- หน้าแรก
- เบื้องหลังวงการบันเทิงคือโปรดิวเซอร์จอมอู้งานที่ทำเพลงฮิตติดชาร์ต
- บทที่ 80 เพลงประกอบซีรีส์
บทที่ 80 เพลงประกอบซีรีส์
บทที่ 80 เพลงประกอบซีรีส์
แม้น้ำเสียงของลู่หรานจะราบเรียบ แต่ท่าทีของเขาก็ไม่ได้แข็งกร้าวหรืออ่อนน้อมจนเกินไป คำแนะนำของเขาก็ถือเป็นการเปิดทางลงให้เฉินเค่อแล้ว
ผู้กำกับเฉินเค่อจ้องลู่หรานอยู่หลายวินาที ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
"ได้ งั้นก็ลองถ่ายตามที่คุณบอกดูเทคนึง แต่ผมขอบอกไว้ก่อนนะ ถ้าผลลัพธ์ออกมาไม่ดีแล้วทำให้การถ่ายทำล่าช้า คราวหลังก็อย่าเข้ามาก้าวก่ายการถ่ายทำอีก"
"ไม่มีปัญหาครับ" ลู่หรานพยักหน้า
ถ้าคำขอแค่นี้ยังทำไม่ได้ ลู่หรานก็คงคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้คงไปไม่ถึงไหนแน่ๆ และเขาก็คงต้องคิดทบทวนดูอีกทีว่าจะส่งมอบบทละครเรื่องต่อไปให้บริษัทดีหรือเปล่า
ทีมงานปรับเปลี่ยนการถ่ายทำตามคำขอของลู่หรานอย่างรวดเร็ว
หลินเวยที่รับบทอึ้งย้ง และจางฟานที่รับบทก๊วยเจ๋ง ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีหลังจากลู่หรานเรียกไปอธิบายบทให้ฟังตัวต่อตัว ดูเหมือนพวกเขาจะเข้าใจตัวละครในมุมมองใหม่ๆ มากขึ้น
"ฉากที่หนึ่ง เทคที่สาม รอบที่สอง แอ็กชัน!"
หน้ากล้อง หลินเวยในบทอึ้งย้ง หลังจากสั่งอาหารราคาแพงมาเต็มโต๊ะ แล้วเห็นก๊วยเจ๋งรับปากพร้อมกับควักเงินจ่ายอย่างไม่ลังเล รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ประดับอยู่บนใบหน้าก็ชะงักไปชั่วครู่
กล้องซูมเข้าไปที่จังหวะชะงักนั้น
หลินเวยสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีมาก เธอสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ลู่หรานต้องการออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เธอก้มหน้าลงอย่างลืมตัว หยิบตะเกียบขึ้นมา แล้วรีบตักข้าวเข้าปาก ท่าทางการเคี้ยวดูแข็งทื่อไปนิดหน่อย
ท่าทางก้มหน้ากินข้าวนี้กินเวลาประมาณสามวินาที
กล้องจับภาพอยู่ที่ขนตาที่สั่นไหวและริมฝีปากที่เม้มแน่นของเธอ
เพียงแค่ฉากเดียว หลินเวยก็สามารถถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของอึ้งย้งผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม
ภาพตัดกลับมาที่หลินเวย เธอเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มอีกครั้ง ดวงตาโค้งเป็นรูปสระอิ เธอแกล้งทำน้ำเสียงตกใจ "นี่นาย ซื่อบื้อจัง ไม่กลัวโดนฉันหลอกหรือไง"
แต่ในมุมกล้องนี้ รอยยิ้มของหลินเวยกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจที่ยากจะสังเกตเห็น
"คัต!"
