- หน้าแรก
- วิถีปราชญ์เป็นใหญ่ ข้าขอท่องกวีถังในต่างโลก
- บทที่ 280 แต่งงานผีที่หมู่บ้านจ้าว ไม่ได้กินโต๊ะงานมงคลมานานแล้ว อาจารย์ วันนี้ข้าเลี้ยงท่านเอง
บทที่ 280 แต่งงานผีที่หมู่บ้านจ้าว ไม่ได้กินโต๊ะงานมงคลมานานแล้ว อาจารย์ วันนี้ข้าเลี้ยงท่านเอง
บทที่ 280 แต่งงานผีที่หมู่บ้านจ้าว ไม่ได้กินโต๊ะงานมงคลมานานแล้ว อาจารย์ วันนี้ข้าเลี้ยงท่านเอง
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉือซ่งก็ราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ทั้งร่าง จนยืนนิ่งงันไปในทันที
ในห้วงเวลานี้เอง เขาราวกับเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ใน “สี่วรรคเหิงฉวี่” อย่างแท้จริง
“บางทีในตอนนั้น พวกเขาอาจยึดมั่นในความปรารถนาเช่นนี้ จึงยอมสละชีวิตของตน แม้คนรุ่นหลังจะลืมเลือนพวกเขาไปแล้วจะอย่างไร? หากพวกเขาได้เห็นว่าผู้คนรุ่นหลังมีชีวิตสงบสุข บ้านเมืองร่มเย็นใต้หล้าเป็นสุขหมื่นชั่วอายุคน พวกเขาย่อมรู้สึกยินดีจากใจ”
น้ำเสียงของหนิงผิงอันอ่อนโยนยิ่งขึ้น
“พวกเขาล้วนเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่”
“วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่...”
ฉือซ่งพึมพำคำทั้งสามนั้นซ้ำไปมา ภายในใจยิ่งเกิดความเคารพต่อศิษย์สำนักเต๋าขั้นเซิ่งนับหมื่นคนเหล่านั้น รวมถึง “กระบี่อันดับหนึ่งแห่งสำนักหรู” และคนอื่น ๆ มากขึ้น
เมื่อนึกถึงภาพที่พวกเขาทุ่มเททุกสิ่ง เลือดร้อนพลุ่งพล่าน ก่อนจะล้มตายไปท่ามกลางหน้าประวัติศาสตร์อันไร้ขอบเขต แม้แต่ชื่อของพวกเขาก็ไม่เคยถูกกล่าวถึงอีก
“มนุษย์ตั้งแต่อดีตกาล ผู้ใดเลี่ยงความตายพ้น
ขอเพียงดวงใจภักดิ์ ส่องประวัติศาสตร์นิรันดร์”
ฉือซ่งพึมพำเบา ๆ
จากนั้นก็เอนตัวลงบนกองฟาง เริ่มถามและตอบตัวเอง
“หากวันหนึ่งจำเป็นต้องสละชีวิตของข้า เพื่อช่วยเหลือผู้คนทั้งใต้หล้า ข้าจะยอมสละตนหรือไม่?”
“ใช้ชีวิตของข้า แลกกับมวลมนุษย์ทั้งปวง ฟังดูแล้วเป็นการค้าขายที่คุ้มยิ่งนัก แต่...มันคุ้มค่าจริงหรือ?”
“หากคนรุ่นหลังลืมข้าไป ไม่มีใครกล่าวถึงข้าอีก การกระทำเช่นนั้นจะมีความหมายอันใด?”
“เพื่อคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่ง ยอมสละชีวิตของตน มันคุ้มค่าหรือ?”
ฉือซ่งพึมพำราวกับถามตัวเอง และราวกับกำลังถามหนิงผิงอัน
“บางทีพวกเราอาจไม่มีวันต้องเผชิญทางเลือกเช่นนั้น”
“แต่หากวันนั้นมาถึงจริง ๆ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะเลือกได้อย่างถูกต้อง”
หนิงผิงอันไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน
แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ฉือซ่งรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด
ใช่แล้ว...
