั่ว ถ้าแค่ครั้งเดียวก็อาจจะพออ้างได้ว่าเธอทำไปเพื่อเอาใจเขา แต่การส่งคนไปถึงสองครั้ง แถมครั้งที่สองยังซัดซะจนต้องหามเข้าไอซียูเลย แบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน?
แล้วก็ซูรั่วเสวี่ยคนนี้อีก ดันตอบตกลงเรื่องงานหมั้นตามคำขอของครอบครัวเนี่ยนะ?
นี่มันเป็นเรื่องตลกที่ร้ายกาจที่สุดในโลกชัดๆ!
"ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าซูรั่วเสวี่ยกำลังคิดอะไรอยู่ เธอไปตอบตกลงได้ยังไง? เธอเกลียดการคลุมถุงชนของครอบครัวที่สุดไม่ใช่หรือไง?"
"แถมยังไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่าคนที่ครอบครัวแนะนำให้คือใคร ฉันเป็นถึงตัวร้ายเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ เธอยังจะมองว่าฉันน่าดึงดูดใจอีกเหรอ?"
"ส่วนไอ้ตัวเอกนี่ก็ไม่ได้เรื่อง เพิ่งกลับมาได้แค่สองวัน ขนาดฉันอุตส่าห์ช่วยปูทางให้โชว์เทพแท้ๆ ยังจะไปจบลงที่โรงพยาบาลอีก!"
"หยางลั่วพึ่งพาไม่ได้แล้ว ถึงเวลาคงต้องด้นสดเอาหน้างานก็แล้วกัน!"
ในขณะเดียวกัน ที่สำนักงานใหญ่ของซูคอร์ปอเรชัน
เมื่อได้ยินเสียงความคิดเหล่านี้ ซูรั่วเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมาจากใจจริง
จริงอยู่ที่เธอเกลียดการคลุมถุงชนของครอบครัว แต่เธอก็รู้ดีเช่นกันว่าโลกใบนี้ถูกกำหนดไว้หมดแล้วด้วยปลายปากกาของใครบางคน
เธอรู้จักฉินเฟิงทะลุปรุโปร่ง และสามารถได้ยินทุกความคิดในหัวของเขาอย่างชัดเจน อีกทั้งเธอยังมองเห็นความหวังดีทั้งหมดที่ฉินเฟิงมีต่อเธอมาโดยตลอด
ในเมื่อถึงยังไงเธอก็ต้องถูกบังคับให้ทำอะไรบางอย่างอยู่ดี แล้วทำไมเธอถึงจะเลือกเส้นทางที่ทำให้ตัวเองสบายใจไม่ได้ล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น พ่อของเธอยังบอกอีกว่าถ้าเธอไม่ตกลงหมั้นกับฉินเฟิง เธอก็คงต้องยอมรับการหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่ตระกูลหวังแทน
เธอเคยเจอคุณชายใหญ่ตระกูลหวังคนนั้นแล้ว เขาเป็นผู้ชายอ้วนฉุ ดูเหมือนตาลุงแก่ๆ จอมเจ้าชู้
ทั้งสองคนเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว และซูรั่วเสวี่ยก็ไม่รู้สึกประทับใจอะไรในตัวเขาเลยสักนิด
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมเธอถึงจะเลือกฉินเฟิง คนที่รักเธอมากกว่า และหล่อเหลากว่าคุณชายใหญ่ตระกูลหวังตั้งหลายเท่าไม่ได้ล่ะ?
ส่วนเรื่องหยางลั่ว เธอไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจตั้งนานแล้ว
ตอนนี้ ในหัวของเธอมีแต่ภาพเหตุการณ์ตอนที่ฉินเฟิงสารภาพรักกับเธอในวันนั้น
"หากคนทั้งโลกหันหลังให้เธอ ฉันก็จะยืนเคียงข้างเธอ และพร้อมจะต่อสู้กับคนทั้งโลกเพื่อเธอเอง!"
เมื่อนึกถึงร่างอันหล่อเหลาของฉินเฟิง ใบหน้าของซูรั่วเสวี่ยก็แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย มุมปากของเธอกระตุกยิ้มขึ้นในจังหวะนั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะนั้นเอง
ปัง!
แฟ้มเอกสารปึกหนึ่งถูกกระแทกลงตรงหน้าซูรั่วเสวี่ยโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
"อุ๊ย!"
ซูรั่วเสวี่ยสะดุ้งตกใจ เธอหันขวับไปมอง ก็พบว่าเสี่ยวหยาเข้ามาในห้องทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
"เสี่ยวหยา? เธอเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?"
ขณะที่พูด ซูรั่วเสวี่ยก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงขมวดคิ้วมุ่น
"ทำไมถึงไม่เคาะประตูก่อน?"
