- หน้าแรก
- เหลี่ยมมังกร จอมมารข้ามมิติ
- บทที่ 321 - ไม่ใช่สงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สอง แต่เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 321 - ไม่ใช่สงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สอง แต่เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 321 - ไม่ใช่สงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สอง แต่เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 321 - ไม่ใช่สงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สอง แต่เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์
เขตเหนือ ภายในป่าสีดำที่มีต้นไม้ขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน
ณ โพรงต้นไทรขนาดยักษ์
ร่างจำแลงของเหล่าตัวตนยุคโบราณกำลังจัดการประชุมลับกันอยู่ที่นี่
พระกฤษณะที่มาในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มสวมหมวกฟางเอ่ยสบถเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแก่แดดแก่ลม
"ไอ้เด็กปีศาจบ้านคูร์มานั่นไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกล่ะเนี่ย ถึงได้ทำให้สงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นก่อนกำหนดแบบนี้"
ไทฟอน เด็กสาวร่างเล็กผมสีฟ้าที่สวมเสื้อฮู้ดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ
"ใครจะไปรู้ล่ะ ไอ้เด็กบ้าเวรนั่นเพิ่งจะไปถล่มพุทธศาสนามาเมื่อไม่กี่วันก่อนเอง ใครจะไปคิดว่าขนาดสร้างเรื่องใหญ่โตปานนั้นแล้วก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ให้ได้สักกี่วัน"
"แต่เรื่องคราวนี้ก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาธีน่าไม่มากก็น้อยแหละ"
ท้ายที่สุดแล้วกลิ่นอายความเป็นเทพของอาธีน่าที่แผ่กระจายอยู่บนท้องฟ้าเมื่อหลายวันก่อนก็เป็นสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ หากใครมองไม่ออกก็คงไม่มีสิทธิ์มานั่งอยู่ในการประชุมครั้งนี้แล้ว
และนั่นก็คือสาเหตุที่แท้จริงของการเรียกประชุมในครั้งนี้
ราชินีสีทองผู้สวมมงกุฎทองคำบนศีรษะหรี่ดวงตาสีไวน์แดงลงพลางแค่นเสียงฮึดฮัด
"เมื่อเทียบกับเรื่องพวกนั้นแล้ว สงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สองที่กำลังจะมาถึงโดยไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ มาจำกัด ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราควรจะให้ความสนใจมากกว่างั้นเหรอ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งพระกฤษณะและไทฟอนต่างก็หันไปมองราชินีฮาโลวีน
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่ต้องการสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์แล้ว ความต้องการสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ของราชินีผู้นี้นั้นมีมากกว่าใครเพื่อน เพราะมันเกี่ยวข้องกับเส้นทางการบำเพ็ญเพียรในอนาคตของเธอ เรียกได้ว่าเธอคือคนดวงซวยตัวจริงเสียงจริง
เมื่อนึกถึงนิสัยของราชินีฮาโลวีน ไทฟอนก็ไม่อยากจะพูดอะไรให้มากความ เธอเพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถึงแม้นี่จะเป็นเรื่องสำคัญมากก็เถอะ แต่พวกเราก็คงลงสนามไปแย่งชิงด้วยตัวเองไม่ได้หรอกใช่ไหม"
"อีกอย่างเมื่อเทียบกับพวกเราแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าฝ่ายที่ได้เปรียบเรื่องความแข็งแกร่งก็คือพวกซูเนี่ยนต่างหาก"