หากวันนั้นมาถึงจริง ๆ เขาเชื่อว่าการตัดสินใจของตนจะไม่ผิด
“เอาล่ะ ถึงตาเจ้าขับเกวียนแล้ว ข้าจะพักสักหน่อย”
“ขอรับ”
ฉือซ่งลุกขึ้นจากกองฟาง ปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า ก่อนจะหยิบเชือกบังคับเกวียนมาไว้ในมือ
ส่วนหนิงผิงอันก็ดึงหมวกสานลงมาปิดหน้า แล้วเอนกายนอนพักบนกองฟาง
สำหรับเรื่องจะไปทางไหนนั้น ฉือซ่งไม่ได้กังวลเลย
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้ค้นพบแล้วว่า วัวเขียวตัวนี้ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา
ดูเหมือนมันจะรู้เส้นทางทุกสายเป็นอย่างดี
ตลอดทางที่ผ่านมา แส้ที่วางอยู่บนเกวียนของหนิงผิงอันไม่เคยถูกใช้แม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่ต้องห่วงว่าจะหลงทาง
เช่นนั้นแล้ว ฉือซ่งจึงขับเกวียนมุ่งหน้าไปยังชายแดนของแคว้นต้าเหลียง
ตลอดทางแม้จะไม่มีเหตุการณ์ใหญ่อะไรนัก
แต่ก็เจอพวกดักปล้นไม่น้อยกว่าสิบครั้ง
และทุกครั้ง ฉือซ่งจัดการพวกมันจนสิ้นซากโดยไม่ปรานีแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงชายแดนของต้าเหลียง
และหยุดพักชั่วคราวที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า “หมู่บ้านจ้าว”
เมื่อเกวียนค่อย ๆ เคลื่อนมาถึงด้านนอกหมู่บ้าน
ฉือซ่งก็ได้ยินเสียงฆ้องกลองคึกคัก เสียงประทัดดังสนั่น ครื้นเครงเป็นอย่างยิ่ง
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ฉือซ่งถามด้วยความสงสัย
“น่าจะมีงานมงคลอะไรสักอย่างในหมู่บ้านกระมัง”
หนิงผิงอันเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
ไม่นานนัก เกวียนก็เข้าสู่หมู่บ้านจ้าว
ทั้งสองจึงพบว่า บนลานกว้างกลางหมู่บ้านมีผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่
ทุกคนสวมเสื้อผ้าสีแดงสดแห่งความมงคล
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ดูคล้ายกำลังจัดขบวนรับเจ้าสาว
“เป็นขบวนรับเจ้าสาวจริง ๆ”
หนิงผิงอันกล่าว
“ดูจากความยิ่งใหญ่ของขบวนแล้ว เจ้าบ่าวคงพิถีพิถันไม่น้อย”
“ถึงกับจ้างวงปี่กลองมาโดยเฉพาะ ปกติเรื่องแบบนี้มีแต่ตระกูลใหญ่เท่านั้นที่ทำ”
“หมู่บ้านจ้าวดูยากจนไม่น้อย ไม่นึกว่าจะรักษาธรรมเนียมได้ดีเช่นนี้”
ฉือซ่งมองพวกนักดนตรีแล้วหัวเราะเบา ๆ
หนิงผิงอันมองสีหน้าระรื่นของเขา ก่อนกล่าวขึ้น
“ดูจากหน้าตาเจ้าที่กำลังมีความสุขเช่นนี้ คงอยากศึกษาว่าคนอื่นแต่งงานกันอย่างไร เพื่อเอาไว้ใช้ตอนแต่งกับโมเหยาในอนาคตสินะ?”
“ใช่...แต่ไม่ทั้งหมด”
ฉือซ่งยิ้มกว้าง
“ข้าไม่ได้กินโต๊ะงานมงคลมานานแล้ว”
“อาจารย์ วันนี้ข้าเลี้ยงท่านเอง”
“รู้อยู่แล้วว่าเจ้าคิดแบบนี้”
หนิงผิงอันหัวเราะ ก่อนขับเกวียนไปจอดใต้เพิงร้างแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน
จากนั้นทั้งสองจึงเดินไปยังบริเวณขบวนรับเจ้าสาว
เบื้องหน้า
ฝ่ายเจ้าบ่าวนำของหมั้นสิบสองรายการ พร้อมไก่ตัวผู้ตัวหนึ่งที่ผูกดอกไม้สีแดงไว้ที่อก มาวางหน้าบ้านเจ้าสาว
จากนั้นก็จุดประทัดเสียงดังสนั่น
“เข้าประตู!”