"ท่านประธานซูที่รักคะ ฉันเคาะจนประตูแทบจะพังอยู่แล้ว"
เสี่ยวหยาเอ่ยอย่างจนใจเล็กน้อย
"ฉันก็นึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณในห้องทำงานซะอีก ที่แท้ท่านประธานซูคนเก่งของเราก็กำลังนั่งเพ้อถึงความรักอยู่นี่เอง?"
เดิมทีซูรั่วเสวี่ยตั้งใจจะปั้นหน้าขรึมรักษาสะมาดท่านประธาน ทว่าพอได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าของเธอก็แดงก่ำเป็นลูกตำลึงทันที
แต่ถึงอย่างนั้น ซูรั่วเสวี่ยก็ไม่ได้เอ่ยปากโต้แย้งเสี่ยวหยาเลย
เมื่อเห็นดังนั้น เสี่ยวหยาก็ยิ้มแหย
"ท่านประธานซูที่รักคะ คุณคือซีอีโอสาวสวยผู้เย็นชาในดวงใจของพนักงานทุกคนนะคะ ช่วยสงวนท่าทีหน่อย แล้วก็ช่วยทำตัวให้เหมือนคนกำลังทำงานอยู่ในเวลางานหน่อยได้ไหมคะ?"
ต้องเข้าใจก่อนว่า ซูรั่วเสวี่ยถือเป็นบุคคลระดับเทพธิดาในบริษัทของพวกเธอ
ไม่ใช่แค่ในบริษัท แต่ทั่วทั้งตงไห่ ซูรั่วเสวี่ยก็ถือเป็นหญิงสาวที่โดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ไม่อย่างนั้น คนระดับคุณชายใหญ่ตระกูลฉินจะมาหลงหัวปักหัวปำขนาดนี้ได้ยังไง?
แต่แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น?
หลังจากที่คุณชายใหญ่ตระกูลฉินสารภาพรัก ซูรั่วเสวี่ยก็ทำตัวเหมือนเด็กสาววัยแรกรุ่นที่กำลังนั่งขวยเขินอยู่ในห้องทำงานซะอย่างนั้น
ท่าทีขวยเขินของซูรั่วเสวี่ย ทำให้แม้แต่เสี่ยวหยาซึ่งเป็นผู้หญิงด้วยกันยังรู้สึกประหลาดใจ
ถ้าคนในบริษัทมาเห็นซูรั่วเสวี่ยที่ปกติมักจะดูเย่อหยิ่งเข้าถึงยากอยู่ในสภาพแบบนี้ล่ะก็ ไม่รู้เลยว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นบ้าง
ทว่าซูรั่วเสวี่ยกลับฉีกยิ้ม โดยไม่ใส่ใจเลยสักนิด
"แค่ไม่มีใครเห็นก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวหยาก็เอ่ยอย่างอ่อนใจ
"พูดน่ะมันง่าย ถ้าเกิดมีคนมาจับได้ล่ะก็ ภาพลักษณ์อันสง่างามที่คุณอุตส่าห์สร้างมาในบริษัทคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแน่"
พอได้ฟังแบบนี้ ซูรั่วเสวี่ยก็เข้าใจดีว่าหากท่าทีของเธอในตอนนี้ถูกคนอื่นเห็นเข้า ไม่รู้ว่าในบริษัทจะเกิดความโกลาหลขนาดไหน
แต่ทันทีที่นึกถึงใบหน้าของฉินเฟิงตอนที่เขาสารภาพรักกับเธอ หัวใจของซูรั่วเสวี่ยก็รู้สึกหวานล้ำราวกับได้กินน้ำผึ้ง
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่รู้ว่าพ่อของฉินเฟิงกำลังจะมาที่ตงไห่ เธอถึงขั้นคิดไปไกลแล้วว่าจะตั้งชื่อลูกในอนาคตของพวกเขาว่าอะไรดี
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ พวงแก้มของซูรั่วเสวี่ยก็ยิ่งซับสีเลือดแดงก่ำหนักกว่าเดิม
"คุณนี่มันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ!"
ถึงปากเสี่ยวหยาจะบ่นไปแบบนั้น แต่ลึกๆ แล้วเธอก็รู้สึกยินดีไปกับซูรั่วเสวี่ยด้วย
หลังจากวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ เธอก็เดินออกไปอย่างเงียบๆ
ปล่อยให้ซูรั่วเสวี่ยอยู่ตามลำพังในห้องทำงาน
หลังจากที่เสี่ยวหยาออกจากห้องไปแล้ว เธอไม่ได้ไปจัดการธุระอื่นต่อ แต่กลับไปยืนเป็นทวารบาลเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องทำงาน เพื่อคอยดูต้นทางให้ซูรั่วเสวี่ยแทน...