กลุ่มย่อยที่มีซูเนี่ยนเป็นผู้นำ อย่างน้อยๆ ก็มีตัวตนระดับสองหลักถึงสามคน คือ อาธีน่า อัลกอล และคูร์มา นี่ยังไม่รวมไอ้เด็กปีศาจซูเนี่ยนที่เพิ่งจะซัดพระพุทธองค์จนหมอบไปเมื่อไม่นานมานี้อีกนะ
อย่างน้อยๆ ในนครสวนจำลองก็ไม่มีใครมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะพวกเขาได้หรอก
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์เป็นของดีเลย เพราะคนที่ต้องการของสิ่งนี้จริงๆ ก็มีแค่พระกฤษณะกับราชินีฮาโลวีนเท่านั้น
ในบรรดาคนเหล่านี้ พระกฤษณะต้องการครอบครองไว้เพียงชั่วคราวเพื่อช่วยให้กัลกิเติมเต็มแก่นวิญญาณให้สมบูรณ์ ส่วนราชินีฮาโลวีนเป็นเพียงคนเดียวที่ต้องการครอบครองสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ทั้งหมดเพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับสองหลัก
นั่นก็เป็นเพราะว่าพวกเขายังไม่รู้ว่าอาธีน่าต้องการสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์เพียงสิบสองดวงเพื่อรักษาสถานะแก่นวิญญาณระดับสองหลักเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็ยากที่จะบอกได้ว่าคนที่อยู่ที่นี่จะเลือกยืนอยู่ข้างราชินีฮาโลวีนหรือเลือกยืนอยู่ข้างซูเนี่ยนกับอาธีน่า
แน่นอนว่าราชินีฮาโลวีนรู้เรื่องนี้ดี แต่เธอรู้ซึ้งยิ่งกว่าว่าหากปล่อยข้อมูลนี้ออกไปจะเกิดผลตามมาอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้วต่อให้เธอรวบรวมสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครบทั้งยี่สิบสี่ดวงได้ แต่การจะย่อยสลายและดูดซับมันให้สมบูรณ์ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน
"แต่ปัญหาที่ยากที่สุดในตอนนี้ก็คือการไม่มีกฎเกณฑ์นี่แหละ เพราะมันเปิดช่องให้เล่นตุกติกได้เยอะเกินไป"
ในตอนนั้นเอง ไทฟอนก็ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางพลางเอ่ยขึ้น
"แต่ก็นะ ยกเว้นแต่ว่าจะมีใครคาดหวังให้ชิโรยาฉะผู้รักนครสวนจำลองเป็นชีวิตจิตใจเกิดสติแตกขึ้นมา ไม่อย่างนั้นพวกเราก็ไม่ควรผลีผลามลงสนามไปหรอก"
ไทฟอนยังพูดไม่ทันจบ แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงเหตุผลในใจเป็นอย่างดี
ความรักที่ชิโรยาฉะมีต่อนครสวนจำลองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หรืออาจจะพูดได้ว่าการที่ชิโรยาฉะยอมตกต่ำลงมาอยู่ในสภาพนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะการประนีประนอมเพื่อความอยู่รอดของนครสวนจำลองทั้งนั้น
ตอนนี้นครสวนจำลองเหลือพื้นที่ทวีปขนาดเท่ากับพื้นผิวของดาวฤกษ์แค่นิดเดียวแล้ว ถ้าเกิดพื้นที่ที่เหลืออยู่นี้ถูกทำลายไปอีก ชิโรยาฉะต้องระเบิดอารมณ์ออกมาแน่ๆ
ถึงแม้ว่าจะเป็นในตอนนี้ ชิโรยาฉะก็ยังคงเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับที่สิบในบรรดาตัวตนระดับสองหลักทั้งหมด
ส่วนในสมาพันธ์อูโรโบรอสนั้น นอกเหนือจากคูร์มาที่ทำตัวเป็นเด็กและไม่มีใครหยั่งรู้ความลึกตื้นของพลังได้แล้ว ตัวตนระดับสองหลักคนอื่นๆ ก็มีระดับพลังที่ใกล้เคียงกันทั้งนั้น
ถ้าเกิดต้องต่อสู้กันจริงๆ แค่ชิโรยาฉะปล่อยหมัดลงมาหมัดเดียว พวกเขาก็คงต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องไม่ให้เธอฆ่าแล้วล่ะ
แน่นอนว่าเรืออาร์คกับราชินีฮาโลวีนอาจจะมีพลังชีวิตที่เยอะกว่าหน่อยและอาจจะทนรับได้อีกสักสองสามหมัด แต่สภาพก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ ไม่ตายก็คงพิการ
การแบ่งระดับความแข็งแกร่งในหมู่ตัวตนระดับสองหลักนั้น ใช้ชิโรยาฉะในปัจจุบันเป็นเกณฑ์มาตรฐาน