ชายคนหนึ่งในขบวนตะโกนขึ้น
ทันใดนั้น หญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีแดงก็เดินออกมาจากบ้าน
นางคลุมผ้าแดงปิดหน้า ก้าวเดินอย่างช้า ๆ
จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าไก่ตัวผู้
เมื่อเจ้าสาวปรากฏตัว ฝูงชนก็พลันคึกคักขึ้นทันที
ทุกคนต่างเข้ามาแสดงความยินดี รายล้อมนางไว้
จากนั้นหญิงสาวก็ขึ้นนั่งบนเกี้ยวสีแดงที่เตรียมไว้
เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นรอบด้าน
แล้วขบวนรับเจ้าสาวก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไป
อย่างไรก็ตาม ฉือซ่งและหนิงผิงอันไม่ได้ตามไปในทันที
พวกเขาตั้งใจจะรอให้ขบวนออกไปก่อน แล้วค่อยขับเกวียนตามไปทีหลัง
แต่ในระหว่างที่รอ
ฉือซ่งกลับสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ
เจ้าสาวเดินออกมาจากบ้านเพียงลำพัง
แล้วคนในครอบครัวฝ่ายหญิงอยู่ที่ไหน?
ยิ่งไปกว่านั้น
นี่คือขบวนรับเจ้าสาว
แล้วเจ้าบ่าวอยู่ที่ใด?
หากเขาจำไม่ผิด ตามธรรมเนียมโบราณ
เจ้าบ่าวควรขี่ม้าอยู่หน้าสุดของขบวน
ส่วนเจ้าสาวจึงจะนั่งอยู่ในเกี้ยวด้านหลัง
หรือว่าธรรมเนียมที่นี่แตกต่างจากที่เขาเคยเรียนรู้?
“อาจารย์ ท่านรู้สึกว่ามันแปลกหรือไม่?”
ฉือซ่งเอ่ยถาม
“ไม่มีญาติฝ่ายหญิงร่วมขบวน และเจ้าบ่าวก็ไม่ปรากฏตัว”
หนิงผิงอันเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
“หรือว่าฝ่ายหญิงไม่มีครอบครัวแล้ว จึงมีเพียงเจ้าสาวคนเดีย...”
ฉือซ่งยังพูดไม่ทันจบ
ก็เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านของเจ้าสาว
เขามองขบวนที่กำลังจากไปด้วยสายตาอันสิ้นหวังและอาลัย
ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วปิดประตูบ้าน
“ดูเหมือนข้อสันนิษฐานของเจ้าจะผิด”
หนิงผิงอันกล่าวขึ้น
ฉือซ่งขมวดคิ้ว
เพราะเมื่อครู่ เขามองเห็นความสิ้นหวังและความจนปัญญาอยู่ในแววตาของชายผู้นั้น
“อาจารย์ ข้าว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล”
ฉือซ่งหันไปจะพูดต่อ
แต่กลับพบว่าหนิงผิงอันเดินไปยืนด้านหลังกลุ่มป้าชาวบ้านหลายคนเสียแล้ว
กำลังแอบฟังบทสนทนาของพวกนางอยู่
“เฮ้อ ลูกสาวของจ้าวอู่ช่างน่าสงสารจริง ๆ ปีนี้เพิ่งอายุสิบสามเอง ก็ถูกส่งไปแต่งงานผีแล้ว”
“นั่นสิ ใคร ๆ ก็รู้ว่านางเป็นสาวงามที่สุดในหมู่บ้านจ้าว เดิมทีน่าจะได้แต่งกับคนดี ๆ สักคน แต่กลับมาเจอเรื่องแบบนี้”
“แล้วจะทำอย่างไรได้? ปีนี้นางเพิ่งถึงวัยแต่งงานพอดี ได้ยินว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นคนแนะนำเรื่องนี้เสียด้วย”
“ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไร เอาแต่ประจบพวกมีอำนาจ หวังผลประโยชน์เข้าตัว สักวันต้องได้รับกรรมแน่”
“ใช่แล้ว...โลกสมัยนี้ เฮ้อ...”
เมื่อได้ยินบทสนทนาของเหล่าป้าชาวบ้าน
ฉือซ่งก็ชะงักไปทันที
เขาไม่คิดเลยว่าโลกแห่งนี้จะมีเรื่อง “แต่งงานผี” อยู่จริง
และเรื่องเช่นนี้ กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเขาเอง...