- หน้าแรก
- เริ่มต้นที่กองถ่ายไซอิ๋ว จากลูกกระจ๊อกกองถ่ายสู่เจ้าพ่อวงการ
- บทที่ 28 - หน้ามืดตามัว
บทที่ 28 - หน้ามืดตามัว
บทที่ 28 - หน้ามืดตามัว
ม้าซานนอนไม่หลับ
เขานอนพลิกไปพลิกมาบนเตียงเตา คำพูดของกู้เป่ยยังคงวนเวียนอยู่ในหัว สลัดยังไงก็ไม่หลุด
มีธุรกิจทางใต้ ...
ทุนก็พร้อมแล้ว ...
แต่กู้เป่ยไม่ได้บอกว่าเป็นธุรกิจอะไร แล้วต้องใช้ทุนเท่าไหร่
ม้าซานเข้าใจความหมายนั้นดี
คนอื่นอาจจะมองว่าเขาไม่เอาไหน คิดว่าเขาเป็นคนไม่มีหัวคิด อายุจะสามสิบอยู่แล้วยังทำตัวลอยชายไปวัน ๆ ไม่คิดถึงอนาคต
แต่ถ้าเขาโง่จริงป่านนี้คงอดตายไปนานแล้ว จะมีชีวิตสุขสบาย ดื่มเหล้ากินเนื้อหัวหมูได้ทุกวันแบบนี้ได้ยังไง ชีวิตเขาดีกว่าหลาย ๆ ครอบครัวในลานบ้านด้วยซ้ำไป
คำพูดของกู้เป่ยที่บอกมาแค่ครึ่งเดียวก็เพื่อหยั่งเชิงเขา
หมายความว่ายังไงน่ะเหรอ
ก็คืออยากให้เขาเป็นคนเอ่ยปากเสนอตัวช่วยงานเองไงล่ะ
ไอ้เด็กนี่ ...
สมกับเป็นเด็กมหาลัยจริง ๆ อายุแค่นี้แต่รู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยม
ส่วนเรื่องเงินทุนที่กู้เป่ยบอกว่าเตรียมไว้แล้ว ถึงม้าซานจะสงสัยว่าเอามาจากไหน แต่เขาก็เชื่อว่าคนอย่างกู้เป่ยไม่เอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นหรอก
ทางใต้ ...
ม้าซานไม่เคยไปทางใต้เลย เกิดมาจนป่านนี้ที่ไกลที่สุดที่เคยไปก็คือตอนที่โดนส่งไปใช้แรงงานที่ชนบทในเหอเป่ย
แถมตอนนั้นดันไปเจอดีเข้า ...
เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดกลับมา
แต่ด้วยความที่เป็นคนกว้างขวาง เขามีเพื่อนฝูงเยอะแยะ เพื่อนเก่าที่เคยไปใช้แรงงานที่ทางใต้เล่าให้ฟังว่านโยบายที่นั่นไม่เหมือนปักกิ่ง
ตอนที่เขายังต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเพราะแอบตั้งแผงขายบุหรี่ ทางใต้เขาเปิดให้พ่อค้าแม่ค้าทำมาค้าขายกันได้อย่างอิสระแล้ว
แถมเขายังได้ยินคนรู้จักเล่าว่า ตอนนี้ที่เทียนจินมีคนไปรับเสื้อผ้าและรองเท้าจากทางใต้มาขาย ลอตเดียวก็ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ
กู้เป่ยคงไม่ได้อยากให้ฉันไปรับเสื้อผ้าจากทางใต้มาขายหรอกนะ
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ...
ม้าซานลองคำนวณเงินเก็บของตัวเองดู ครึ่งปีที่ผ่านมาเขาหลอกขายของให้พวกฝรั่งโง่ ๆ ไปได้ไม่น้อย ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ราวสี่ห้าพันหยวน
หรือจะลองไปดูสักตั้ง
ม้าซานเริ่มคิดแผนการ
ไม่มีใครอยากใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอดหรอก ยิ่งตอนนี้เขาอายุใกล้จะสามสิบแล้ว เขาก็อยากจะแต่งงานมีเมียเป็นตัวเป็นตน ไม่อยากอยู่เป็นโสดไปจนตายหรอกนะ
แต่ถ้าทำแบบนั้น กู้เป่ยล่ะ ...
