- หน้าแรก
- บันทึกวันว่างๆ ขององค์รัชทายาท
- บทที่ 480 - ความเปลี่ยนแปลงของกรมโยธา
บทที่ 480 - ความเปลี่ยนแปลงของกรมโยธา
บทที่ 480 - ความเปลี่ยนแปลงของกรมโยธา
บทที่ 480 - ความเปลี่ยนแปลงของกรมโยธา
เมืองฉางอาน สถานศึกษาอันดับหนึ่งแห่งต้าถัง ห้องทำงานคณบดี
หลี่เฉิงเฉียนจัดเรียงหนังสือบนโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย ก่อนจะถอนหายใจยาว
สองวันมานี้ ในที่สุดเขาก็กำหนดทิศทางการศึกษาของสถานศึกษาอันดับหนึ่งแห่งต้าถังได้สำเร็จเสียที
หลี่เฉิงเฉียนขยับคอที่เริ่มเมื่อยล้า สายตาก็มองไปที่มุมห้องโดยไม่รู้ตัว
ตรงนั้นมีโต๊ะทำงานเล็กๆ อีกตัวหนึ่ง
อู่สวี่กำลังขมวดคิ้วจับพู่กันแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มนั่งอยู่ตรงนั้น
หลี่เฉิงเฉียนเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัย อู่สวี่กำลังจมอยู่ในโลกของตัวเอง จึงไม่ทันสังเกต
"ข้อสอบคณิตศาสตร์หรือ"
เมื่อได้ยินเสียงหลี่เฉิงเฉียน อู่สวี่ก็สะดุ้งสุดตัว
เมื่อเห็นว่าหลี่เฉิงเฉียนกำลังจ้องมองข้อสอบของตน อู่สวี่ก็รีบเอามือปิดข้อสอบไว้ ใบหน้าแดงระเรื่อ
หลี่เฉิงเฉียนดึงข้อสอบที่อู่สวี่กำลังทำอยู่ออกมาพลางเดาะลิ้น
"ข้อสอบปรนัยเว้นว่างไว้ตั้งครึ่งเลยนะ"
ใบหน้าของอู่สวี่แดงก่ำยิ่งกว่าเดิม นางพยายามแก้ตัว "ข้าเก็บไว้ทำตอนเบื่อๆ ต่างหาก "
เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนของอู่สวี่ หลี่เฉิงเฉียนก็กระแอมสองที ก่อนจะเริ่มพูดจาหว่านล้อมอย่างจริงจัง
"คนโบราณกล่าวไว้ ทำผิดก็อย่าเว้นว่างไว้ เสี่ยวสวี่เอ๋ย เจ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก"
อู่สวี่มองหลี่เฉิงเฉียนด้วยความคลางแคลงใจ
"แต่คณบดีเว่ยบอกว่า ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ นั่นคือแพ้โจทย์ แต่ถ้าทำไม่ได้แล้วเดาสุ่ม นั่นคือแพ้ตัวเอง"
รอยยิ้มที่เพิ่งผุดขึ้นบนใบหน้าของหลี่เฉิงเฉียนแข็งค้างไปทันที
"แล้วก็ องค์รัชทายาท คำพูดเมื่อครู่นี้ คนโบราณท่านไหนเป็นคนกล่าวไว้หรือ"
" "
เมื่อเจอคำถามต้อนจนมุมของอู่สวี่ บรรยากาศก็ตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าประหลาด
หนึ่งอึดใจ สองอึดใจ
โป๊ก
หลี่เฉิงเฉียนยกมือขึ้นเขกหัวอู่สวี่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
อู่สวี่ร้องโอดโอย เอามือกุมหัวน้ำตาคลอ
"เที่ยงนี้น่องไก่ของเจ้าโดนยึด "
หลี่เฉิงเฉียนหัวเสียเดินปึงปังออกจากห้องทำงานคณบดีไป
อู่สวี่มองตามหลังหลี่เฉิงเฉียนพลางพึมพำเสียงเบา
"ร้อนตัว ร้อนตัวแล้วสิ หึหึ "
หลังจากออกจากห้องทำงานคณบดี หลี่เฉิงเฉียนก็เดินตรวจตราสถานศึกษาหนึ่งรอบ
นอกจากสถานที่พิเศษบางแห่งที่กำลังก่อสร้างอยู่ พื้นที่ส่วนอื่นๆ ในสถานศึกษาก็สร้างเสร็จหมดแล้ว
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติในสถานศึกษา หลี่เฉิงเฉียนก็นั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังเมืองฉางอาน
จุดหมายปลายทางของเขาในครั้งนี้คือ กรมโยธา หนึ่งในหกกรมของต้าถัง
ไม่นานนัก รถม้าก็เข้าสู่เมืองฉางอาน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็มาถึงหน้าประตูกรมโยธา
ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ ทหารยามหน้าประตูกรมโยธาก็เห็นหลี่เฉิงเฉียนมาแต่ไกล จึงเริ่มทำความเคารพ
จนกระทั่งหลี่เฉิงเฉียนเดินมาถึงหน้าประตู ทหารยามจึงค่อยทำความเคารพเสร็จและยืดตัวขึ้น
หากมีคนนอกมาเห็นภาพนี้ คงต้องตกตะลึงจนตาค้างเป็นแน่
ใครจะไปคิดว่า ทหารยามของกรมโยธาจะให้ความเคารพหลี่เฉิงเฉียนถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นหลี่เฉิงเฉียนเดินเข้าไปในกรมโยธา ทหารยามหน้าประตูก็มองหน้ากันอย่างดีใจ
พวกเขารู้ดีว่า กรมโยธาจากที่เคยเป็นที่รู้กันดีว่ายากจนที่สุดในบรรดาหกกรม กลายมาเป็นกรมที่ร่ำรวยที่สุดในตอนนี้ได้ กุญแจสำคัญก็คือองค์รัชทายาท
พวกเขาเป็นเพียงทหารยาม อาจจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวลึกซึ้งนัก แต่พวกเขาจำได้แม่น