เมื่อฉากนี้จบลง ผู้กำกับเฉินเค่อก็จ้องไปที่จอมอนิเตอร์โดยไม่พูดอะไรอยู่นาน
เฉินเค่อรู้สึกทึ่งกับฉากเมื่อกี้มาก นักแสดงทั้งสองคนสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ลู่หรานต้องการออกมาได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ
ผู้กำกับเฉินเค่อนำฉากทั้งสองเทคมาเปิดเทียบกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เทคแรก จังหวะการเล่าเรื่องกระชับ สนุกสนาน สามารถสื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของตัวละครได้เป็นอย่างดี
เทคที่สอง แม้จังหวะจะช้าลงนิดหน่อย แต่รายละเอียดตอนที่อึ้งย้งก้มหน้ากินข้าวกับแววตาที่เปลี่ยนไป มันกลับสื่ออารมณ์ความรู้สึกออกมาได้อย่างมากมายโดยไม่ต้องมีบทพูดเลย
หลังจากนั่งเปรียบเทียบอยู่หลายนาที ผู้กำกับเฉินเค่อก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่าเทคที่สองสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีกว่าจริงๆ
ในที่สุด ผู้กำกับเฉินเค่อก็โบกมือ "เอาเทคสอง หัวหน้าแผนกลู่ มานี่หน่อย"
เมื่อเห็นผู้กำกับเฉินเค่อเรียกตัวไปคุย ลู่หรานก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายมีเรื่องจะถาม
ผู้กำกับเฉินเค่อมองชายหนุ่มตรงหน้า พลางนึกอยากจะอุทานออกมาว่า เด็กหนุ่มคนนี้ช่างอายุน้อยเสียจริง
อายุแค่นี้แต่กลับมีสัญชาตญาณความเป็นผู้กำกับที่เฉียบแหลมขนาดนี้
"สิ่งที่คุณพูดมาเมื่อกี้ คุณคิดได้ยังไง คุณดูหนังมาเยอะเหรอ หรือว่าเคยเรียนกำกับมา" พอเดินมาถึงมุมเงียบๆ ผู้กำกับเฉินเค่อก็ยิงคำถามใส่ตรงๆ
"ไม่เคยเรียนมาโดยตรงหรอกครับ" ลู่หรานตอบไปตามความจริง "ก็แค่ตอนเขียนบท ในหัวมันก็จินตนาการภาพตามไปด้วยน่ะครับ"
ลู่หรานไม่ได้โกหกหรอกนะ ตอนที่เขาเขียนบท เขาก็เอาฉากจากซีรีส์ มังกรหยก ในโลกก่อนหลายๆ เวอร์ชันมาเปิดดูซ้ำไปซ้ำมานั่นแหละ
นั่นเป็นเหตุผลที่เขารู้สึกว่าฉากที่ผู้กำกับเฉินเค่อถ่ายเมื่อกี้ อารมณ์มันยังไม่ถึง
ผู้กำกับเฉินเค่อพยักหน้าช้าๆ ความขุ่นเคืองบนใบหน้าหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความตื่นเต้น "ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้เก่งแค่เขียนบทนะ แต่ยังมีพรสวรรค์ด้านการกำกับด้วย สนใจมาทำงานสายนี้ไหม ฉากหน้าเดี๋ยวผมให้คุณลองกำกับดู แล้วผมจะคอยช่วยดูอยู่ห่างๆ"
ผู้กำกับเฉินเค่อรู้สึกถูกใจในความสามารถของลู่หรานมาก ขนาดนักศึกษาที่เรียนจบสาขากำกับการแสดงมาโดยตรง บางคนยังไม่มีมุมมองที่โดดเด่นเท่าลู่หรานเลย
"ขอโทษด้วยครับผู้กำกับเฉิน ผมไม่ได้มีความคิดที่จะเป็นผู้กำกับเลยครับ" ลู่หรานปฏิเสธทันควัน
ล้อเล่นหรือเปล่า แค่นี้ก็งานล้นมือจะแย่อยู่แล้ว
งานเหนื่อยๆ แบบนี้ เขาไม่ขอทำเด็ดขาด
แค่มาคุมงานอยู่ที่นี่ไม่กี่วัน เขาก็ได้รู้ซึ้งแล้วว่าการเป็นผู้กำกับซีรีส์สักเรื่องมันต้องทำงานหนักขนาดไหน
แทบจะไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าวด้วยซ้ำ
ซึ่งมันสวนทางกับรูปแบบการทำงานที่ลู่หรานต้องการอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นลู่หรานปฏิเสธ ผู้กำกับเฉินเค่อก็รู้สึกเสียดาย แต่ก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้
หลังจากเหตุการณ์นั้น ท่าทีของผู้กำกับเฉินเค่อที่มีต่อลู่หรานก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
แม้ว่าอำนาจการตัดสินใจในการถ่ายทำจะยังอยู่ที่เขา แต่ในฉากสำคัญๆ เขาก็มักจะหันมาถามความคิดเห็นของลู่หรานอยู่เสมอ
แม้ทั้งสองจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นการถกเถียงเพื่อหาจุดที่ลงตัว บรรยากาศในกองถ่ายจึงเต็มไปด้วยความกลมเกลียว