ม้าซานรีบสลัดความคิดที่จะฉายเดี่ยวทิ้งไป เขายังคงรำลึกถึงบุญคุณที่ครอบครัวกู้เคยช่วยเหลือเขาเสมอ
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุด
เหตุผลสำคัญคือ ม้าซานยังคงสงสัยเรื่องธุรกิจที่กู้เป่ยพูดถึง
มันต้องไม่ใช่แค่การไปรับเสื้อผ้ามาขายธรรมดา ๆ แน่
ยิ่งคิดก็ยิ่งตาสว่าง นอนยังไงก็ไม่หลับ เขาจึงลุกพรวดขึ้นมา เลิกผ้าห่มออก แล้วล้วงกล่องเหล็กใบเล็กที่ซ่อนไว้ในโพรงใต้เตียงออกมา นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขา
เขานับเงินดู มีอยู่สี่พันเจ็ดร้อยหยวน
พับผ่าสิ!
ม้าซานสบถในใจ ถ้าวันนั้นตาเฒ่าหวังไม่เข้ามาสอด ป่านนี้เขาคงมีเงินสักแปดพันแล้ว
ถ้าม้าซานรู้ว่าภาพวาดขาด ๆ ที่เขายกให้กู้เป่ยถูกนำไปขายต่อได้ถึงสองแสนหยวน ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกยังไง
เฮ้อ ...
เสี่ยวเป่ย นายทำเอาพี่สามคิดหนักเลยนะเนี่ย
ม้าซานรู้ตัวดีว่าการหลอกขายของเก่าให้ฝรั่งไปวัน ๆ มันไม่ใช่ทางออกระยะยาว
ดีไม่ดีวันไหนอาจจะโดนจับเข้าตารางก็ได้
ถ้าอย่างนั้น สู้ ...
เช้าวันต่อมา กู้เป่ยก็ใช้ชีวิตตามปกติ กินข้าวเช้าเสร็จก็ปั่นจักรยานไปทำงาน
พอถึงสถานีก็ไปนั่งคุยสัพเพเหระกับเหล่าจางก่อน รอจนการประชุมของหัวหน้าแผนกศิลปะการแสดงจบลง ทีมงานเตรียมสร้างซีรีส์ไซอิ๋วก็ประชุมกันต่อ
ช่วงบ่ายหลังพักเที่ยง กู้เป่ยได้รับแจ้งว่าทีมงานทุกคนต้องไปช่วยสัมภาษณ์นักแสดง ช่วงเวลาที่พวกเขาไปเซ่าซิง ทีมงานทางนี้ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย
รองผู้กำกับจูเสี่ยวเฟิงได้เริ่มกระจายข่าวรับสมัครนักแสดงตามคำสั่งของหยางเจี๋ย และได้ติดต่อนักแสดงไว้หลายคน รอให้หยางเจี๋ยกลับมาสัมภาษณ์พร้อมกัน
เรื่องพรรค์นี้เด็กใหม่อย่างกู้เป่ยไม่มีสิทธิ์ออกเสียงอยู่แล้ว หน้าที่ของเขาคือเรียกชื่อนักแสดง จดบันทึก และบางครั้งก็ช่วยต่อบทให้
"เชิญท่านต่อไป อาจารย์ XXX ครับ"
ตอนแรกกู้เป่ยคิดว่าผู้กำกับคงต้องเป็นฝ่ายไปเชิญนักแสดงมาเล่นเอง แต่พอมาเห็นวันนี้ถึงได้รู้ว่าอิทธิพลของซีซีทีวีนั้นทรงพลังแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซีรีส์เรื่องนี้คือไซอิ๋ว
ศิลปินอาวุโสหลายท่านจากสตูดิโอภาพยนตร์ต่าง ๆ และคณะศิลปะการแสดงประชาชนต่างก็เสนอตัวมาขอคัดเลือก
มีศิลปินอาวุโสท่านหนึ่งจากคณะศิลปะการแสดงประชาชนถึงกับบอกว่า ไม่เกี่ยงว่าจะได้รับบทอะไร และไม่ขอรับค่าตอบแทน ขอแค่มีข้าวให้กินก็พอ
พอเห็นว่าศิลปินอาวุโสกระตือรือร้นขนาดนี้ หยางเจี๋ยก็รีบสั่งให้กู้เป่ยจดชื่อไว้ทันที
เล่นฟรีแบบนี้ก็หวานหมูสิ!