แข็งแกร่งกว่าชิโรยาฉะ แข็งแกร่งพอๆ กับชิโรยาฉะ และอ่อนแอกว่าเธอ นี่คือวิธีการแบ่งระดับแบบคร่าวๆ
ซึ่งตัวตนระดับสองหลักส่วนใหญ่ที่มีต้นกำเนิดมาจากนครสวนจำลองล้วนอ่อนแอกว่าชิโรยาฉะทั้งนั้น
ในแง่หนึ่ง การที่นครสวนจำลองถูกแบ่งออกเป็นชั้นบนและชั้นล่างในตอนนี้ และการที่ตัวตนระดับสามหลักไม่สามารถลงมือในนครสวนจำลองได้โดยตรง ต้องทำผ่านสงครามตัวแทนเท่านั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะข้อจำกัดจากปฏิทรรศน์แห่งความสัพพัญญู แต่อีกเหตุผลที่มากกว่านั้นก็คือการประนีประนอมต่อชิโรยาฉะนั่นเอง
"ยังไงซะก็ต้องปรึกษาหารือเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนออกมาให้ได้สินะ..."
"ไม่อย่างนั้นแผนการของกลุ่มราชันสุริยันจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ"
ไทฟอนหมอบลงบนโต๊ะพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
ในความเป็นจริงแล้ว ภายในสมาพันธ์อูโรโบรอส นอกจากพระกฤษณะแล้ว เธอนี่แหละคือคนที่กระตือรือร้นกับแผนการกอบกู้โลกของกลุ่มราชันสุริยันมากที่สุด เธอไม่สนเรื่องแก่นวิญญาณ ไม่หวังผลบุญ ขอแค่เคลียร์อนุภาคดวงดาวที่สามให้สิ้นซากก็พอ
ในฐานะลูกคนสุดท้องของไกอา เธอเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของไกอามาโดยตรง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระกฤษณะก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ เขาเลิกคิ้วขึ้นและอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
"ดูเหมือนไอ้เด็กบ้านั่นจะมาหาฉันแล้วสิ"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เหล่าตัวตนยุคโบราณที่อยู่ในที่นั้นต่างก็แสดงสีหน้าตกตะลึง
ท่ามกลางความวุ่นวายที่ไร้เสียงนี้ ราชินีฮาโลวีนกลับแค่นหัวเราะเย็นชา
"ทำไมล่ะ เขาตั้งใจจะมาเยาะเย้ยถากถาง หรือว่าจะมายื่นเงื่อนไขอะไรกันล่ะ"
พอได้ยินแบบนี้ ทุกคนก็เงียบไป
เพราะในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าสงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สองจะยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่ฝ่ายที่ได้เปรียบคือฝ่ายของซูเนี่ยน แม้แต่พระกฤษณะเองก็ยังมีความคิดที่อยากจะร่วมมือกับซูเนี่ยนอยู่ลึกๆ
หลายคนต่างก็รู้ดีว่าราชินีฮาโลวีนกำลังจะถูกทอดทิ้งแล้ว
เพราะจากความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์หรือแม้กระทั่งนครสวนจำลองทั้งมวล ล้วนเป็นสมบัติของเทพธิดาแฝด พวกเธอต่างหากที่เป็นผู้ดูแลและเจ้าของนครสวนจำลองที่แท้จริง
ก็เหมือนกับสงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สองนี่แหละ ถ้าไม่มีการอนุญาตจากบุคคลผู้นั้น รูปแบบการจัดงานก็คงไม่ออกมาเป็นแบบนี้ เมื่ออยู่ในบ้านของคนอื่นก็ต้องเคารพกฎของเจ้าบ้าน
หากพวกเขาสนับสนุนราชินีฮาโลวีน พวกเขาก็สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ในสงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สองให้เป็นประโยชน์ต่อราชินีฮาโลวีนได้
แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาชื่นชอบลูกสาวอย่างชิโรยาฉะมากกว่า
ส่วนราชินีฮาโลวีนนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานเท่าไหร่นัก
เมื่อเห็นท่าทีของราชินีฮาโลวีน พระกฤษณะกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เขามาเป็นตัวแทนของอาธีน่าเพื่อหารือเกี่ยวกับรูปแบบการจัดสงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สองน่ะ"
"หืม???"