ลู่หรานยังสังเกตเห็นอีกว่า หลังจากผ่านการฝึกซ้อมมาครึ่งเดือน พวกถานอวี่ก็มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
เอี้ยคังที่ถานอวี่แสดง มีทั้งความสง่างามและความร้ายกาจแฝงอยู่ การถ่ายทอดความรู้สึกสับสนและรักลึกซึ้งเวลาที่เผชิญหน้ากับมกเนียมชื้อ ก็ทำออกมาได้มีมิติมาก
เฒ่าทารกของจ้าวต้าเผิง ก็สามารถถ่ายทอดความไร้เดียงสาและความเป็นเด็กในร่างชายชราของจิวแป๊ะทงออกมาได้อย่างพอดิบพอดี
ส่วนอาวเอี๊ยงเคียกของซุนเทียนอวี่ ก็ซ่อนความเหี้ยมโหดไว้ภายใต้ความเจ้าชู้ประตูดิน และการแสดงความรู้สึกอยากครอบครองอึ้งย้งอย่างบ้าคลั่งก็ทำออกมาได้ไม่เลวเลย
ทางด้านอี้จี้ผิงของหลิวจวิ้นก็ถือว่าสอบผ่าน
โดยรวมแล้ว พัฒนาการของทั้งสี่คนถือว่าก้าวกระโดดมาก โดยเฉพาะถานอวี่ นอกจากตอนเข้าฉากแล้ว เวลาปกติเขาก็ดูไม่เหมือนพวกลูกคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออีกต่อไป
เรียกได้ว่าสวมบทบาทได้อย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ
ลู่หรานรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เด็กพวกนี้อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งมากมาย และในที่สุดพวกเขาก็คลำทางเจอแล้ว
เมื่อการถ่ายทำในวันนั้นสิ้นสุดลง ผู้กำกับเฉินเค่อก็เรียกลู่หรานเข้าไปในออฟฟิศชั่วคราว
"หัวหน้าแผนกลู่ นั่งสิ" ผู้กำกับเฉินเค่อมีท่าทีเกรงใจขึ้นมาก เขายื่นถ้วยชาให้ลู่หราน สีหน้าดูเคร่งเครียดกว่าปกติเล็กน้อย "เรื่องการถ่ายทำ ตอนนี้ผมไม่ค่อยเป็นห่วงแล้วล่ะ นักแสดงก็เข้าถึงบทบาทได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คุณภาพของฟุตเทจก็ถือว่ายอดเยี่ยมเลย"
ผู้กำกับเฉินเค่อเกริ่นนำตามมารยาท ก่อนจะเข้าเรื่อง "แต่มีอยู่เรื่องนึงที่ยังจัดการไม่เรียบร้อยสักที"
"เรื่องอะไรเหรอครับ เชิญว่ามาได้เลย"
"เพลงประกอบซีรีส์น่ะสิ!"
ผู้กำกับเฉินเค่อเคาะโต๊ะ "หัวใจสำคัญของซีรีส์ นอกจากเนื้อเรื่องและนักแสดงแล้ว เพลงก็มีส่วนสำคัญมาก ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ระดับ มังกรหยก จะต้องมีเพลงประกอบที่ทรงพลังและดึงดูดความสนใจได้ ท่วงทำนองต้องมีกลิ่นอายของยุทธภพ เนื้อเพลงต้องสื่อถึงจิตวิญญาณแห่งจอมยุทธ์ และถ้าจะให้ดีก็ควรจะสอดคล้องกับเนื้อเรื่องด้วย"
"แต่น่าเสียดายที่ผมติดต่อไปหาโปรดิวเซอร์หลายคนแล้ว ผลงานของพวกเขา ผมยังไม่ถูกใจเลยสักคน"
จากนั้น เขาก็มองไปที่ลู่หรานด้วยสายตาคาดหวัง "ผมได้ยินมาว่า คุณแต่งเพลงเก่งมาก เพลงของหลิวซือฉี แล้วก็เพลง กลิ่นรวงข้าว ที่คุณร้อง ผมก็ไปหาฟังมาแล้ว ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ประจวบเหมาะกับซีรีส์เรื่องนี้เป็นบทที่คุณเขียนขึ้นมา คุณย่อมเข้าใจถึงแก่นแท้ของมันดีที่สุด คุณพอจะช่วยแต่งเพลงประกอบให้หน่อยได้ไหม"
ผู้กำกับเฉินเค่อมองลู่หรานอย่างคาดหวัง
จริงๆ แล้วลู่หรานก็มีความคิดแบบนี้อยู่ในใจแล้ว เขาจึงรีบพยักหน้ารับ "ได้ครับ เดี๋ยวผมจะลองดู"
"ดี!" ผู้กำกับเฉินเค่อตบต้นขาฉาดใหญ่ "ผมรอคำนี้ของคุณอยู่นี่แหละ ต้องการความช่วยเหลืออะไรก็บอกมาได้เลย ส่วนเรื่องเวลา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะได้เดโม่ภายในครึ่งเดือนนะ"
"ไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นหรอกครับ" ลู่หรานพูดจบก็ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวกลับ "เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะเอาเดโม่มาให้คุณลองฟังดู"
อันที่จริงถ้าลู่หรานไม่กลัวว่าผู้กำกับเฉินจะช็อก เขาคงเขียนเพลงให้เสร็จตรงนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ปัญหาหลักตอนนี้ก็คือ พอเขียนเสร็จแล้วจะให้ใครร้องล่ะ
คงไม่ใช่ให้เขาร้องหรอกนะ!
...