แต่ในยุคนี้ก็ไม่ได้มีระบบจ่ายค่าตัวนักแสดงเป็นเรื่องเป็นราวอยู่แล้ว ต่อให้เป็นดาราดังอย่างหลิวเสี่ยวชิ่งก็ยังรับเงินเดือนประจำเหมือนคนทั่วไป จะได้เงินเพิ่มก็แค่ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละสองสามหยวนตอนออกไปถ่ายทำนอกสถานที่เท่านั้น
ไม่เหมือนยุคหลังที่นักแสดงได้ค่าตัวกันเป็นล้าน ๆ บางเรื่องเรียกค่าตัวเป็นสิบ ๆ ล้าน แล้วยังหน้าด้านบอกว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองสมควรได้รับ
ถุย!
ไม่อายฟ้าอายดินบ้างเลย!
ใช่ หน้าด้านสุด ๆ
ช่วงแรกของการสัมภาษณ์เป็นนักแสดงที่ไม่ได้เจาะจงบทบาท แค่อยากจะมาร่วมแสดงในเรื่องเท่านั้น แต่พอถึงช่วงสองชั่วโมงสุดท้ายก็จะเป็นการสัมภาษณ์ตัวละครหลัก
"ผู้กำกับหยาง ผู้เข้าสัมภาษณ์ที่เหลือคือผู้ที่มารับคัดเลือกในบทพระถังซัมจั๋งครับ"
เพิ่งจะส่งตัวนักแสดงที่มาคัดเลือกบทตือโป๊ยก่ายกลับไป รูปร่างของเขาดูคล้ายตือโป๊ยก่ายอยู่หรอก แต่ส่วนสูงนี่สิไม่ผ่าน สูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร หนักเกือบหนึ่งร้อยสิบห้ากิโลกรัม เอาไปเล่นเป็นเทพจวี้หลิงก็ยังไม่ต้องหามุมกล้องช่วยเลย
เขาเป็นนักแสดงจากคณะงิ้วผิงจวี้แห่งเทียนจิน หยางเจี๋ยบอกปัญหาให้เขาฟังตรง ๆ และเสนอให้เขารับบทอื่นในเรื่อง แต่เขากลับเป็นคนหัวรั้น ทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าไม่ได้เล่นบทตือโป๊ยก่าย เขาก็จะไม่เล่นบทไหนเลย
ผลสุดท้ายก็คือแยกย้ายกันไปแบบไม่สวยงามนัก
หยางเจี๋ยรับรายชื่อจากจูเสี่ยวเฟิงมาดูพร้อมกับรูปถ่ายสองสามใบ
หลังจากพิจารณาอย่างละเอียด กู้เป่ยก็มองออกว่ายังไม่มีใครถูกใจผู้กำกับเลย
"เสี่ยวกู้!"
กู้เป่ยขานรับและรับรายชื่อมา
"เรียกเข้ามาสัมภาษณ์ให้หมดเถอะ!"