คราวนี้ไม่ใช่แค่ราชินีฮาโลวีนเท่านั้น แต่ตัวตนยุคโบราณคนอื่นๆ ก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน
มาหารือเกี่ยวกับรูปแบบและกฎของสงครามแย่งชิงดวงอาทิตย์ครั้งที่สองงั้นเหรอ แถมยังมาเป็นตัวแทนของอาธีน่าอีกต่างหาก ไม่กลัวว่าจะถูกปอกลอกจนหมดตัวหรือไงกัน
ถ้าเป็นอาธีน่าล่ะก็ พวกเขาอาจจะต้องระมัดระวังตัวเอาไว้บ้าง แต่ถ้าเป็นซูเนี่ยนที่เป็นแค่เด็กน้อยล่ะก็... เอิ่ม ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากจะดูถูกหรอกนะ แต่ซูเนี่ยนมีประสบการณ์ในเรื่องพวกนี้บ้างหรือเปล่าล่ะเนี่ย
พระกฤษณะเคาะโต๊ะประชุมเบาๆ ยกมือขึ้นกดหมวกฟางแล้วพูดว่า
"ความคิดที่ไอ้เด็กนั่นเสนอมาก็คือเรื่องนี้แหละ"
"เขาเสนอว่ารูปแบบของสงครามแย่งชิงสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ครั้งที่สองที่จะเกิดขึ้น ควรเปลี่ยนจากการต่อสู้แบบตะลุมบอนมาเป็นสงครามตัวแทน"
"หรือถ้าใช้คำพูดของไอ้เด็กนั่นก็คือ สงครามศักดิ์สิทธิ์"
พอพูดมาถึงตรงนี้ สายตาภายใต้หมวกฟางของพระกฤษณะก็กวาดมองไปรอบๆ ทุกคน
"ถ้าในมุมมองส่วนตัว ฉันเห็นด้วยกับรูปแบบเกมแบบนี้นะ"
"เพราะถึงยังไง พวกเราทุกคนต่างก็มีตัวแทนอยู่ใต้บังคับบัญชากันทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง"
พูดมาถึงตรงนี้ พระกฤษณะก็กล่าวอย่างมีความนัย
"แต่ในขณะเดียวกันพวกเราก็ไม่รู้ว่าอาธีน่ากับซูเนี่ยนได้เตรียมการอะไรเอาไว้บ้างหรือเปล่า..."