ทุกครั้งที่หลี่เฉิงเฉียนมาเยือน หลังจากนั้นไม่นาน เงินเดือนของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้น
นี่คือเทพแห่งโชคลาภ
เมื่อเข้าไปด้านในกรมโยธา บรรยากาศก็ยิ่งโอ่อ่าอลังการมากขึ้น ขุนนางทุกคนที่เห็นหลี่เฉิงเฉียนต่างก็รีบเข้ามาทำความเคารพอย่างนอบน้อม
เมื่อต้องเผชิญกับท่าทีของขุนนางในกรมโยธา หลี่เฉิงเฉียนก็ถึงกับงุนงง
เขาจำได้ว่า ตอนที่มาครั้งก่อน บรรยากาศยังไม่เป็นแบบนี้นี่นา
ในที่สุด หลี่เฉิงเฉียนก็เดินมาถึงบริเวณใจกลาง ต้วนหลุน เสนาบดีกรมโยธาก็เดินออกมาต้อนรับ
"ฮ่าๆ องค์รัชทายาท กระหม่อมตั้งตารอคอย ในที่สุดท่านก็เสด็จมาเสียที "
มุมปากหลี่เฉิงเฉียนกระตุก หมอนี่ก็เป็นไปกับเขาด้วยหรือ
"เสนาบดีต้วน ข้าไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรกนะ เข้าไปคุยธุระกันข้างในเถอะ"
ต้วนหลุนยิ้มแก้มแทบปริ
"เชิญองค์รัชทายาท"
หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้า เดินเข้าไปในห้องทำงานของต้วนหลุน
เขารู้จักสถานที่ส่วนใหญ่ในกรมโยธาเป็นอย่างดี
เมื่อเข้ามาในห้องทำงาน ไม่มีคนนอกแล้ว หลี่เฉิงเฉียนก็เลิกคิ้วมองต้วนหลุน
"ขุนนางข้างนอกพวกนั้น ท่านเป็นคนจัดฉากใช่หรือไม่"
ต้วนหลุนมีสีหน้างุนงง ก่อนจะทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
"องค์รัชทายาท กระหม่อมไม่กล้าทำเรื่องเช่นนั้นหรอก แต่กระหม่อมรู้สาเหตุนะพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเฉียนหาที่นั่งลง รู้สึกสนใจขึ้นมา
"ลองว่ามาสิ"
"เป็นเพราะสถานศึกษาอันดับหนึ่งแห่งต้าถังพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเฉียนนั่งตัวตรง เขาสนใจเรื่องนี้มาก เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นเพราะสถานศึกษา
"องค์รัชทายาทยังจำได้หรือไม่ ที่ก่อนหน้านี้กระหม่อมเคยส่งคนจากกรมโยธาไปเรียนที่สถานศึกษา"
หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้า นั่นเป็นข้อเสนอของเขาเองตอนที่ก่อตั้งสถานศึกษาใหม่ๆ
นอกจากกรมโยธาแล้ว แทบทุกกรมก็ส่งคนเข้าไปเรียนในสถานศึกษาทั้งสิ้น
แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของพวกขุนนาง
"เมื่อช่วงก่อนกระหม่อมเรียกพวกเขาตัวกลับมาครั้งหนึ่ง ตอนนี้พวกเขาเก่งกาจมากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ"
"พอกลับมา พวกเขาก็ช่วยแก้ปัญหาที่เพื่อนขุนนางในกรมโยธาปวดหัวมานานได้อย่างง่ายดาย"
หลี่เฉิงเฉียนฟังแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ สถานศึกษาเพิ่งเปิดรับนักเรียนมาไม่ถึงปีเลยด้วยซ้ำ
เวลาแค่นี้ จะมีผลงานขนาดนี้เชียวหรือ
หลี่เฉิงเฉียนเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อ
"อาจารย์ของพวกเขาคือใคร"
"ลูกศิษย์ของเว่ยอ๋อง คณบดีพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเฉียนพยักหน้า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สมเหตุสมผล
เพราะทั้งสำนักวิชาศาสตร์แห่งเหตุผลมีนักเรียนแค่ห้องเดียว และพวกเขาก็ได้รับการสอนจากน้องชายรองของเขาทุกวัน
สำหรับนักเรียนห้องนั้น เขาก็พอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง
คนที่ยังอยู่เรียนต่อได้จนถึงตอนนี้ ล้วนแต่เป็นพวกที่ทุ่มเทให้กับการวิจัยทั้งสิ้น
หลี่เฉิงเฉียนมองต้วนหลุนอย่างอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเอ่ยแซว
"แล้วเสนาบดีต้วนไม่ได้รั้งตัวพวกเขาไว้หรอกหรือ"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ต้วนหลุนก็รู้สึกกระอักกระอ่วน กระแอมเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
"องค์รัชทายาทล้อกระหม่อมเล่นแล้ว พวกเขามีวาสนาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของคณบดีเว่ย นั่นถือเป็นบุญพาวาสนาส่ง ขุนนางผู้น้อยอย่างกระหม่อมจะไปขัดขวางได้อย่างไร"
ต้วนหลุนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับกำลังหลั่งเลือด
เขาเคยเสนอทั้งตำแหน่งและเงินเดือนให้แล้ว น่าเสียดายที่ไม่มีใครยอมตกลงอยู่ต่อเลยสักคน