นักแสดงบางคนดั้นด้นเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาคัดเลือกบทพระถังซัมจั๋งโดยเฉพาะ ถ้าไม่ยอมให้พวกเขาเข้ามาสัมภาษณ์เลยก็คงดูไม่ค่อยดีนัก
กู้เป่ยเรียกชื่อทีละคน นักแสดงก็ทยอยเดินเข้ามาในห้องสัมภาษณ์
หยางเจี๋ยมีความอดทนสูง เธอพูดคุยกับนักแสดงแต่ละคนเป็นเวลาหลายนาที และบางคนก็ยังให้ลองแสดงบทบาทสมมติให้ดูด้วย
จะว่ายังไงดีล่ะ
นักแสดงที่มาคัดเลือกทุกคนล้วนมีทักษะการแสดงที่ดีเยี่ยม แต่ปัญหาคือรูปลักษณ์ภายนอกไม่ตรงตามที่ต้องการ
ในการประชุมก่อนหน้านี้ได้มีการกำหนดคุณสมบัติของนักแสดงบทพระถังซัมจั๋งไว้แล้ว ข้อแรกคือต้องหน้าตาดี แต่ก็ไม่ใช่แค่หล่ออย่างเดียว
ถ้าเลือกนักแสดงที่หน้าตาหล่อเหลาแบบหนุ่มเจ้าสำอางมาเล่น พอไปถึงเมืองแม่ม่าย ภารกิจอัญเชิญพระไตรปิฎกก็คงจบเห่ตั้งแต่ตอนนั้น แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นจะดำเนินต่อไปได้ยังไงล่ะ!
หยางเจี๋ยเคยบอกไว้ว่า ความหล่อเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีลักษณะของความเป็นพุทธะ
หรือที่เรียกว่ามีบุคลิกสง่างามน่าเลื่อมใส
ขืนเลือกส่งเดชไป พอซีรีส์ออกอากาศไปทั่วประเทศ พุทธศาสนิกชนชาวจีนคงได้ตราหน้าหยางเจี๋ยว่าเป็นศัตรูของศาสนาพุทธแน่ ๆ!
นักแสดงที่มาสัมภาษณ์วันนี้บางคนก็หน้าตาหล่อเหลา หุ่นดี หน้าตาคมคาย แต่พอยืนนิ่ง ๆ มุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แววตาก็ดูเจ้าชู้ มองยังไงก็ดูไม่น่าเลื่อมใสเลย
ถ้าไปบวชจริง คงเป็นได้แค่หลวงจีนเจ้าสำราญแน่ ๆ
ส่วนบางคนก็ดูเคร่งขรึมเกินไป มีคนหนึ่งเข้ามาถึงก็เริ่มสวดมนต์ให้ฟัง จบด้วยการพนมมือไหว้ ท่าทางดูเข้าทีไม่เบา
แต่ปัญหาคือ หยางเจี๋ยไม่ได้คำนึงถึงแค่ความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนเท่านั้น แต่เธอยังต้องคำนึงถึงรสนิยมของพวกปีศาจสาว ๆ ในเรื่องด้วย
ถ้าหน้าตาแบบนี้ ...
ปีศาจสาว ๆ ที่ไหนจะไปหลงเสน่ห์ล่ะ
หลังจากสัมภาษณ์ไปกว่าสิบคนก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจ มีนักแสดงสองคนที่แสดงได้ดี กู้เป่ยจึงขอเบอร์ติดต่อไว้ ถึงจะไม่ได้บทพระถังซัมจั๋งแต่ในเรื่องก็ยังมีบทอื่น ๆ อีกเยอะแยะ
หลังจากเลิกงาน กู้เป่ยก็สวมหน้ากากอนามัยแบบปิดครึ่งหน้าและสวมแว่นตาดำกรอบใหญ่ทันทีที่เดินออกจากอาคารสถานีโทรทัศน์ เพื่อไม่ให้ใครจำเขาได้
"เสี่ยวเป่ย!"
เชี่ย!
จำฉันได้ยังไงเนี่ย!
พอมาถึงหน้าประตูบ้าน กู้เป่ยก็ถูกคนขวางทางไว้
ม้าซานนั่นเอง
เขาเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านทั้งวันเพื่อรอกู้เป่ยกลับมา พอใกล้ถึงเวลาเลิกงานก็ออกมายืนรอที่หน้าประตูบ้านเลย
"พี่สาม! มายืนทำอะไรตรงนี้ล่ะ"
ถุย!