ในนครสวนจำลอง ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าอาธีน่ามีชื่อเสียงในเรื่องการวางแผนก่อนลงมือ หากไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะ เธอจะไม่มีทางก่อสงครามโดยพลการเด็ดขาด หลายครั้งที่การกระทำของอาธีน่าดูเหมือนจะวู่วาม แต่ความจริงแล้วมันคือแผนการที่เธอเตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว
ต้องรู้ไว้เลยนะว่าตั้งแต่อาธีน่าเกิดมาจนถึงตอนนี้ เธอยังไม่เคยพ่ายแพ้เลยสักครั้ง
ฉายาเทพีแห่งชัยชนะไม่ได้มีใครประทานให้ แต่เธอใช้ชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าฝ่าฟันจนได้มันมา
แม้แต่เรื่องที่เธอจะสืบทอดตำแหน่งผู้นำกองทัพสวรรค์ ต่อให้สมาพันธ์อูโรโบรอสจะยอมให้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าอาธีน่าจะทำได้สำเร็จจริงๆ แม้แต่ตอนที่มังกรสามหัวถูกซาคามากิ อิซาโยอิฆ่าตายแล้วฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง พระกฤษณะเองก็ยังถึงกับอึ้งไปเลย
เมื่อชี้ให้เห็นถึงจุดนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็เข้าใจถึงความยุ่งยากของสถานการณ์แล้ว
โดยเฉพาะราชินีฮาโลวีน เธอยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความปวดหัว
เรื่องที่เผ่าเคลต์ขาดแคลนบุคลากร คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เธอรู้ดีที่สุด เพราะมีบุคลากรจำนวนมากที่ต้องเสียสละไปจากสงครามต่อต้านดิสโทเปียและสงครามมังกรชั่วร้าย
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ลงทุนปั้นพี่น้องตระกูลคุโด้อย่างคุโด้ อาสึกะ แถมยังยอมยกดาบอาเมะโนะมุราคุโมะของตัวเองให้หรอก
แน่นอนว่าคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีสภาพที่ดีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก เพราะการกระทำของคานารี ในความเป็นจริงแล้วนครสวนจำลองทั้งมวลต่างก็อยู่ในช่วงขาดแคลนบุคลากร พวกเขาแทบจะไม่มีใครที่สามารถใช้งานได้เลย
ไม่อย่างนั้นคนเขาจะพูดกันทำไมว่าคานารีน่ะตายซะได้ก็ดี
ในตอนนั้นเอง ไทฟอนที่อยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา
"ถ้ามันไม่ได้จริงๆ พวกเราก็เพิ่มเงื่อนไขจำกัดให้กับพวกตัวแทนซะเลยสิ อย่างเช่นต้องเป็นมนุษย์ที่มีอายุต่ำกว่าร้อยปีอะไรแบบนี้"
ยังไงซะยุคนี้ทุกคนก็ไม่มีคนหนุ่มสาวที่พอจะพึ่งพาได้อยู่แล้ว แน่นอนว่าสำหรับเทพเจ้าและพระพุทธองค์ อายุไม่ถึงร้อยปีก็คงจัดอยู่ในหมวดหมู่ของเด็กน้อยซะมากกว่า ไม่เว้นแม้กระทั่งว่าอีกฝ่ายจะเป็นมนุษย์ก็ตาม
ในเมื่อไม่รู้ว่าอาธีน่าเตรียมลูกไม้เด็ดอะไรเอาไว้ งั้นก็ลากทุกคนมาอยู่ในระดับเดียวกันซะก็สิ้นเรื่อง บรรดาวีรบุรุษตัวท็อปอาจจะตายไปหมดแล้ว แต่คนรุ่นหลังที่โดดเด่นก็น่าจะยังมีเหลืออยู่อีกสักคนสองคนนั่นแหละ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ คูร์มาที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่บนที่นั่งประธานก็ส่งสายตาแปลกๆ ไปยังไทฟอน
ไทฟอนคนนี้ไม่ใช่สายลับที่อาธีน่าส่งมาแฝงตัวจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย
ยังจะกำหนดให้เป็นมนุษย์อายุต่ำกว่าร้อยปีอีกงั้นเหรอ นี่กลัวว่าจะโดนพวกเซนต์ของอาธีน่ารังแกไม่พอหรือไงกัน...