ม้าซานถ่มน้ำลายลงพื้น
"มาดักรอคุยด้วยหน่อย หรือนายจะไปบอกคุณน้าก่อนล่ะ แล้วเราค่อยไปหาอะไรกินกันข้างนอก จะได้คุยกันสะดวก ๆ หน่อย"
กู้เป่ยเห็นท่าทีของม้าซานก็รู้ทันทีว่าเขาตัดสินใจได้แล้ว
กู้เป่ยไม่ได้สนใจนักว่าม้าซานจะตัดสินใจยังไง ถึงแม้ว่าม้าซานจะเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะขาดเขาไม่ได้
ที่กู้เป่ยมาหาม้าซานก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่า ๆ จึงอยากจะดึงเขาขึ้นมา
แต่ถ้าเขาไม่อยากทำ กู้เป่ยก็ไม่บังคับ
ตอนประชุมเมื่อเช้า หยางเจี๋ยเพิ่งจะบอกว่าจะมีทีมงานจากหน่วยงานอื่นย้ายมาช่วยงานในสัปดาห์หน้า
"ได้สิ! พี่รอแป๊บนะ ผมขอเอาหน้าจักรยานไปเก็บก่อน"
พูดจบกู้เป่ยก็เข็นจักรยานเข้าไปในบ้าน
หลี่ซู่เฟินกลับมาถึงบ้านก่อนและกำลังง่วนอยู่กับการทำมื้อเย็น กู้เป่ยจึงตะโกนบอกแม่
"ไปกับม้าซานเหรอ งั้น ... ก็ได้ แต่อย่าดื่มเหล้านะ!"
ถึงหลี่ซู่เฟินจะไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจม้าซาน แต่เธอก็ได้รับอิทธิพลจากคนในลานบ้านมาบ้าง อย่างไรก็ตามเธอก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้กู้เป่ยคบหากับม้าซาน
กู้เป่ยรับคำแล้วก็เดินออกไปทันที
ทั้งสองไม่ได้ไปไหนไกล เดินออกจากซอยไปฝั่งตรงข้ามถนนก็เจอร้านอาหารของรัฐ
'ห้ามทุบตีลูกค้าโดยไม่มีเหตุผล'
เรื่องนี้มีอยู่จริงด้วยแหละ!
กู้เป่ยเห็นป้ายเตือนที่ติดอยู่บนผนังร้านอาหารก็ถึงกับอ้าปากค้าง
พนักงานเสิร์ฟกรอกตา มองทั้งคู่ที่เดินเข้ามาด้วยสายตาไม่แยแส ราวกับว่าพวกเขาไปติดหนี้เธอไว้สักสองร้อยหยวนอย่างนั้นแหละ
บริการแบบนี้ไงล่ะ!
มิน่าล่ะ ร้านอาหารของรัฐส่วนใหญ่ถึงได้เจ๊งไม่เป็นท่าในยุคหลัง ๆ
ลูกค้ามาร้านอาหาร ยังไม่ทันได้กินอะไรก็ต้องมานั่งอารมณ์เสีย ใครมันจะไปทนได้
พวกเขาสั่งกับข้าวสี่อย่าง เป็นอาหารคาวสามอย่างและอาหารเจหนึ่งอย่าง ม้าซานสั่งเหล้าขาวมาดื่ม ส่วนกู้เป่ยดื่มแค่น้ำอัดลม
"เสี่ยวเป่ย เรื่องที่นายพูดเมื่อวาน พี่ ... ตัดสินใจแล้วนะ"
พนักงานเสิร์ฟมัวแต่จับกลุ่มคุยกันแทะเมล็ดแตงโมอย่างเมามัน พวกเขาจึงต้องเดินไปยกอาหารมาเอง
ในร้านไม่มีลูกค้ารายอื่นเลย พวกเขาเลือกนั่งที่มุมเงียบ ๆ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครได้ยิน
พอพูดจบ ม้าซานก็หัวเราะออกมา เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนี้
รู้สึกเหมือน ...
หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ
แต่พอพูดออกไปแล้ว ม้าซานก็รู้สึกโล่งใจ เขารินเหล้าใส่แก้ว ยกขึ้นชนกับกู้เป่ยเบา ๆ
"พี่เป่ย ตั้งแต่วันนี้ไป ผมม้าซานขอฝากตัวทำงานกับพี่ด้วยคนนะ"
พูดจบเขาก็กระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดแก้ว ราวกับเป็นการดื่มสาบานตน