ในฐานะพี่สาวบุญธรรมของซูเนี่ยน ถึงแม้ว่าเธอและซูเนี่ยนจะอยู่คนละฝ่ายกันชั่วคราวเพราะจุดยืนที่แตกต่าง แต่ความจริงแล้วมีหลายเรื่องมากที่ซูเนี่ยนไม่ได้ปิดบังเธอเลย
ซึ่งนั่นก็รวมถึงเรื่องที่อาธีน่าใช้สิทธิอำนาจแห่งจักรราศีเพื่ออัญเชิญเซนต์ของอาธีน่าอีกคนมาด้วย
พูดตามตรง โลกนั้นสมแล้วที่เป็นพหุจักรวาลที่เปิดขึ้นโดยสุดยอดฝั่งผู้ยิ่งใหญ่ระดับหนึ่งหลัก คุณภาพของมนุษย์ในนั้นสูงลิบลิ่ว แถมขีดจำกัดสูงสุดก็ยังน่ากลัวอีกต่างหาก
ต่อให้เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ขอแค่มีพรสวรรค์มากพอ การจะฝึกฝนจนมีระดับพลังเทียบเท่ากับตัวตนระดับสองหลักก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แน่นอนว่าเรื่องขีดจำกัดสูงสุดนั้นขอละเอาไว้ก่อน
เอาแค่บรรดาโกลด์เซนต์ที่อยู่ใต้สังกัดของอาธีน่า เธอก็เคยแอบยืมสายตาของลามิอาไปส่องดูเพราะความอยากรู้อยากเห็นมาแล้ว
แม้ว่าจะไม่มีสิทธิอำนาจ แต่การพึ่งพาการเผาผลาญพลังคอสโม พวกเขาก็เป็นนักสู้ที่อยู่ในระดับเหนือกว่าสี่หลักเกือบทั้งหมด
ประเด็นสำคัญก็คืออายุของพวกเขาไม่มีใครเกินสามสิบปีเลยสักคน
พูดได้คำเดียวว่าอาธีน่าเจ้าเล่ห์จริงๆ การเดินหมากแบบถอยเพื่อรุกในครั้งนี้มันช่างล้ำลึกสุดๆ
ในขณะเดียวกัน เหล่าตัวตนยุคโบราณคนอื่นๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูดคุยกัน
"มนุษย์ที่อายุต่ำกว่าร้อยปีงั้นเหรอ ข้อจำกัดนี้มันไม่ดูเข้มงวดไปหน่อยหรือไง..."
แม้แต่ในหมู่ลูกน้องของพวกเขา ก็ยังไม่มีบุคลากรระดับสี่หลักที่อายุต่ำกว่าร้อยปีเลย พวกเขาไม่ได้มีความสามารถเหมือนพระกฤษณะที่สามารถฟูมฟักผู้กอบกู้ในวัยเยาว์ขึ้นมาได้หรอกนะ
"งั้นเอาเป็นว่า ข้อจำกัดเรื่องอายุไม่เกินร้อยปีนี้หมายถึงอายุทางร่างกายดีไหม"
"หรือว่าจะขยายขอบเขตความเป็นมนุษย์ให้กว้างขึ้นอีกนิด แต่ก็ไม่ได้สิ เผ่าพันธุ์อื่นอายุร้อยปียังไม่บรรลุนิติภาวะเลย..."
ชั่วขณะหนึ่งเกิดการถกเถียงกันอย่างดุเดือด
แต่ประเด็นหลักๆ ของการพูดคุยก็คือการพยายามหาวิธีสร้างข้อได้เปรียบให้กับฝ่ายตนเอง พร้อมกับลากคนอื่นลงมาให้อยู่ในระดับเดียวกับตัวเอง
ในเมื่อสู้เรื่องขุมกำลังที่สะสมมาไม่ได้ งั้นก็ให้ทุกคนไม่ต้องใช้มันไปเลยสิ ลากทุกคนลงน้ำไปด้วยกันเลยดีกว่า
นี่แหละคือสภาพจิตใจของเหล่าตัวตนยุคโบราณในตอนนี้
ทว่าในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ ความสนใจของทุกคนกลับจดจ่อไปยังผู้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานเพื่อรอให้พวกเขาพยักหน้าตกลง
"ดูจากทรงแล้ว ในเมื่อพวกนายมีแผนการในใจแล้ว งั้นก็เอาตามนี้แหละ"
พระกฤษณะถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า
"สงครามศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ มันเป็นรูปแบบเกมที่ดีจริงๆ นั่นแหละ"
แค่ไม่รู้ว่ามันจะไปเข้าทางอาธีน่าหรือซูเนี่ยน แล้วกลายเป็นว่าพวกเขาก้าวเข้าไปติดกับดักที่พวกนั้นเตรียมไว้หรือเปล่านี่สิ
พูดตามตรง สัญชาตญาณของพระกฤษณะบอกเขาว่าการที่ซูเนี่ยนติดต่อเขามานั้นจะต้องมีแผนร้ายแอบแฝงอยู่แน่ๆ แต่เพราะข้อมูลที่มีไม่เพียงพอ เขาจึงไม่รู้ว่าซูเนี่ยนกับอาธีน่ากำลังเตรียมการอะไรอยู่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ร่างของพระกฤษณะก็หายวับไปจากโพรงต้นไม้
ในขณะเดียวกัน ไทฟอนที่อยู่บนที่นั่งประธานก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นสายตาแปลกๆ ของคูร์มา เธอจึงลูบคางตัวเองและแอบบ่นพึมพำเบาๆ
"เมื่อกี้ฉันเหมือนจะเผลอช่วยอาธีน่าไปหรือเปล่าเนี่ย"
"แต่เรื่องนี้มันจะไปเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ ยังไงคนที่ซวยก็ไม่ใช่ฉันสักหน่อย"
แม้ว่ากัลกิจะต้องการสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ แต่การที่เขามีแผนผังจำลองการสร้างดาว อวตาร ไว้ในครอบครองชั่วคราวก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นว่าจะต้องยึดครองมันให้ได้สักหน่อย
มีเพียงราชินีฮาโลวีนเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่บนที่นั่งประธานด้วยสีหน้าที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สภาพจิตใจของเธอค่อนข้างย่ำแย่ทีเดียว
"นี่คิดจะมาให้ทานฉันหรือไง ซูเนี่ยน"
ราชินีฮาโลวีนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันคิดในใจ
พูดตามตรง คนเก่งที่เธอสามารถงัดออกมาใช้งานได้ในตอนนี้ก็มีแค่สองพี่น้องคุโด้ อาสึกะและคุโด้ อายาโตะเท่านั้น
คุโด้ อายาโตะนั้นอยู่ในความดูแลของเธอและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ถึงจะยังเทียบไม่ได้กับพวกตัวเก๋ารุ่นเก่า แต่ก็ถือว่ามีความโดดเด่นและไม่เลวเลยทีเดียว
อย่างน้อยๆ การจะส่งไปเป็นตัวแทนเข้าร่วมสงครามศักดิ์สิทธิ์ก็ถือว่ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์
ส่วนคุโด้ อาสึกะน่ะเหรอ ราชินีฮาโลวีนไม่เคยลืมเลยว่าซูเนี่ยนเคยมอบแผนผังจำลองการสร้างดาว โคจิกิ ให้กับคุโด้ อาสึกะ แม้ว่าดาบอาเมะโนะมุราคุโมะจะยังคงอยู่ในมือของคุโด้ อาสึกะก็ตาม
แต่ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละที่ทำให้ราชินีฮาโลวีนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจและรู้สึกเหมือนว่าซูเนี่ยนกำลังให้ทานเธออยู่
เพราะเธอไม่มีทางยอมแพ้เรื่องสิทธิอำนาจแห่งดวงอาทิตย์ และไม่มีทางทิ้งคุโด้ อาสึกะผู้มีคุณสมบัติในการครอบครองแผนผังจำลองการสร้างดาวไปโดยไม่นำมาใช้งานแน่ๆ
แต่พอต้องเอามาใช้งานจริงๆ มันก็ให้ความรู้สึกขยะแขยงชะมัด
[จบแล้ว]